กลิ่นอายของสนิมเหล็กและละอองมานาที่ถูกบีบอัดจนเข้มข้นจนแทบจะกลายเป็นของเหลว ลอยคละคลุ้งอยู่ในความมืดสลัวของชั้นใต้ดิน ชั้นที่ลึกที่สุดของหอคอยโบราณ
"รินทร์... ตามฉันมาที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้"
เสียงกระซิบที่สั่นพร่ากว่าเมื่อคืนวานยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าในตอนนี้ ร่างระหงของอาจารย์เซเลสเต้จะยืนอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ แผ่นหลังที่มักจะเหยียดตรงอย่างสง่างามภายใต้ชุดคลุมสีเข้ม กลับกำลังไหวริกเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นถี่
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งคู่ คือมหาวิหารใต้ดินที่ถูกลืมเลือน ผนึกเวทมนตร์รูปวงแหวนซ้อนทับกันเจ็ดชั้น ซึ่งบัดนี้ปรากฏรอยร้าวสีม่วงเข้มราวกับใยแมงมุมกำลังแผ่ขยาย ทุกครั้งที่เส้นใยแสงนั้นกระตุก เสียงคำรามต่ำราวกับเสียงหายใจของอสุรกายจากยุคโบราณก็ดังสะเทือนขึ้นมาจากพื้นหิน
"รอยร้าวลามเร็วกว่าการคาดการณ์ในตำราเรียนถึงสามเท่า..." เซเลสเต้เอ่ยขึ้น เสียงของเธอพยายามรักษาความราบเรียบเอาไว้ แต่นิ้วมือเรียวยาวที่กำลังกำไม้เท้าเวทมนตร์แน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวนั้น ฟ้องชัดเจนว่าสถานการณ์ได้เกินขีดจำกัดที่เธอจะควบคุมด้วยพลังของตัวเองลำพังเสียแล้ว "ฉันพยายามเดินอักขระซ่อมแซมด้วยมานาบริสุทธิ์ แต่วิธีการมาตรฐานของสภาเวทมนตร์ใช้ไม่ได้ผล... มันกลืนกินมานาของฉันเข้าไปหมด ยิ่งเติม ยิ่งขยาย"
รินทร์ไม่ได้ตอบทันที เด็กหนุ่มเบนสายตาจากรอยร้าวสีม่วงลงมามองที่พื้นผิววงแหวนผนึก เขาขยับแว่นตากรอบเงินเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกที่ควรจะมีในเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
ในมุมมองของนักเวททั่วไป นี่คือหายนะที่กำลังจะกลืนกินสถาบัน แต่วินัยในสมองของรินทร์กำลังทำงานราวกับเครื่องจักรกลความเที่ยงตรงสูง เขากำลังถอดรหัสรูปแบบการไหลเวียนของพลังงานตรงหน้า แบ่งมันออกเป็นตัวแปร สมการ และอัตราส่วนความหนาแน่น
"เพราะอาจารย์กำลังใช้ 'ตรรกะแบบนามธรรม' ครับ" รินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ นิ่งสนิทท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน "ท่านกำลังพยายามซ่อมแซมรอยแตกทางกายภาพของมานา ด้วยการอัดมานาเข้าไปเพิ่ม ซึ่งในทางทฤษฎีระบบปิด มันเหมือนกับการสูบลมใส่ลูกโป่งที่มีรูรั่ว ยิ่งท่านพยายามอุดด้วยวิธีเดิม มันก็ยิ่งสร้างแรงดันส่วนเกินจนรอยต่อนั้นฉีกขาดกว้างขึ้นไปอีก"
เซเลสเต้หันขวับมามองเขา นัยน์ตาสีไพลินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจระคนไม่เข้าใจ "เจ้าว่าอย่างไรนะ? นี่ไม่ใช่เรื่องของการคำนวณเวทพื้นฐานนะรินทร์! นี่คือผนึกบรรพกาลที่สร้างขึ้นจาก..."
