กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 6

รอยยิ้มเยือกเย็นของท่านอ๋อง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"กาสรสำริดลายเมฆสำรับนี้ ประณีตเสียจนข้าเกรงว่าน้ำชาภายในจะสูญเสียความบริสุทธิ์ไปเพราะลวดลายอันฟุ่มเฟือยเสียแล้วกระมัง" สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าเจือความเย้ยหยันระคนระแวดระวังดังขึ้น ท่ามกลางหมู่มวลบุปผชาติในอุทยานหลวงที่กำลังแข่งกันแย่งชิงความงาม ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเยียบเย็นดุจฤดูเหมันต์ที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยสายตาของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ไป๋จินฮุ่ยแย้มสร้อยพระโอษฐ์น้อยๆ นางอยู่ในอาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีเขียวหยกปักลายกิ่งหลิว ท่วงท่ากิริยางดงามดั่งภาพวาดพู่กันจีนโบราณ แต่ดวงพักตรร์กลับสงบนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวาดหวั่น แม้รอบตัวนางในยามนี้จะเต็มไปด้วยสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความริษยาและมุ่งร้าย การประชุมเลี้ยงรับรองในวังหลวงวันนี้ หาใช่การสังสรรค์อันรื่นรมย์ไม่ หากแต่เป็นกระดานหมากรุกขนาดใหญ่ ที่ซึ่งชีวิตและเกียรติยศถูกเดิมพันด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว "คุณหนูไป๋ ช่างบังเอิญเสียจริงที่ได้พบท่านที่นี่" องค์ชายสี่ หลี่เทียนฮ่าว ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเคลือบยาพิษ แววตาของเขาพราวระยับด้วยความทะเยอทะยาน ดวงเนตรกวาดมองสตรีตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความรู้สึกกระหายใคร่ครอบครอง ไม่ใช่เพียงเพราะความงามอันหาญกล้าของนาง แต่เป็นเพราะสติปัญญาและแผนยุทธ์ที่กุมชะตากรรมของกองทัพโลหิตไว้ในกำมือ หากดึงนางมาเป็นพวกได้ บัลลังก์ที่หลี่มู่เฉินนั่งครอบครองอยู่ก็มิใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม ไป๋จินฮุ่ยย่อกายคำนับอย่างได้สัดส่วนและงดงามตามธรรมเนียม ทว่าวาจาที่เปล่งออกมากลับคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในแพรไหม "หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีสามัญ หาญกล้าอันใดที่จะมาเทียบเคียงความบังเอิญกับองค์ชายสี่ เกรงว่านี่คงเป็นความจงใจของผู้ไม่ประสงค์ดีเสียมากกว่ากระมังเพคะ" หลี่เทียนฮ่าวหรี่ตาลงรอยยิ้มบนมุมปากกระด้างขึ้นเล็กน้อย "ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือจริงๆ น่าเสียดาย... สตรีที่ฉลาดเฉลียวเช่นเจ้า หากเลือกเดินผิดก้าวเดียว ชีวิตและตระกูลไป๋อาจต้องมอดไหม้กลายเป็นจุลโดยไม่มีผู้ใดเหลียวแล แม้กระทั่ง... ชินอ๋องผู้เกรียงไกร ก็อาจปกป้องเจ้าไม่พ้นเงื้อมมือของความตาย" คำขู่คุกคามแฝงความนัยถูกปล่อยออกมากลางวงล้อมของผู้คน ทว่ายังไม่ทันที่ไป๋จินฮุ่ยจะได้เอื้อNวาจาใดโต้ตอบ ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมทั่วบริเวณทันที เมื่อลมพายุลูกใหญ่พัดโหมกระหน่ำเข้ามาในอุทยาน กลีบดอกไม้ปลิวว่อนตามแรงลม และเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งเสียงกลองศึกก็ดังขึ้นสะท้านสะเทือนแผ่นดิน ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทิศทาง เหล่าขุนนางและสนมต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาโดยพลัน ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง หลี่มู่เฉินก้าวพระบาทเข้ามาด้วยอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรทองดิ้นเงิน ร่างสูงใหญ่สง่างามดั่งเทพสงครามผู้ลงมาจุติ แววตาคู่นั้นเยียบเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าลึกล้ำราวกับหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง รัศมีอำนาจรอบกายแผ่ขยายออกไปจนทำให้ผู้คนรอบข้างต้องถอยร่นโดยอัตโนมัติ "องค์ชายสี่ดูท่าทางว่างงานมากกระมัง ถึงได้เอาเวลามาเที่ยวข่มขู่สตรีกลางที่สาธารณะเช่นนี้" สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบลงอย่างสิ้นเชิง หลี่มู่เฉินก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าไป๋จินฮุ่ย