เสียงสะท้อนก้องกังวานของค้อนโลหะที่กระแทกลงบนแผ่นทังสเตนเรืองแสงดังขึ้นเป็นจังหวะจะโคน สะเก็ดไฟสีฟ้าครามแตกกระจายราวกับหมู่ดาวที่ร่วงหล่นลงมาสู่พื้นหินอัคนี ภายในโรงตีเหล็กใต้ดินของกิลด์นักผจญภัยกลิ่นอายของไอความร้อนและกลิ่นฉุนของน้ำยาหล่อเย็นผสมผสานกันจนแทบหายใจไม่ออก แต่สำหรับเรนแล้ว นี่คือกลิ่นอายของความอยู่รอด
เขายืนนิ่งอยู่หน้าแท่นหลอม ดวงตาคู่คมกริบใต้กรอบแว่นเวทมนตร์กำลังกวาดมองตัวเลขสถิติและโครงสร้างผลึกมานาที่ลอยเด่นขึ้นจากหน้าต่างระบบอินเทอร์เฟซสีฟ้าจางๆ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้สักเพื่อคำนวณอัตราความเข้ากันได้ของวัสดุ
"ถ้าเราเพิ่มสัดส่วนของผงแร่โอริฮาลคอนลงไปอีกร้อยละสิบห้า โครงสร้างการนำมานาของดาบเล่มนี้จะเสถียรขึ้นก็จริง..." เรนพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำเจือความเคร่งเครียด "แต่มันจะแลกมาด้วยน้ำหนักส่วนเกินที่ทำให้ความเร็วในการโจมตีลดลงถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีความคล่องตัวสูงในเขตแดนรกร้าง นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก"
"แต่ถ้าใช้ 'แก่นพลังงานของภูตลม' เป็นแกนกลางแทนล่ะคะ... เอ้ย... แทนล่ะครับ?"
เสียงใสแจ๋วที่ติดสะดุดเล็กน้อยดังขึ้นข้างกาย เรนเหลือบสายตาไปมอง ลูมิน่าในชุดนักเดินทางทะมัดทะแมงกำลังยืนกอดอก ใบหน้าเรียวสวยฉายแววครุ่นคิดอย่างจริงจัง ดวงตากลมโตสีมรกตจ้องมองไปยังแท่งเหล็กกล้าในเตาหลอมด้วยความสนใจใคร่รู้
เรนเผลอยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้กับความพยายามของเอลฟ์สาวในการปรับสรรพนามให้เข้ากับข้อตกลง "นั่นเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยครับ ลูมิน่า การใช้แก่นพลังงานภูตลมจะช่วยลดน้ำหนักลงได้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์แถมยังเคลือบธาตุลมไว้ที่คมดาบโดยอัตโนมัติ... แต่ปัญหาคือ ค่าความเข้ากันได้ระหว่างธาตุลมกับจิตวิญญาณดาบเล่มเดิมมันอยู่แค่ระดับ C- เทียบกับความทรงจำที่หายไปของคุณ ผมเกรงว่ามันอาจจะสะท้อนกลับจนทำให้ดาบแตกสลายได้ในการปะทะครั้งแรก"
ลูมิน่าชะงักไปนิด ดวงตาคู่สวยหม่นแสงลงวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำว่า 'ความทรงจำที่หายไป' ก่อนที่เธอจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วยิ้มบางๆ ออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก
"ฉัน... ผมหมายถึง ผมแค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระของคุณบ้างเท่านั้นเองครับ เรน" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มั่นคง "เราเดินทางมาไกลและผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันหลายครั้งแล้วนะ... การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไปป์รอยต่อมิติในครั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องแบกรับไว้คนเดียวนะครับ"
คำพูดนั้นทำให้เรนชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพซ้อนของอดีต—เพื่อนร่วมทีมในโลกเก่าที่เคยพูดประโยคทำนองเดียวกันก่อนจะพากันหายลับไปในความมืดมิดผุดขึ้นมาในหัว ความรู้สึกผิดระลอกเก่าพยายามกัดกินจิตใจ แต่เรนก็สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมาปัจจุบัน
เขายื่นมือไปวางบนไหล่บางของลูมิน่าเบาๆ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ช่วยขับไล่ความหนาบเหน็บในใจออกไปได้บ้าง
