คราบหมึกสีชาดบนฎีกาลับยังไม่ทันแห้งสนิท หยดฝนด้านนอกก็โหมกระหน่ำซัดเข้าใส่บานหน้าต่างไม้แกะสลักราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจให้เต้นระรัว
ซูเหม่ยหลินไม่แม้แต่จะปรายตาแลสายฝนที่สาดกระเซ็น นางจดจ้องแผ่นป้ายไม้จันทน์หอมในมือ ทอดสายตาผ่านคราบรอยนิ้วมือเลือนรางที่ถูกจงใจลบเลือน—ร่องรอยของบัญชีลับกรมคลังที่เชื่อมโยงถึงขุนนางกังฉินสามคนในราชสำนัก ทุกย่างก้าวของนางบนเส้นทางนี้ล้วนเหยียบย่างอยู่บนคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนลำคอได้ทุกเมื่อ หากไม่ใช่เพราะเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่หยุดลงหน้าเรือนพักรับรองในยามวิกาลเช่นนี้ นางคงคิดว่าตนเองเป็นเพียงผู้เดียวที่ยังคงตื่นอยู่ท่ามกลางความเน่าเฟะของเมืองหลวง
บานประตูเปิดผางโดยไร้ซึ่งพิธีรีตอง
หลี่จวินหรงก้าวเข้ามาพร้อมกับหยดน้ำที่เกาะพราวตามไหล่กว้างและอาภรณ์สีเข้ม ชุดขุนนางชั้นสูงของเขาเปียกชื้นแนบไปกับแผ่นอก แต่ความเยือกเย็นในดวงตานั้นกลับหนาวยิ่งกว่าสายลมฝนภายนอก เขากวาดสายตาเพียงปราดเดียวก็อ่านความเคลื่อนไหวทุกอย่างในห้องออกจนหมดสิ้น—ทั้งกระดาษใบบางที่ซ่อนอยู่ใต้พู่กัน และท่าทีสงบนิ่งราวกับรูปปั้นสลักของสตรีตรงหน้า
"ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ ราชเลขาธิการหลี่ผู้ทรงเกียรติ ไยจึงเลือกปีนกำแพงเรือนพักของหญิงหม้ายไร้หัวนอนปลายเท้า แทนที่จะใช้ประตูหน้าตามธรรมเนียมเล่าคะ?" ซูเหม่ยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เจือแววเย้ยหยันจางๆ โดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมอง
หลี่จวินหรงไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขาสאвเท้าเข้ามาใกล้จนกลิ่นอายบุรุษเจือกลิ่นฝนและหมึกจีนลอยละล่องปะปนกับกลิ่นชาอู่หลงจางๆ บนโต๊ะ ร่างสูงใหญ่ทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องลึกลงไปในดวงตานาง ราวกับต้องการค้นหาว่าเบื้องหลังหน้ากากที่เรียบเฉยนี้ ซ่อนความหวาดกลัวไว้ลึกเพียงใด
"เส้นทางด้านหน้าถูกกองกำลังลับของเสนาบดีอวี้ปิดล้อมไว้ทั้งหมด หากข้าใช้ประตูหน้า เกรงว่าท่านคงไม่ได้เห็นหน้าข้าในสภาพที่มีลมหายใจหรอกนะ... แม่นางซู" น้ำเสียงของเขาต่ำทุบ กังวานและเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ถูกสะกดกลั้นไว้
ซูเหม่ยหลินแค่นหัวเราะในลำคอ นางวางแผ่นป้ายไม้ลงกระทบโต๊ะเบาๆ เกิดเสียงดังทึบที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสอง "ที่แท้ใต้เท้าหลี่ผู้ผดุงความยุติธรรม ก็มีวันที่ต้องหลบหนีสุนัขรับใช้ของเสนาบดีอวี้ด้วยเช่นกัน ช่างน่าขันสิ้นดี หรือว่ากฎหมายต้าเฉินที่ท่านเทิดทูนนักหนา บัดนี้ใช้การไม่ได้เสียแล้ว?"