ร่างสูงใหญ่ของเขาบังร่างบอบบางของนางไว้มิดชิด ราวกับกำแพงโลหิตที่ไม่มีวันยอมให้สิ่งใดมากล้ำกราย หลี่เทียนฮ่าวสีหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วขณะ แต่ยังคงฝืนยิ้มรับ "ชินอ๋องเข้าใจผิดแล้ว เปิ่นหวางเพียงแต่สนทนาตามประสาพี่น้องร่วมราชสำนักกับคุณหนูไป๋เท่านั้น เหตุใดจึงต้องตรัสวาจารุนแรงเช่นนั้นเล่า" "พี่น้อง?" หลี่มู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเยือกเย็นจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ในพงศาวดารของตระกูลหลี่ ข้าไม่เคยจำได้ว่ามีอนุชาที่เที่ยวใช้อำนาจกดขี่สตรีอ่อนแอ หากเจ้าว่างนัก ไฉนไม่นำกำลังไปตรวจตราแนวชายแดนเหนือที่กำลังตึงเครียด แทนที่จะมาเดินวนเวียนหาเศษหาเลยในเรือนหลังของผู้อื่น" บรรยากาศในงานเลี้ยงตึงเครียดถึงขีดสุด องค์ชายสี่ขบกรามแน่นจนสันนูน ดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้ายขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะฝืนหัวเราะกลบเกลื่อน "เช่นนั้นก็แล้วไป เปิ่นหวางไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของท่านอ๋องกับคุณหนูไป๋แล้ว" ว่าแล้วจึงสะบัดชายเสื้อเดินเลี่ยงออกไปท่ามกลางสายตาเย้ยหยันของเหล่าขุนนางที่เริ่มแปรพักตร์ เมื่อผู้คนรอบข้างทยอยถอยห่างออกไปเพื่อรักษาตัวรอด เหลือเพียงความเงียบสงบในศาลาริมน้ำ ไป๋จินฮุ่ยจึงเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า นางถอนหายใจเบาๆ แววตาสะท้อนความรู้สึกซับซ้อน "ท่านอ๋องไม่ควรยื่นมือเข้ามาปกป้องหม่อมฉันอย่างเปิดเผยเช่นนี้เลยเพคะ ตอนนี้กระแสข่าวลือในราชสำนักคงโหมกระพือยิ่งกว่าเดิม..." หลี่มู่เฉินหันกลับมามองนาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและดุร้ายยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างประหลาด มือหนาเอื้อมออกไปปัดกลีบดอกไม้ที่ติดอยู่บนเรือนผมของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา ราวกับนางเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในจักรวาล "ต่อให้คนทั้งแผ่นดินลุกขึ้นมาต่อต้านเจ้า..." หลี่มู่เฉินเอמהด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกจริงจัง สุ้มเสียงนั้นมั่นคงดั่งหินผาที่ไม่มีวันสั่นคลอน "ข้าก็ยินดีที่จะใช้ดาบในมือนี้ ฟาดฟันผู้คนนับหมื่นเพื่อปกป้องเจ้า... จินฮุ่ยของข้า เจ้าคิดว่าข้าจะแคร์สายตาของพวกมดปลวกเหล่านั้นหรือ" หัวใจของไป๋จินฮุ่ยกระตุกวูบ ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางวังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจอันหนเหน็บ นางซ่อนรอยยิ้มอ่อนโยนไว้เบื้องหลังความเงียบ ก่อนจะเอ่ยเตือนสติด้วยน้ำเสียงสุขุม "ความรักและความมั่นคงของท่านอ๋อง คือเกราะคุ้มกายที่แข็งแกร่งที่สุดของหม่อมฉัน... แต่ทว่า ในยามนี้ ศัตรูในเงามืดกำลังเคลื่อนไหว และพวกมันไม่ได้เล่นตามกฎ" หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย "เจ้าหมายความว่าอย่างไร" ก่อนที่ไป๋จินฮุ่ยจะได้เอ่ยคำใดตอบ ข้ารับใช้สนิทก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยอาการตัวสั่นเทิ้ม มือที่ถือถาดไม้ประดับหยกสั่นระริกจนถ้วยชาส่งเสียงกระทบกันกริ๊กๆ "ท... ทูลท่านอ๋อง คุณหนูไป๋! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ข้ารับใช้ละล่ำละลักกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า "แม่ทัพอวี้เหวินจากแคว้นเหนือ ส่งม้าเร็วร้อยลี้ถือราชโองการลับและ... และจดหมายท้าประลองสติปัญญามาถึงจวนชินอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ! โดยมีเงื่อนไขว่า หากท่านอ๋องแพ้... จะต้องยกดินแดนสามหัวเมืองทางเหนือให้แก่แคว้นเหนือทันที!" หลี่มู่เฉินรับถาดหยกนั้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความดุร้าย ทันใดนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นรอยประทับตราลับบนจดหมาย ซึ่งเป็นตราประทับเดียวกับที่องค์ชายสี่เคยใช้ลักลอบติดต่อกับข้าศึกในอดีต! ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%