"มันก็คือวงจรเวทมนตร์รูปแบบหนึ่งครับ" รินทร์ตัดบทอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขอบเขตอันตรายที่อาจารย์สาวพยายามกันไว้ มือขวาหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีซีดกับแท่งถ่านสำหรับเขียนออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างไร้ความลังเล "สิ่งที่อาจารย์ขาด ไม่ใช่ปริมาณมานา... แต่คือ 'ตรรกะเชิงโครงสร้าง' ต่างหากล่ะครับ"
บรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวของเซเลสเต้ในเวลาต่อมา เต็มไปด้วยความเงียบสงบที่ชวนให้หายใจไม่ทั่วท้อง บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวใหญ่ กองตำราเวทมนตร์หนาเตอะถูกกวาดไปไว้ด้านข้าง เพื่อหลีกทางให้กับกระดาษแผ่นใหญ่ที่เต็มไปด้วยสมการคณิตศาสตร์และผังวงจรเวทที่รินทร์กำลังร่างมันขึ้นมาด้วยลายมืออันเป็นระเบียบ
"มองตรงนี้สิครับอาจารย์..." รินทร์ใช้ปลายแท่งถ่านเคาะเบา ๆ ลงบนกระดาษ จุดที่เขาวาดรูปวงแหวนซ้อนทับกันสามชั้น "จุดที่ผนึกชั้นที่สี่กำลังสั่นคลอน ไม่ได้เกิดจากความเสื่อมสลายของตัวอักขระ แต่เกิดจากการ 'ดิฟเฟอร์เรนซ์' (Difference) ของความถี่มานาที่ไหลเวียนมาจากชั้นใต้ดินและหอคอยด้านบนสวนทางกัน ถ้าเราต้องการซ่อมมัน เราไม่ได้ต้องใช้คาถาบทใหญ่โตอะไรเลย..."
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาบวกกับนัยน์ตาคู่สวยของอาจารย์สาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นใกล้จนได้กลิ่นจาง ๆ ของชาสมุนไพรและกลิ่นอายฝนจากตัวของเซเลสเต้
"เราแค่ต้องใช้ 'ตัวต้านทานเวท' เพื่อปรับลดแรงดัน และเขียนโปรแกรมอักขระใหม่ให้มันยอมรับการถ่ายโอนพลังงานแบบย้อนกลับ" รินทร์อธิบายพลางขีดเส้นโยงใยอย่างมั่นใจ "หลักการเดียวกับการทำความเข้าใจกลไกเฟืองทดรอบในโรงงานจักรกลไอน้ำนั่นแหละครับ"
เซเลสเต้จ้องมองสมการในกระดาษสลับกับใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้เป็นลูกศิษย์ สมองอันปราดเปรื่องของเธอในฐานะนักประวัติศาสตร์เวทมนตร์พยายามประมวลผลทฤษฎีที่แหวกแนวและไม่เคยปรากฏในตำราเล่มไหนมาก่อนในประวัติศาสตร์สถาบันเวทมนตร์แห่งนี้
เวทมนตร์... คือพรแห่งพระเจ้า คือพลังลึกลับที่ต้องได้รับการสวดบูชาและขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ แต่วิธีการที่รินทร์กำลังนำเสนอ กลับมองว่ามันเป็นเพียง "ระบบกลไก" ที่สามารถถอดประกอบ ปรับแต่ง และแก้ไขได้ด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์
มันเป็นแนวคิดที่บ้าบิ่น... แต่ทว่า เมื่อเธอลองใช้วิธีคิดแบบที่เขาสอน ไล่สายตานับตามตัวเลขและอัตราส่วนที่เขาเขียนขึ้นมา ความเป็นไปได้ที่เคยเป็นศูนย์ กลับสว่างวาบขึ้นมาในหัวราวกับแสงเทียนในความมืด
"เจ้า... เด็กคนนี้นี่นะ..." เซเลสเต้หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เจือด้วยความระอาใจและความทึ่งในเวลาเดียวกัน เธอยกมือขึ้นเสลยปอยผมที่ตกลงมาปรกใบหน้า ท่าทางที่เคยเยือกเย็นและห่างเหินเมื่อยามอยู่ต่อหน้าเหล่านักเรียนคนอื่นได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงอาจารย์สาวที่กำลังมองลูกศิษย์ตัวแสบด้วยความรู้สึกซับซ้อนบางอย่าง "ใครไปสอนให้เจ้ามองเวทมนตร์เป็นเรื่องของวิศวกรรมเครื่องกลกันล่ะ?"