"กฎหมายไม่เคยไร้ค่า มีแต่ 'คน' เท่านั้นที่บิดผันมันเพื่อความอยู่รอด" หลี่จวินหรงสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองเห็นเอกสารบนโต๊ะ "เช่นเดียวกับที่ท่านกำลังใช้บัญชีลับฉบับนั้น ต่อรองกับความตายของตระกูลซู เหม่ยหลิน... ท่านคิดว่าหลักฐานครึ่งๆ กลางๆ ในมือจะล้างมลทินให้ตระกูลได้จริงๆ หรือ หรือเป็นเพียงการพาตัวเองไปสู่หลุมฝังศพที่ลึกกว่าเดิม?"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นในใจ ซูเหม่ยหลินชะงักไปชั่วลมหายใจ ร่างเพรียวเกร็งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะกลับมาผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว นางซ่อนความไหววูบในแววตาไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ใต้เท้าหลี่ช่างปราดเปรื่องสมคำร่ำลือ แต่อย่าลืมว่าต่อให้หลักฐานในมือข้าจะเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่า แต่มันก็ยังดีกว่าความนิ่งเฉยของขุนนางผู้ดีแต่เปลือกอย่างพวกท่าน ที่ดีแต่ท่องจำบทบัญญัติโดยไม่กล้าลงมือทำอะไรเลย!"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เสียงฝนที่ตกกระหน่ำด้านนอกราวกับถูกตัดขาดออกไปจากโลกใบนี้ เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่ประสานกันในระยะประชั้นชิด หลี่จวินหรงโน้มตัวไปข้างหน้า สายตาคมกริบพินิจพิเคราะห์ทุกอณูบนใบหน้างามที่ฉายแววดื้อรั้นและความเจ็บปวดที่ถูกปิดบังไว้ ความรู้สึกบางเบาแต่หนักหน่วงก่อตัวขึ้นในอก—ความรู้สึกที่ว่าสตรีตรงหน้านี้ช่างอันตราย และในขณะเดียวกันก็ดึงดูดวิญญาณส่วนที่มืดมนที่สุดของเขาให้เข้าหาอย่างไม่น่าเชื่อ
"เช่นนั้น... หากข้าเสนอทางเลือกที่ดีกว่าให้ท่านเล่า?" หลี่จวินหรงเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่จริงจังอย่างยิ่ง
ซูเหม่ยหลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลงประเมิน "ทางเลือกจากมือของราชเลขาธิการผู้เคร่งครัด จะมีสิ่งใดนอกจากการยอมจำนนต่อทางการ แล้วปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมที่เน่าเฟะจัดการทุกอย่างตามอำเภอใจ?"
"ไม่ใช่การยอมจำนน" หลี่จวินหรงเอ่ยแย้ง นัยน์ตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ซ่อนเร้น "แต่เป็นการ 'ร่วมมือ' ข้ามีอำนาจตามกฎหมายที่สามารถเปิดโปงเสนาบดีอวี้ได้ แต่ขาดหลักฐานชิ้นสำคัญที่สมบูรณ์แบบ ส่วนท่าน... มีหลักฐานที่ข้าต้องการ แลกกับการที่ข้าจะใช้ตำแหน่งราชเลขาธิการเป็นโล่คุ้มครอง และคืนความบริสุทธิ์ให้ตระกูลซูอย่างสมศักดิ์ศรี"
ข้อเสนอนั้นแขวนอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางกลิ่นอายความหวาดระแวงและคราบน้ำฝน ซูเหม่ยหลินนิ่งงัน นางรู้ดีว่าการร่วมมือกับปีศาจสวมอาภรณ์ขุนนางเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าถ้ำเสือ แต่ในยามนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว
นิ้วเรียวสวยเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะช้าๆ สะท้อนความคิดที่กำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วราวดั่งสายฟ้าแลบ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ใต้เท้าหลี่... ข้าจะเชื่อใจท่านได้อย่างไร ว่าเมื่อได้บัญชีลับไปแล้ว ท่านจะไม่เขี่ยข้าทิ้งเหมือนเศษผ้าเก่าๆ?"
หลี่จวินหรงยื่นมือหนาออกไป วางทับลงบนหลังมือเรียวที่ยังคงแตะอยู่บนขอบโต๊ะ ความเย็นเยือกจากสายฝนถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านผ่านผิวสัมผัส ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการให้คำมั่นสัญญาด้วยจิตวิญญาณ
"เพราะท่านกับข้า... ต่างก็เป็นคนประเภทเดียวกัน เหม่ยหลิน เราต่างก็ไม่มีทางถอยหลังกลับได้อีกแล้ว"
ซูเหม่ยหลินนิ่งค้างไปกับสัมผัสนั้น หัวใจที่ด้านชามานานหลายปีกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง นางกำลังจะเอաբปากปฏิเสธหรือยอมรับ ทว่าจังหวะนั้นเอง—
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงรายงานแหบพร่าของพ่อบ้านเฒ่าที่ดังลอดเข้ามาจากด้านนอกด้วยความตื่นตระหนก
"คุณหนูขอรับ! แย่แล้วขอรับ! กองปราบราชสำนักนำโดยองครักษ์เสื้อแพรบุกเข้ามาล้อมเรือนไว้หมดแล้ว พวกเขาบอกว่า... ใต้เท้าหลี่ถูกออกหมายจับข้อหากบฏ สมคบคิดกับกบฏแดนใต้!"
ดวงตาของซูเหม่ยหลินเบิกกว้างขึ้นในทันที นางหันขวับกลับมามองบุรุษตรงหน้า ทว่าหลี่จวินหรงกลับไม่มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย มุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบและลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง
"ดูท่า... มีคนไม่อยากให้เราได้เจรจากันจนจบเสียแล้วกระมัง" หลี่จวินหรงกระซิบข้างหูของนาง เสียงทุ้มต่ำนั้นแนบชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนปัดป้ายผ่านพวงแก้ม "ทีนี้... ท่านยังจะปฏิเสธพันธมิตรเช่นข้าอยู่อีกหรือไม่?"
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับกลลวงครั้งนี้ด้วยกันนะคะ — หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย•ตอนที่ 5
พันธมิตรที่ไม่อาจไว้วางใจ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับขุนนางหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!