กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 5

กลอุบายในงานเลี้ยงอิมพีเรียล

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นหอมหวลของสุราชั้นเลิศและกลิ่นอายคาวเลือดที่แฝงมากับลมหนาว ดูเหมือนจะผสานกันอย่างลงตัว ณ ท้องพระโรงกลาง ในค่ำคืนที่แสงเทียนนับพันเล่มสาดส่องจนสว่างไสวราประหนึ่งกลางวัน งานเลี้ยงอิมพีเรียลถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อต้อนรับทูตานุทูตและเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือดินแดนชายแดน ทว่าเบื้องหลังรอยยิ้มอันประดับประดาด้วยความยินดีนั้น กลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะกลืนกินผู้ประมาทได้ทุกเมื่อ "ดูเหมือนว่าแผนการของน้องสี่จะเริ่มต้นเร็วกว่าที่คาดไว้นะครับ" เสียงกระซิบอันแผ่วเบาแต่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นข้างกาย ไป๋จินฮุ่ย นางปรายหางตามองชินอ๋องหลี่มู่เฉิน ผู้ประทับเคียงข้างบนโต๊ะเสวย บุรุษผู้กุมกองทัพโลหิตในอาภรณ์สีดำปักลายมังกรเงินยวงผู้นี้ แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่พร้อมจะปลิดชีพผู้ใดก็ได้ที่บังอาจล้ำเส้น จินฮุ่ยมิได้ตอบคำ นางเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบรสชาติเผ็ดร้อนอย่างใจเย็น อาภรณ์ผ้าไหมปักลายพฤกษาฤดูใบไม้ผลิสีฟ้าครามขับเน้นผิวพรรณให้นวลเนียนดั่งหยกอุ่น ทว่ารัศมีแห่งความเฉียบคมรอบตัวนางกลับทำให้ขุนนางหลายคนไม่กล้าสบตาตรงๆ กลางท้องพระโรง องค์ชายสี่ (หลี่เทียนฮ่าว) ผุดลุกขึ้นประสานมือคำนับฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกร รอยยิ้มเจ้าเลئถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนอบน้อม "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมได้รับฎีกาลับจากหัวเมืองเหนือ แจ้งว่าแผนยุทธศาสตร์การรบที่ชินอ๋องทรงเสนอเมื่อคราวก่อน แม้จะนำมาซึ่งชัยชนะ ทว่ากลับสร้างความเสียหายแก่ราษฎรและผลาญงบประมาณแผ่นดินอย่างไร้ขีดจำกัด..." หลี่เทียนฮ่าวทอดเสียงยาว เว้นจังหวะให้บรรยากาศรอบกายกดดันยิ่งขึ้น "และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการร่างแผนการอันเหี้ยมโหดนี้ ก็มิใช่ใครอื่น... คือคุณหนูไป๋จินฮุ่ย กุนซือหญิงผู้ปราดเปรื่องผู้นี้นี่เองพ่ะย่ะค่ะ" สิ้นคำกล่าว ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ เสียงดนตรีบรรเลงแผ่วเบาลงราวกับถูกกลืนหายไป ขุนนางฝ่ายสนับสนุนองค์ชายสี่ต่างส่งเสียงฮือฮาและพากันพยักหน้ารับ สายตานับร้อยคู่พุ่งตรงมายังไป๋จินฮุ่ยราวกับคมหอก นี่คือการใส่ร้ายป้ายสีที่วางแผนมาอย่างแยบยล หากนางตอบโต้ไม่ดี ราชสำนักอาจลงทัณฑ์ฐานแทรกแซงกิจการบ้านเมือง หากนิ่งเฉย ก็เท่ากับยอมรับผิดและเปิดทางให้หลี่เทียนฮ่าวเล่นงานหลี่มู่เฉินได้ในคราวเดียวกัน หลี่มู่เฉินวางจอกสุราลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กริ๊ก’ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบ มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียองามของจินฮุ่ยที่วางอยู่บนตัก หมายจะลุกขึ้นประกาศกร้าวด้วยกำลังทหาร แต่มือเรียวกลับแตะเบาๆ ที่หลังมือของเขา เป็นสัญญาณห้ามปราม ไป๋จินฮุ่ยค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ท่วงท่าของนางเยือกเย็นและมั่นคงดั่งขุนเขา นางมิได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย รอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด "องค์ชายสี่ทรงรอบรู้ยิ่งนัก ทรงใส่ใจความทุกข์ยากของราษฎรถึงเพียงนี้ ก็นับเป็นบุญของแผ่นดินแล้วเพ่ะย่ะค่ะ" จินฮุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล