เวทมนตร์ฉบับเด็กหลังห้องกับอาจารย์สาวจอมเข้มงวด•ตอนที่ 22

กลยุทธ์การแทรกซึม

ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
กลิ่นออนเซ็นผสมสนิมเหล็กจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในความมืด ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว รินทร์แนบแผ่นหลังชิดกับผนังหินปูนชื้นแฉะของระเบียงชั้นใต้ดิน ตาทั้งสองข้างเพ่งมองเงาร่างมหึมาสองร่างที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ดวงตาสีทองคู่โตของพวกมันวาวโรจน์ตัดกับความมืดมิดราวกับโคมไฟแห่งความตาย สัญชาตญาณดิบเตือนภัยรัวเป็นจังหวะกระชั้นชิด ทว่าสมองส่วนหน้าของเด็กหนุ่มกลับยังคงทำงานอย่างเยือกเย็นและรวดเร็วยิ่งกว่า *กรรรร...* เสียงคำรามต่ำทุ้มสั่นสะเทือนไปถึงซี่โครง เวรยามหน้าประตูเขตหวงห้ามไม่ใช่สิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่มันคือ "โกเลมโลหิตผสมอสูรเงา" (Blood-Forged Shadow Beast) สัตว์เวทจักรกลรุ่นโบราณที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสังหารผู้บุกรุกโดยไร้ซึ่งความปรานี แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับมีตะกั่วถ่วง "อย่าขยับ" เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เฉียบขาดดังขึ้นจากด้านข้าง อาจารย์เซเลสเต้ขยับตัวเข้ามาแนบชิดกับผนังหินเช่นเดียวกัน ปลายเรียวคางของอาจารย์สาวอยู่ห่างจากไหล่ของเขาไม่ถึงคืบ ไอเย็นจากตัวตนของเธอบ่งบอกว่าเธอกำลังเตรียมรีดเร้นพลังเวทขั้นสูงสุดเพื่อรับมือ หากแต่รินทร์กลับยกมือขึ้นแตะข้อศอกเรียวของเธอเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม "อาจารย์ครับ... พลังเวทของพวกมันถูกเชื่อมต่อกับแผ่นศิลาควบคุมที่ผนังฝั่งโน้น หากเราใช้เวทมนตร์โจมตีตรงๆ พลังงานส่วนเกินจะสะท้อนกลับและดึงดูดโกเลมอีกสิบตัวที่เหลือในห้องโถงใหญ่มาที่นี่นะครับ" รินทร์กระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่ามั่นคง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสะท้อนแสงสีแดงวาววับจากการคำนวณโครงสร้างเวทมนตร์ในอากาศ เซเลสเต้ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสสีนิลคู่สวยมองเด็กหนุ่มข้างกายด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม เด็กหลังห้องที่ใครๆ ต่างตราหน้าว่ามีพลังเวทต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กลับสามารถวิเคราะห์ระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงของสถาบันได้ทะลุปรุโปร่งภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที "แล้วเธอจะทำอย่างไร รินทร์?" อาจารย์สาวเอ่ยถามเสียงกระซิบ ลมหายใจอุ่นๆ รินรดต้นคอของเขา สะท้อนถึงความตึงเครียดที่พยายามควบคุมไว้ภายใต้ท่าทีเยชา "ใช้หลักการทางกลศาสตร์ครับ... และความบกพร่องของวงจรเวทอายุสามร้อยปี" รินทร์แย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้เซเลสเต้รู้สึกใจเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบแท่งโลหะขนาดเท่าปากกาออกมาสามแท่ง มันคือ "อุปกรณ์สะท้อนคลื่นเวท" ที่เขาเพิ่งประดิษฐ์ขึ้นจากเศษซากชิ้นส่วนเครื่องจักรในห้องเรียนเมื่อสัปดาห์ก่อน เขาย่อตัวลงต่ำ ใช้ความเงียบกริบเป็นเกราะกำบัง ก่อนจะดีดแท่งโลหะชิ้นแรกออกไปกระทบกับท่อส่งน้ำระบายอากาศที่อยู่ห่างออกไปห้าเมตร *กริ๊ง... แกร๊ง!* เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นเบาๆ แต่ก้องกังวานในความเงียบ โกเลมโลหิตทั้งสองตัวสะดุ้งสุดตัว ดวงตาสีทองหันขวับไปตามทิศทางของเสียงทันที ความหิวกระหายในกลิ่นอายมนุษย์ถูกเบี่ยงเบนด้วยสัญชาตญาณการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมในระบบ รินทร์ไม่รอช้า เขาอาศัยจังหวะที่อสูรยักษ์ทั้งสองหันหลังให้ พุ่งตัวลัดเลาะไปตามเงาของเสาหินอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับแมวป่า มือขวาถือแท่งโลหะชิ้นที่สองรอจังหวะประชิดตัว *ก้าวที่หนึ่ง... ก้าวที่สอง... สมาธิอยู่ที่จุดศูนย์ถ่วง* เขาสูดหายใจเข้าลึก ในจักรวาลเวทมนตร์ที่ผู้คนต่างพึ่งพาแต่คาถาอักษรโบราณ รินทร์เลือกที่จะเดินสวนทางด้วยตรรกะของฟิสิกส์และกลศาสตร์ เมื่อเข้าประชิดโกเลมตัวแรกได้สำเร็จ เขาก็สอดแท่งโลหะชิ้นที่สองเข้าไปในรอยต่อข้อต่อหัวเข่าของมัน ซึ่งเป็นจุดอับที่วงจรเวทมนตร์ไหลเวียนได้อ่อนแอที่สุด *คลิック.