“เหตุผลที่ท่านเก็บรักษามันไว้... ไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่มันคือ ‘ความหวาดกลัว’ ใช่หรือไม่ ท่านราชเลขาธิการ?”
เสียงของซูเหม่ยหลินราบเรียบ ทว่ากังวานในโถงห้องลับที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นผงแห่งกาลเวลา นางวางพู่กันในมือลงอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังแสงเทียนสลัว หลี่จวินหรงไม่ได้ขยับเขยื้อน เขายืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินที่ไร้ความรู้สึก ทว่าแววตาที่จ้องมองมานั้นกลับคมกริบดุจคมกระบี่ที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง
“ความหวาดกลัวเป็นของพวงมาลัยประดับใจคนอ่อนแอ แต่สำหรับข้า... มันคือเครื่องมือตรวจสอบความมั่งคงของแผ่นดิน” หลี่จวินหรงเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นไร้ระลอกคลื่น “เจ้ากำลังข้ามเส้นที่คนฉลาดเขาไม่ก้าวย่างกันนะ เหม่ยหลิน”
เหม่ยหลินหัวเราะแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ นางเบือนหน้ากลับไปมอง ‘บันทึก’ เล่มหนาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม ปกของมันถูกหุ้มด้วยหนังเสือดำที่ถลอกปอกเปิก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดสายตานาง สิ่งที่ทำให้นิ้วมือของนางสั่นไหวเล็กน้อย คือตราประทับรูปนกฟีนิกซ์สีชาดที่มุมขวาล่างของปกใน—ตราประทับที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลซูเมื่อยี่สิบปีก่อน ตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏจนสิ้นชื่อไปในค่ำคืนเดียว
“ท่านกล่าวว่าหน้าที่คือการรักษาแผ่นดิน แต่ในบันทึกเล่มนี้กลับระบุชื่อขุนนางที่คอรัปชั่นในคลังหลวงมากกว่าสามสิบคน หนึ่งในนั้นมีชื่อของบิดาผู้ล่วงลับของท่านอยู่ด้วย... ท่านเก็บมันไว้เพื่อปกป้องความชอบธรรมของแผ่นดิน หรือเพื่อกุมคอของบรรดาขุนนางใหญ่เหล่านั้นไว้ใต้ฝ่าเท้ากันแน่คะ?”
หลี่จวินหรงก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและลมหายใจที่ต่างฝ่ายต่างเฝ้าระวัง เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ให้ใบหน้าอยู่ห่างจากนางเพียงไม่กี่ชั่วยาม ดวงตาสีเข้มคู่นั้นดูราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกความจริงที่นางพยายามขุดคุ้ย
“เจ้าช่างกล้าหาญ... หรืออาจจะโง่เขลาที่คิดว่าการรู้ความจริงจะทำให้เจ้ามีอำนาจต่อรอง” มือหนาของเขาเอื้อมมาวางทับลงบนบันทึกเล่มนั้น กดย้ำให้มันแน่นกับโต๊ะ “ความจริงที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผย คือยาพิษที่ฆ่าคนได้เร็วกว่ามีดปอกผลไม้ เหม่ยหลิน เจ้าแน่ใจหรือว่าเมื่อเปิดหน้าสุดท้ายออกไปแล้ว เจ้าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออ่านมันจนจบ?”
