กลิ่นอายสุราลี่ฮวาหอมกรุ่นเคล้ากลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามลมราตรี คือฉากหน้าที่ฮูหยินและขุนนางใหญ่โตต่างพากັນแย้มยิ้มประจบสอพลอ
จอกสุราในมือซูเหม่ยหลินสะท้อนแสงไฟจากโคมกระดาษสีชาด นางไม่ได้มองบรรยากาศรื่นเริงเบื้องหน้า สายตากลับทอดมองลึกลงไปยังเงาร่างของใต้เท้าจาง—เสนาบดีกรมการคลัง ผู้กำลังหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับสนองพระโอษฐ์คนสนิทของฮ่องเต้ รอยยิ้มของเขาเคลือบไว้ด้วยความจอมปลอมหนาเตอะ ช่างน่าสะอิดสะเอียนเสียจนนางต้องยกจอกสุราขึ้นจิบรสชาติฝาดเฝื่อนเพื่อกดกลั้นความชิงชัง
"ยามนี้ใต้เท้าจางคงคิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่าทุกตาแล้วกระมังเจ้าคะ"
เสียงกระซิบแผ่วเบาดั่งสายลมพัดผ่านข้างกาย แต่นางจำแนกได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด หลี่จวินหรงไม่แม้แต่จะหันมามองหน้านาง สายตาคมกริบดั่งใบมีดของเขาจับจ้องไปยังเป้าหมายเดียวกัน ร่างสูงสง่าในชุดขุนนางสีเข้มปักลายกิเลนยืนพิงเสารับน้ำหนักของตำหนักรับรองอย่างสบายอารมณ์ ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันเล็กน้อยนั้นฟ้องชัดว่าราชเลขาธิการผู้นี้กำลังประเมินสถานการณ์ด้วยความระแวดระวังไม่แพ้กัน
"ไพ่ในมือของเขาจะเหนือกว่าได้อย่างไร ในเมื่อข้าเป็นคนสับไพ่สำรับนั้นเองเพคะ... ใต้เท้าหลี่" ซูเหม่ยหลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไหล่บอบบางภายใต้เสื้อคลุมผ้าไหมปักลายเหมยร่วงขยับน้อยๆ ยามที่นางเอี้ยวตัวหันไปสบตาเขา
ดวงตาคู่นคมของหลี่จวินหรงหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากฉาบไว้ด้วยความเย้ยหยัน "ระวังมือเจ้าจะถูกบาดเสียก่อนที่ไพ่ใบสุดท้ายจะทันได้หงาย ซูเหม่ยหลิน... คนเช่นจางอี้ไม่เคยเล่นตามกฎ หากเจ้ายังดึงดันจะใช้เกมตบตาเช่นนี้ เกรงว่าศพของเจ้าคงไม่สวยงามเหมือนหน้าตา"
"คำเตือนจากท่านฟังสบายหูขึ้นเยอะ หากเปลี่ยนจากคำขู่เป็นกาแฟสักถ้วยเพคะ" นางยิ้มรับ รอยยิ้มที่กรีดลงบนริมฝีปากบางเฉียบนั้นเยือกเย็นและท้าทายในคราวเดียวกัน "แต่ท่านก็น่าจะรู้ดีว่า หากข้าไม่เดินเกมนี้ บัญชีลับการคลังสามสิบปีที่ซุกซ่อนไว้ในจวนสกุลจาง ก็ไม่มีวันถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าพระพักตร์"
บรรยากาศรอบกายพวกเขาราวกับถูกตัดขาดจากความอึกครึกโครมในงานเลี้ยง เสียงดนตรีบรรเลงและเสียงหัวร่อต่อกระซิกกลายเป็นเพียงฉากหลังอันเลือนราง ในระยะประชิดเพียงคืบนี้ เคมีที่ดึงดูดและห้ำหั่นกันทางจิตวิญญาณระหว่างคนทั้งสองแผ่ซ่านออกมาราวกับประกายไฟที่กระทบกับน้ำมันดิบ—อันตราย ลุ่มลึก และเร้าใจจนแทบหยุดหายใจ
ทันใดนั้น เสียงประกาศก้องของขันทีหน้าพระพักตร์ก็ดังขึ้นตัดผ่านความเงียบงันในห้วงความคิด
"ฝ่าเสด็จ—! ฮ่องเต้เสด็จ!"