* เสียงกลไกภายในถูกขัดขวางด้วยแรงเสียดทานที่รินทร์คำนวณไว้ล่ะเอียด แม่เหล็กเวทมนตร์ขนาดจิ๋วในแท่งโลหะดูดกลืนพลังงานมานาที่กำลังหล่อเลี้ยงขาซ้ายของโกเลมทันที ทำให้ร่างมหึมาน้ำหนักร่วมสามร้อยกิโลกรัมเสียการทรงตัว ล้มคะมำลงไปกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว *โครม!* โกเลมตัวที่สองคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว มันหันกลับมาหมายจะตะปบเจ้ามนุษย์ตัวจิ๋วที่บังอาจลอบกัดสหายของมัน ทว่าเซเลสเต้ที่รอจังหวะอยู่นานแล้วไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ อาจารย์สาวสะบัดมือเบาๆ เกิดเป็นสายลมคมกริบตัดผ่านอากาศอย่างไร้สุ้มเสียง ตรึงร่างของโกเลมตัวที่สองให้ติดกับผนังด้วยแรงดันอากาศมหาศาล โดยไม่มีการร่ายคาถาเสียงดังที่จะไปกระตุ้นระบบเตือนภัยส่วนกลางแม้แต่น้อย "เรียบร้อยครับอาจารย์... ระบบนำทางถูกตัดขาดแล้ว" รินทร์ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าเล็กน้อย ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มกวนประสาทตามแบบฉบับ เซเลสเต้ก้าวเข้ามาใกล้ แววตาเย็นชาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา เธอมองดูเด็กหนุ่มที่หายใจหอบเล็กน้อยแต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความมั่นใจเกินวัย "เธอนี่มัน... อันตรายกว่าที่ฉันคิดไว้นะ รินทร์ การใช้หลักกลศาสตร์พื้นฐานมาหักล้างวงจรเวทระดับสูง เป็นวิธีที่คนสติสตังปกติเขาไม่ทำกันหรอก" "เขาก็แค่ชมว่าผมฉลาดแหละครับ อาจารย์เองก็ประสานงานได้ไร้ที่ติเช่นกัน" รินทร์ตอบกลับด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เจือความกวนนิดๆ ก่อนจะหันไปมองประตูเหล็กบานใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งตอนนี้กลไกป้องกันทั้งหมดถูกปิดตายลงอย่างสมบูรณ์ด้วยฝีมือของเขา ประตูค่อยๆ แง้มเปิดออกเองอย่างช้าๆ เผยให้เห็นห้องลับใต้ดินที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง มีเพียงละอองแสงสีฟ้าจางๆ ลอยเค្វ้งอยู่กลางห้อง และใจกลางห้องนั้น... มีแท่นหินสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นหินมีสมุดบันทึกเล่มหนาปกหนังมังกรวางอยู่เพียงลำพัง ตัวเล่มปกคลุมด้วยโซ่ตรวนเวทมนตร์ที่สลักอักษรโบราณสีทองเรืองแสง รินทร์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้แท่นหินนั้นอย่างระแวดระวัง ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับผิวโต๊ะหิน สมุดบันทึกเล่มนั้นก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โซ่ตรวนสีทองแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา! พร้อมกันนั้น หน้ากระดาษของสมุดก็พลิกเปิดออกเองอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นข้อความที่เขียนด้วยหมึกสีแดงสดราวกับหยดเลือด ซึ่งไม่ได้ถูกเขียนด้วยมือมนุษย์ แต่เป็นรอยหมึกที่กำลังเคลื่อนไหวขยายตัวขึ้นทีละตัวอักษรอย่างน่าสะพรึงกลัว *[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการปลดผนึกสิ่งประดิษฐ์ต้องห้าม - บันทึกแห่งจุดเริ่มต้น]* *[คำเตือนระดับ SSS: เจ้าของนาม "ผู้รαʊสลัギ" ได้ตื่น ṳญแล้ว...]* หน้าจออินเทอร์เฟซสีฟ้าใสที่รินทร์คุ้นเคยปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนที่ตัวอักษรเริ่มบิดเบี้ยวและแตกกระจายกลายเป็นความว่างเปล่า ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักหน่วง... และเสียงกระซิบอันคุ้นเคยจากเงาร่างที่สาม ซึ่งไม่ควรจะอยู่ที่นี่ จะดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังพวกเขา "เก่งมาก... เจ้าหนู รินทร์ ไม่เสียแรงที่ฉันอุตส่าห์เปิดทางให้มาถึงจุดนี้นะครับ" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับ "ไมโลกับภูตน้อย" ในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์ฉบับเด็กหลังห้องกับอาจารย์สาวจอมเข้มงวด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%