เหม่ยหลินไม่หลบสายตา แม้หัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองศึก นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คืออันตรายที่สุดที่นางเคยเผชิญ เขามีความเมตตาที่เย็นชา และมีความรักที่ซ่อนอยู่ในเล่ห์เหลี่ยม แต่นั่นกลับทำให้นางไม่อาจถอยหลังกลับได้
นางค่อยๆ เลื่อนมือไปสัมผัสที่ขอบบันทึก ก่อนจะเปิดหน้ากระดาษที่ถูกคั่นไว้ด้วยกลีบดอกเหมยแห้งกรัง หน้ากระดาษนั้นไม่ได้มีแค่รายชื่อ แต่มี ‘ลายเซ็น’ ของใครบางคน... ลายเซ็นที่นางจำได้ขึ้นใจ เพราะมันคือลายมือของคนที่ถูกเชื่อว่าตายไปแล้วในกองเพลิงวันนั้น
“บิดาของข้าไม่ได้ทำผิด... แต่ท่าน ‘จ้างวาน’ ให้คนทำลายหลักฐานชิ้นนี้ เพื่อปกปิดความลับที่ว่า ราชสำนักเองต่างหากที่สนับสนุนการค้าอาวุธเถื่อนเพื่อทำสงครามลับใช่หรือไม่?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องลับไปชั่วขณะ หลี่จวินหรงไม่ได้ตอบรับ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขามองหน้านางด้วยสายตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอ่านออก ทั้งความเวทนา ความชื่นชม และความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้นอย่างประหลาด
“มีคนเดินมาทางนี้” เขาเอ่ยเสียงเบา แววตาเปลี่ยนไปเป็นความเคร่งขรึมในทันที “ไม่ใช่ทหารรักษาการณ์ทั่วไป... เป็นคนของหอข่าวกรองลับที่ขึ้นตรงกับฮ่องเต้”
เหม่ยหลินชะงัก ฝีเท้าหนักแน่นที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ประตูทางเข้าห้องลับนั้นสม่ำเสมอเกินไป มันไม่ใช่การเดินตรวจตรา แต่มันคือการ ‘ล้อม’
นางรีบกวาดบันทึกเล่มนั้นใส่ในแขนเสื้อ แต่จวินหรงกลับจับข้อมือนางไว้แน่น เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างใบหู จนเส้นผมของเขาสัมผัสกับพวงแก้มของนาง “อย่าขยับ... เจ้าต้องการความจริงไม่ใช่หรือ? งั้นก็จงฟังให้ดี”
จวินหรงชักกระบี่ออกมาจากฝักด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทัน เสียงโลหะปะทะกับอากาศดังหวีดหวิว ก่อนที่เขาจะตวัดกระบี่ฟันเข้าที่เชิงเทียนข้างฝาผนังจนมันหักสะบั้น กลไกซ่อนที่ถูกติดตั้งไว้เบื้องหลังผนังศิลาก็ทำงาน เสียงเฟืองหมุนดังครืดคราดประตูลับที่ซ่อนอยู่อีกด้านหนึ่งเปิดออกเผยให้เห็นห้องโถงกว้างที่มีแสงสว่างลอดผ่านช่องระบายอากาศด้านบน
“ไปที่นั่น... อย่ามองย้อนกลับมาจนกว่าจะถึงทางออก” เขาสั่ง เสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้ง
“แล้วท่านล่ะ?” นางถาม สบตากับเขาเพียงเสี้ยววินาที
หลี่จวินหรงยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่เหม่ยหลินไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ได้ดูร้ายกาจหรือสุขุม แต่มันมีความเศร้าสร้อยบางอย่างซ่อนอยู่ “ข้าเป็นขุนนางหน้าตายที่ทำผิดพลาดมามากพอแล้ว ครั้งนี้... ให้ข้าเป็นคนปิดฉากบทละครนี้เอง”
ในขณะที่เหม่ยหลินกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องลับนั้น เสียงกลอนประตูด้านนอกก็ถูกกระชากออกอย่างรุนแรง พร้อมกับร่างของชายในชุดดำนับสิบคนที่ปรากฏกายขึ้น ในมือของพวกเขามีจดหมายตราประทับสีทองที่เป็นคำสั่งจากพระหัตถ์ฮ่องเต้!
เหม่ยหลินหันกลับมามองจวินหรงอีกครั้ง และสิ่งที่นางเห็นก็ทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น... เพราะในมือของจวินหรงไม่ได้ถือกระบี่เพื่อต่อสู้ แต่เขากำลังถือ ‘ตราพยัคฆ์’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพลับ ซึ่งเขาไม่ควรจะครอบครองมัน!
“เจ้า...” นางอุทาน แต่เสียงถูกกลบด้วยเสียงประกาศก้องของหัวหน้าหน่วยทหาร “ราชเลขาธิการหลี่จวินหรง! ท่านถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อแผ่นดินและสมคบคิดกับกบฏ... จงทิ้งอาวุธและรับโทษทัณฑ์เดี๋ยวนี้!”
ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้น หัวใจของนางสั่นคลอน หรือที่ผ่านมา... ตลอดเวลาที่เขาร้ายกาจกับนาง ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงหน้ากากเพื่อปกป้องนางจากไฟนรกที่เขากำลังเผชิญอยู่เพียงลำพัง?
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเล่ห์กลอันลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 14
บันทึกที่อ่านไม่จบ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!