เหล่าขุนนางและสตรีสูงศักดิ์ทั่วทั้งโถงต่างคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง ซูเหม่ยหลินย่อกายลงช้าๆ สายตาจับจ้องไปที่ชายชราในชุดคลุมมังกรทองซึ่งก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวงระวัง และคนที่เดินตามหลังมาติดๆ คือใต้เท้าจางอี้ ผู้ซึ่งฉายแววทะนงตนอย่างปิดไม่มิด
งานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้ หาใช่มีไว้เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะศึกชายแดนอย่างที่เอ่ยออเซาะไม่ แต่มันคือสังเวียนเชือดคอที่แท้จริง
เมื่อพิธีการผ่านพ้นไป ความอึมครึมก็เข้าปกคลุมท้องพระโรง จางอี้ก้าวออกมาตรงกลางห้อง ประสานมือคำนับด้วยท่าทางที่ดูนอบน้อมแต่แฝงความเย่อหยิ่ง "ทูลฝ่าเสด็จ กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะกราบทูลเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในค่ำคืนอันเป็นมงคลนี้พ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ตรัสอนุญาตด้วยพระสุระเสียงราบเรียบ "ว่ามาซิ ใต้เท้าจาง"
จางอี้แย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม หันมาทางซูเหม่ยหลินที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่ง "กระหม่อมได้รับรายงานที่น่าเชื่อถือว่า มีหนอนบ่อนไส้ลักลอบนำตราประทับและเอกสารลับของกรมการคลังออกไปส่งต่อให้ฝ่ายตรงข้าม และสายลับผู้นั้น... ก็ยืนอยู่ ณ ที่นี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำพูดนั้น สายตานับร้อยคู่ก็พุ่งตรงมาที่ซูเหม่ยหลินทันที เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ฮูหยินหลายคนถึงกับเบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ ขณะที่ขุนนางบางส่วนเริ่มแสดงท่าทีสะใจ
ทว่า ซูเหม่ยหลินกลับไม่มีอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองจางอี้ด้วยความสมเพชเวทนา
"ใต้เท้าจางกล่าวหาผู้อื่นเช่นนี้ มีหลักฐานอันใดมายืนยันเพคะ หรือท่านเพียงแค่ใช้ปากพูดเพื่อกลบเกลื่อนความผิดที่ท่านยักยอกเงินท้องพระคลังไปสร้างจวนหลังใหม่เมื่อเดือนก่อน?"
คำพูดที่สวนกลับอย่างฉับพลันและตรงจุดตาย ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจางอี้แข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจที่นางกล้าเปิดโปงกลางท้องพระโรงเช่นนี้
"บังAณ! สามห่าว! เจ้าเป็นเพียงสตรีตระกูลต้องโทษ กล้าดียังไงมากล่าวหาขุนนางขั้นหนึ่ง!" จางอี้ตวาดลั่น ใบหน้าอ้วนท้วมแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ข้ากล้าเพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเพคะ..." ซูเหม่ยหลินเอ่ยเสียงAก ประโยคของนางหนักแน่นและทรงพลังจนดึงดูดทุกสายตาให้กลับมาจดจ่อที่นางอีกครั้ง "และเอกสารที่ท่านกล่าวหาว่าข้าขโมยไป แท้จริงแล้วมันถูกเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด... ที่ที่แม้แต่ท่านก็ไม่มีทางเอื้อมมือไปถึง"
หลี่จวินหรงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มใต้หน้ากากความสุขุมของราชเลขาธิการผู้เคร่งครัดในกฎหมาย แฝงไว้ด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด เขารู้ดีว่านางมีไม้ตายซ่อนอยู่ แต่อีกฝ่ายคงคาดไม่ถึงว่าเกมนี้จะพลิกกลับเร็วถึงเพียงนี้
จางอี้หน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ เขาหันไปคุกเข่าโขกศีรษะต่อหน้าฮ่องเต้ "ฝ่าเสด็จอย่าได้ทรงหลงเชื่อคำพูดของนางพ่ะย่ะค่ะ นางกำลังใส่ร้ายกระหม่อม!"
"ใส่ร้ายหรือเพคะ?" ซูเหม่ยหลินสะบัดแขนเสื้อ ขยับยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ก่อนจะตบมือเบาๆ สองครั้งเป็นสัญญาณ
ท่ามกลางความเงียบงันและระทึกขวัญของทุกคนในโถง ประตูบานใหญ่ด้านหลังท้องพระโรงก็ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงผลักอันแผ่วเบา
ร่างหนึ่งก้าวเท้าเดินผ่านม่านหมอกราตรีเข้ามาอย่างมั่นคง แสงไฟจากโคมส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของผู้นั้นให้เห็นเด่นชัด ขุนนางอาวุโสหลายคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง มือที่ถือจอกสุราสั่นเทาจนสุรากระฉอกรดอาภรณ์
ซูเหม่ยหลินหันไปมองผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ขณะที่หลี่จวินหรงหรี่ตาลงมองบุคคลนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หมอกเหมยปลายฤดู
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเล่ห์กลอันลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 13
รอยยิ้มใต้หน้ากาก
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!