"ผมรู้ครับ ลูมิน่า... และผมก็ดีใจที่มีคุณคอยอยู่เคียงข้าง แต่เหตุผลที่ผมต้องรอบคอบและคิดแทนทุกอย่าง ก็เพราะผมไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยเดิมอีก... การเดินทางสู่ 'ซากปรักหักพังแห่งเวลานصف' ในครั้งนี้ เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ระบบยังไม่สามารถประเมินได้ เราต้องเตรียมพร้อมให้สมบูรณ์แบบที่สุด"
น้ำเสียงของเรนแม้จะราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้งที่ทำเอาลูมิน่าใบหน้าขึ้นสีจางๆ เธอก้มหน้าหลบสายตาคมคายนั้นเบาๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ
"เข้าใจแล้วครับ... ถ้าอย่างนั้น เรื่องการปรับแต่งดาบ 'สายลมทมิฬ' ยกให้เป็นหน้าที่ของคุณก็แล้วกัน ส่วนฉัน... เอ้ย... ผมจะไปตรวจสอบความพร้อมของคลังแสงและเสบียงยาฟื้นฟูที่เราจะใช้ระหว่างทางเอง"
พูดจบ เอลฟ์สาวก็รีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องตีเหล็กทันที เพื่อซ่อนรอยยิ้มและอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เธอเองก็หาคำอธิบายไม่ได้
เรนมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยสายตาที่อ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับงานตรงหน้าต่อ
"ระบบ เปิดหน้าต่างจัดการคลังแสงและเริ่มกระบวนการตีเหล็กขั้นสุดท้าย"
[ติ๊ง! ยืนยันคำสั่ง: กระบวนการอัปเกรดอาวุธ 'สายลมทมิฬ' เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย]
[วัสดุหลัก: เหล็กกล้าโบราณ + ผงแร่โอริฮาลคอน (ปรับสัดส่วนลดลง 5%) + แกนพลังงานภูตลม (ผ่านการชำระล้างด้วยมานบริสุทธิ์)]
[กำลังประมวลผล... อัตราความสำเร็จ: 94.8%]
แสงสว่างวาบสีฟ้าอมเขียวพวยพุ่งขึ้นจากเตาหลอม เรนคว้าค้อนเวทมนตร์ขึ้นมาอีกครั้ง จังหวะการตีลงไปในครั้งนี้ไม่ได้ใช้แค่พละกำลังทางกายภาพ แต่เป็นการผสานพลังมานาและจิตวิญญาณลงไปในเนื้อเหล็ก ทุกครั้งที่ค้อนกระทบ เสียงกังวานดุจเสียงระฆังแห่งการพิพากษาดังสะท้อนไปทั่วห้องใต้ดิน
ผ่านไปกว่าสามชั่วโมงเต็ม หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าของเรน แต่เขากลับไม่สนใจ จนกระทั่งแสงสว่างเริ่มสงบลง และร่างของดาบเล่มใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ดาบยาวสไตล์เอลฟ์โบราณ ตัวใบดาบเรียวยาวสีดำสนิทแต่ทว่าสะท้อนประกายแสงสีเขียวมรกตราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน ลวดลายอักษรโบราณสลักลึกตั้งแต่โคนดาบจนถึงปลายคม น้ำหนักเบาแต่ทรงพลัง และที่สำคัญ—ค่าความเข้ากันได้พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ A+ อย่างน่าเหลือเชื่อ
[ติ๊ง! อัปเกรดสำเร็จ: 'ดาบพิฆาตวารีและสายลม (Mythic Grade - ปรับแต่งพิเศษ)' ได้ถูกเพิ่มเข้าสู่คลังเก็บของแล้ว]
[คุณสมบัติพิเศษ: เพิ่มความเร็วในการโจมตี 35%, สร้างความเสียหายธาตุลมเพิ่มเติมเมื่อโจมตีใส่ศัตรูประเภทสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์, และมีโอกาส 15% ที่จะสะท้อนการโจมตีด้วยเวทมนตร์กลับคืนสู่ผู้ใช้]
เรนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แม้จะเหนื่อยล้า แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป เขาเก็บดาบเข้าสู่ช่องเก็บของก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องโถงหลักของกิลด์เพื่อสมทบกับลูมิน่าและวางแผนเส้นทางขั้นเด็ดขาด
บนโต๊ะไม้กลางห้อง แผนที่สามมิติแบบโฮโลแกรมฉายภาพภูมิประเทศของทวีปตะวันตกที่เต็มไปด้วยรอยแยกของมิติและหมอกพิษสีม่วง ลูมิน่ากำลังยืนรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับม้วนกระดาษบันทึกเส้นทางที่กางออกจนสุด