"ไม่มีใครสอนหรอกครับ..." รินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มจางที่มุมปาก ดวงตาสีเข้มพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนานที่หาได้ยาก "ผมแค่คิดว่า... ถ้าเวทมนตร์มันใช้งานยากนัก เราก็แค่ดัดแปลงมันให้เชื่องเหมือนเครื่องจักรก็สิ้นเรื่อง"
"ช่างเป็นความคิดที่อันตรายและอวดดีสิ้นดี..." เซเลสเต้อ่อนอกอ่อนใจ แต่เธอกลับยื่นมือเรียวมาวางทับลงบนสมุดบันทึกของเขา ใกล้กับมือของรินทร์จนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาผ่านผิวเนื้อ "แต่เอาเถอะ... ในเมื่อสถานการณ์มันบีบบังคับให้เราไม่มีทางเลือกอื่น ฉันจะยอมเชื่อความบ้าบิ่นของเด็กหลังห้องอย่างเจ้าสักครั้ง... รินทร์"
รินทร์พยักหน้ารับอย่างน้อมน่อม เขาก้มลงเตรียมจัดเตรียมอุปกรณ์เวทมนตร์ขนาดพกพาที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเอง ซึ่งประกอบด้วยผลึกมานาขนาดเล็กและลวดทองแดงนำกระแสเวทที่ถูกถักทอขึ้นอย่างประณีต
ทว่า ในขณะที่ปลายปากกาเวทกำลังจะจรดลงบนแผ่นกระดาษเพื่อเริ่มกระบวนการคำนวณขั้นสุดท้ายเพื่อการลงมือจริงในห้องใต้ดิน บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เสียงระฆังโบราณที่แขวนอยู่บนยอดหอคอยสูงสุด ซึ่งไม่เคยลั่นด้วยตัวเองมานานกว่าสามร้อยปี... กลับส่งเสียง "กังวาน" ขึ้นมาหนึ่งครั้งอย่างกึกก้อง
ไม่เพียงเท่านั้น แสงไฟจากตะเกียงเวทมนตร์ทั่วทั้งห้องทำงานของเซเลสเต้ก็กะพริบไหวสามครั้งติด ๆ กัน ก่อนจะดับวูบลงพร้อมเพรียงกัน ทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีม่วงจาง ๆ ที่ลอดผ่านรอยแตกจากชั้นใต้ดินขึ้นมาสาดส่องใบหน้าของทั้งสองคนให้เห็นเพียงเงารางเลือน
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนประหลาดที่คุ้นเคยดังขึ้นในโสตประสาทของรินทร์ พร้อมกับหน้าต่างระบบโปร่งใสสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นกลางความมืดโดยไม่ต้องอาศัยเวทมนตร์ใด ๆ ขับเคลื่อน
**[ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินระดับ SSS ตรวจพบการแทรกแซงจาก "บุคคลที่สาม"]**
**[คำเตือน: วงจรเวทมนตร์ที่ท่านกำลังคำนวณ ถูกเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายลับภายนอกโดยอัตโนมัติ]**
**[เป้าหมาย: ตรวจพบรหัสลายเซ็นมานาที่ไม่รู้จัก กำลังเข้าถึง "แกนกลางสติปัญญา" ของหอคอย...]**
รินทร์ชะงักมือที่กำลังถือแท่งถ่านทันที ดวงตาสีเข้มหรี่ลงมองหน้าต่างระบบด้วยความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังวาบ ขณะที่เซเลสเต้เองก็สะดุ้งสุดตัว มือคว้าด้ามไม้เท้าเวทมนตร์แน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณเมื่อรับรู้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่กำลังพุ่งตรงขึ้นมาจากพื้นเบื้องล่าง
"รินทร์..." เสียงกระซิบของอาจารย์สาวขาดหายไปในลำคอ เมื่อเงาสลัวร่างหนึ่ง ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบตรงมุมห้อง มืดสนิทจนกลืนไปกับความมืด แต่ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น... กำลังจ้องมองตรงมาที่พวกเขาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "ไมโลกับภูตน้อย" นะครับ
เวทมนตร์ฉบับเด็กหลังห้องกับอาจารย์สาวจอมเข้มงวด•ตอนที่ 10
ทฤษฎีเวทมนตร์ที่ไม่ผ่านการรับรอง
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์ฉบับเด็กหลังห้องกับอาจารย์สาวจอมเข้มงวด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!