กลิ่นหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณนับหมื่นแผ่นในหอตำราหลวงยามวิกาล ให้บรรยากาศที่หนักหน่วงราวกับออกซิเจนในห้องนี้ถูกสูบหายไปจนเกือบหมดสิ้น
เสียงดีดลูกคิดในมือของซูเหม่ยหลินดังแทรกความเงียบงันขึ้นเป็นระยะ จังหวะของมันมั่นคงและเฉียบคม ราวกับเสียงฝีเท้าของทหารม้าที่กำลังบุกตะลุยเข้าประชิดค่ายกลของข้าศึก นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า แม้จะรู้ดีว่าเงาทอดทยาวที่ทาบทับลงบนโต๊ะทำงานไม้นั้นเป็นของผู้ใด
"เจ้าตรวจสอบบัญชีงบประมาณการขุดลอกคลองหลวงรอบที่สามเสร็จแล้วหรือยัง"
น้ำเสียงของหลี่จวินหรงราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ราวกับราชเลขาธิการผู้เคร่งครัดกำลังไต่สวนนักโทษในคุกหลวง มากกว่าจะสนทนากับสตรีที่ตนเคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่คลี่คลายคดีสะเทือนขวัญมาด้วยกัน
ซูเหม่ยหลินหยุดปลายนิ้วที่กำลังคีบลูกคิดเม็ดสุดท้าย นางค่อยๆ วางมันลงอย่างประณีต ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่คมกริบของนางมีความไหววับราวน้ำในบึงลึกที่ถูกลมพัดผ่านเพียงชั่ววูบ "ใต้ฝ่าบาท... อภัยด้วย ข้ามิใช่เสมียนก้นแถวของท่าน ที่จะต้องมารายงานความคืบหน้าทุกชั่วยาม"
"แต่เจ้าคือผู้ที่ยืนกรานจะตรวจสอบบัญชีชุดนี้ด้วยตนเอง ซูเหม่ยหลิน" หลี่จวินหรงก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงช่องว่างแคบๆ ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยา เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง "หรือว่า... ตัวเลขที่เจ้าพบ มันเริ่มขัดแย้งกับข้ออ้างที่เจ้าใช้ปกป้องตระกูลของตนเองเสียแล้ว"
คำพูดนั้นแทงตรงเข้ากลางใจดำ บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดลงจนเยือกเย็น คำว่า "ตระกูลซู" ยังคงเป็นแผลเป็นฉกรรจ์ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองบน1 หมากกระดานนี้เสมอ
ซูเหม่ยหลินไม่ได้สะท้านไหว นางแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว "ใต้หล้าต่างรู้ดีว่าหลี่จวินหรงผู้ทรงคุณธรรมไม่เคยเชื่อใจผู้ใด แม้กระทั่งเงาของตนเอง... ท่านสงสัยว่าข้ากำลังซ่อนหลักฐานเพื่อล้างมลทินให้ตระกูลซูอย่างผิดวิธีสินะคะ"
"ข้าไม่ได้สงสัยข้าพเจ้า แต่ข้ากำลังมองความจริง" หลี่จวินหรงตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง "วิธีการของเจ้า... มักจะแลกมาด้วยความเสี่ยงที่จะทำลายความมั่นคงของราชสำนัก ซูเหม่ยหลิน เจ้าคิดจะล้างมลทินให้คนสกุลซูด้วยการสร้างหยดเลือดใหม่บนท้องพระโรงหรืออย่างไร"
"แล้วถ้าข้าบอกว่า เลือดพวกนั้นมันสกปรกตั้งแต่แรกอยู่แล้วเล่า!" ซูเหม่ยหลินตบโต๊ะเบาๆ ร่างเพรียวบางดีดตัวลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขาอย่างไม่ยอมถอย ความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำมานานนับปีระเบิดออกมาผ่านประกายตาที่วาวโรจน์ "ท่านคิดว่าข้าทำเพื่อความแค้นส่วนตัวอย่างนั้นหรือ? ท่านมองข้าเป็นสตรีโง่เขลาที่ใช้ความแค้นบังตามาโดยตลอดสินะคะใต้กวาง!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งคู่ต่างจ้องกันและกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน มันไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่เป็นความผิดหวังระคนความเข้าใจที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง สองวิญญาณที่ฉลาดล้ำและโดดเดี่ยว สองอุดมการณ์ที่ถูกบีบให้มาปะทะกันในพื้นที่จำกัดแห่งอำนาจ