"ผมตรวจสอบเสบียงและยารักษาทั้งหมดแล้วครับ พอสำหรับใช้งานยี่สิบวันในเขตแดนไร้มานา..." ลูมิน่าเอ่ยรายงานทันทีที่เห็นเรนเดินเข้ามา "ส่วนเส้นทาง... ตามข้อมูลจากกิลด์ มีเส้นทางหลักอยู่สองสาย สายแรกคือผ่าน 'หุบเขากลืนเงา' ซึ่งระยะทางสั้นที่สุด แต่มีรายงานการพบเห็นฝูงสัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับสูงกลายพันธุ์ และเส้นทางที่สองคืออ้อมผ่าน 'ป่าโบราณแห่งการหลับใหล' ซึ่งใช้เวลาเดินทางนานกว่าสามวัน แต่ปลอดภัยจากพวกกลายพันธุ์มากกว่า"
เรนกอดอก จ้องมองแผนที่โฮโลแกรมอย่างใช้ความคิด สมองของเขาประมวลผลความเสี่ยงและผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
"ถ้าเราเลือกป่าโบราณ แม้จะปลอดภัยจากสัตว์อสูร แต่เวลาสามวันที่เสียไปอาจทำให้เราไปไม่ทัน 'หน้าต่างเวลา' ของรอยต่อมิติที่กำลังจะเปิดออกในคืนวันจันทร์นี้..." เรนใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ที่จุดกึ่งกลางของหุบเขากลืนเงา "แต่ถ้าเราเลือกหุบเขากลืนเงา แม้จะอันตรายจากฝูงสัตว์อสูร แต่ภูมิประเทศตรงนั้นเอื้อต่อการใช้กับดักเวทมนตร์และการซุ่มโจมตี ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา"
ลูมิน่าพยักหน้าเห็นด้วย "ผมก็คิดเช่นนั้นครับ... อีกอย่าง ข้อมูลของกิลด์บอกว่าหุบเขานั้นมีพรรณไม้เรืองแสงชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้สกัดเป็นยาแก้พิษที่จำเป็นสำหรับการสำรวจซากปรักหักพังได้ด้วย"
"ตกลงตามนี้ เราจะใช้เส้นทางหุบเขากลืนเงา ออกเดินทางกันตอนรุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้" เรนสรุปด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
ทั้งสองคนใช้เวลาอีกร่วมชั่วโมงในการทบทวนแผนการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ จนกระทั่งยามวิกาลมาเยือน บรรยากาศรอบตัวเริ่มเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่ภายนอกหน้าต่าง
เรนเดินกลับมาที่ห้องพักส่วนตัว ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง สายตาเหม่อมองออกไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไร้ซึ่งดวงดาว มีเพียงแสงจันทร์สีแดงก่ำที่สาดส่องลงมา—สัญญาณเตือนภัยธรรมชาติจากระบบที่บ่งบอกว่าโลกใบนี้กำลังเข้าสู่วิกฤตขั้นสุดท้าย
เขายกมือขึ้นสัมผัสสร้อยคอรูปเฟืองจักรกลเก่าแก่ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เหลือมาจากโลกเดิม ก่อนจะพึมพำเบาๆ กับความว่างเปล่า
"ครั้งนี้... ผมจะปกป้องทุกคนไว้ให้ได้"
[ติ๊ง! ตรวจพบความผิดปกติของสนามพลังมานาในรัศมี 5 กิโลเมตร...]
[คำเตือนระบบ: ตรวจพบการเคลื่อนไหวของ 'ผู้มาเยือนปริศนา' ที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูล กำลังมุ่งหน้ามายังที่พักของคุณด้วยความเร็วสูง...]
[เวลาที่เหลือจนกว่าเป้าหมายจะมาถึง: 3... 2... 1...]
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งท่ามกลางความเงียบงันในยามวิกาล เรนลุกขึ้นยืนช้าๆ มือขวาแตะลงที่ด้ามจับดาบ 'สายลมทมิฬ' ในช่องเก็บของทันทีโดยสัญชาตญาณ ขณะที่ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังบานประตูไม้ที่ค่อยๆ แง้มเปิดออกเองอย่างช้าๆ โดยไม่มีใครดัน...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและอดทนเติบโตไปพร้อมกับตัวละครทุกตัวนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซียนกลยุทธ์ไร้เงากับภารกิจกู้ซากโลกเวทมนตร์•ตอนที่ 11
การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไกล
ผลงานโดย ลอร์ดออฟดาร์กเนส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลอร์ดออฟดาร์กเนส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกลยุทธ์ไร้เงากับภารกิจกู้ซากโลกเวทมนตร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!