หลี่จวินหรงมองลึกลงไปในดวงตาที่ไหวระริกของนาง ชั่วพริบตานั้น เกราะป้องกันอันแข็ง
"หากเจ้าคิดว่าข้าไร้หัวใจถึงเพียงนั้น..." หลี่จวินหรงเอ่ยขึ้นแผ่วเบา น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวกลับอ่อนลงเล็กน้อยอย่างหาได้ยากยิ่ง "เหตุใด... ในคืนที่มือสังหารบุกเข้าจวนราชเลขาธิการ คนแรกที่เจ้าเลือกจะปกป้อง ถึงไม่ใช่ตัวเจ้าเอง"
ซูเหม่ยหลินชะงัก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนความหวั่นไหวที่ฉายชัดขึ้นบนใบหน้า "นั่นเป็นเพราะ... ข้ายังต้องการพยานมีชีวิตเพื่อไขคดี ต่างหากเล่า"
"พยานปากเอกอย่างนั้นหรือ" หลี่จวินหรงก้าวเข้าไปประชิดจนนางไม่มีทางถอยหลังได้อีก แผ่นหลังของนางแนบชิดกับชั้นหนังสือไม้จันทน์หอม ขณะที่วงแขนแข็งแกร่งของเขายกขึ้นกั้นอิสระของนางไว้ทั้งสองข้าง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะกระชั้นชิดจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ "ปากแข็งเสียจริง... ซูเหม่ยหลิน ทั้งที่แววตาของเจ้าในตอนนี้ กำลังบอกอีกอย่างแท้ๆ"
นางเงยหน้าขึ้นตั้งใจจะโต้แย้ง แต่ทว่าปลายนิ้วอุ่นของเขากลับแตะลงเบาๆ ที่ริมฝีปากของนาง สกัดกั้นคำพูดทั้งหมดให้กลืนหายกลับลงไปในลำคอ สัมผัสแผ่วเบานั้นทรงพลังยิ่งกว่าอาวุธใดๆ ในห้องนี้
"เราต่างหาก... ที่เข้าใจผิดกันมาตลอด" หลี่จวินหรงกระซิบชิดริมหีบปากของนาง น้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกแฝงความรู้สึกที่แท้จริงที่เขาพยายามปิดบังมาเนิ่นนาน "ข้าไม่ได้ต้องการขัดขวางการล้างมลทินของเจ้า... แต่ข้ากำลังหาทางปกป้องเจ้าจากเงาเบื้องหลังที่แท้จริงต่างหาก"
ซูเหม่ยหลินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความเข้าใจที่ค้างคาอยู่ในใจราวกับหมอกหนาที่ถูกสายลมพัดผ่านจนกระจ่างแจ้งในเสี้ยววินาที ความหวาดระแวงและความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้นมาระหว่างเขากับนางตลอดหลายเดือน พังทลายลงในชั่วพริบตา
ทว่า... ในวินาทีที่กำแพงแห่งความเข้าใจผิดกำลังจะทลายลง และหัวใจทั้งสองดวงโน้มเข้าหากันตามแรงดึงดูดอันลึกซึ้ง
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบาดังขึ้นจากซอกมุมมืดหลังชั้นตำราหลวง ทางเดินลับที่ควรจะมีเพียงผู้บัญชาการราชองครักษ์ล่วงรู้ กลับปรากฏเงาดำมหึมาสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านแสงเทียน พร้อมกับลูกดอกอาบยาพิษที่พุ่งตรงเข้ามาปักฉับลงบนกรอบหน้าต่างห่างจากศีรษะของหลี่จวินหรงไม่ถึงคืบ!
หลี่จวินหรงดึงตัวซูเหม่ยหลินเข้าสู่อ้อมแขนอย่างรวดเร็ว กลิ่นกายบุรุษและไอร้อนจากร่างกายของเขาโอบล้อมนางไว้ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย แต่ก่อนที่เขาจะทันชักกระบี่ออกจากฝัก แผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกลูกดอกอีกดอกตรึงไว้กับผนังไม้ก็สะดุดตาของทั้งคู่เข้าเสียก่อน
บนกระดาษแผ่นนั้น มีลายมือหวัดๆ ที่คุ้นเคยจนน่าตกใจ... มันคือตราประทับลับของ "กรมอาญา" ที่ควรจะถูกเผาทำลายไปตั้งแต่คดีสิบปีก่อน พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่เขียนไว้ด้วยเลือดสดๆ:
*"ผู้ที่สังหารตระกูลซูตัวจริง... ยังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร"*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเล่ห์กลอันลุ่มลึกนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 15
จุดเปลี่ยนของความเชื่อ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!