กังวานใส ทว่าบาดลึก "ทว่า... ฎีกาลับจากหัวเมืองเหนือฉบับที่พระองค์ทรงกล่าวถึงนั้น กระหม่อมย่อมทราบดีว่าผู้ใดเป็นผู้ร่างขึ้น" หลี่เทียนฮ่าวขมวดคิ้วเล็กน้อย "เจ้าหมายความว่าอย่างไร ไป๋จินฮุ่ย? เจ้าจะกล่าวหาว่าข้ากุเรื่องขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?" "หม่อมฉันมิกล้าเพ่ะย่ะค่ะ" จินฮุ่ยโค้งคำนับอย่างงดงาม ก่อนจะก้าวออกไปกลางท้องพระโรง แสงเทียนสาดกระทบใบหน้างملตึงเครียดของนาง "เพียงแต่... ฎีกาฉบับนั้นระบุรายละเอียดความเสียหายของหมู่บ้านผิงอันเมื่อเดือนก่อนอย่างแม่นยำ แต่น่าเสียดายนัก... หมู่บ้านผิงอันถูกกองโจรเผาทำลายและถูกฝังกลบด้วยหิมะตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้ว ข้อมูลความเสียหายที่ระบุในฎีกา จึงเป็นสิ่งที่ 'ยังไม่เกิดขึ้น' ในขณะที่เขียนรายงาน" ท้องพระโรงพลันอื้ออึงขึ้นทันที ขุนนางหลายคนหันไปซุบซิบกันอย่างตื่นตระหนก หลี่เทียนฮ่าวหน้าถอดสี รีบกล่าวแก้ตัวเสียงดัง "เหลวไหล! ข้าเพียงแต่ได้รับรายงานคลาดเคลื่อน..." "ยังไม่หมดเพ่ะย่ะค่ะ" จินฮุ่ยกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงเฉียบคม นางหยิบม้วนกระดาษฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ชูขึ้นต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ "ตราประทับบนฎีกาลับฉบับนั้น เป็นตราประทับของแม่ทัพอวี้เหวินแห่งแคว้นเหนือ ผู้เป็นพันธมิตรที่กำลังร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับชินอ๋อง แต่น่าแปลก... แม่ทัพอวี้เหวินเพิ่งส่งสาส์นลับมายืนยันด้วยโลหิตของตนเองเมื่อสามวันก่อนว่า ตราประทับประจำตัวถูกขโมยไปโดยสายลับจากแคว้นตงหยาง... หรือว่าองค์ชายสี่ จะทรงมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับสายลับต่างแคว้น จนถึงขั้นล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ก่อนใคร?" คำถามสุดท้ายดุจสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจหลี่เทียนฮ่าว พระพักตร์ขององค์ชายสี่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก "เจ้า... เจ้ากล่าวหาข้ากบฏ!" "หม่อมฉันเพียงแต่แสดงความสงสัยตามหลักพิชัยสงครามและกฎหมายบ้านเมืองเพ่ะย่ะค่ะ หากองค์ชายบริสุทธิ์ ไฉนต้องตื่นตระหนกเล่าเพ่ะย่ะค่ะ?" ไป๋จินฮุ่ยแย้มยิ้มเยือกเย็น แววตาดุจเหยี่ยวที่มองเหยื่อในกรงขัง ฮ่องเต้บนบัลลังก์มังกรทอดพระเนตรเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาครุ่นคิด บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่พระองค์จะตรัสด้วยพระสุรเสียงทรงอำนาจ "พอได้แล้ว! เรื่องนี้มีความซับซ้อนยิ่ง ให้กรมอาญารับไปตรวจสอบใหม่โดยละเอียด!" แม้หลี่เทียนฮ่าวจะรอดพ้นจากการถูกลงทัณฑ์ในคืนนี้ แต่นี่ก็เป็นการพ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก เขาส่งสายตาดاแค้นเคืองมายังไป๋จินฮุ่ยและหลี่มู่เฉินชนิดที่เรียกว่าอยากจะกินเลือดเนื้อ หลี่มู่เฉินมองสตรีข้างกายด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักลึกซึ้งและความชื่นชมอย่างหาที่สุดไม่ได้ มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวของนางไว้แน่นภายใต้ชายเสื้อคลุม ท่ามกลางกระแสการแย่งชิงอำนาจที่ดุเดือดและพร้อมจะพรากชีวิตได้ทุกเมื่อ มือคู่นี้กลับประสานกันอย่างมั่นคงดั่งหินผา ทว่า ในขณะที่งานเลี้ยงกำลังจะดำเนินต่อไป ขันธ์หลวงผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ถือกล่องไม้ประทับตราหยกสีทองคำขาวเข้ามาคุกเข่าลงแทบเบื้องพระบาท "ทูลฝ่าบาท... มีพระราชโองการด่วนจากแดนประจิม... กองทัพโลหิตของชินอ๋องถูก... ถูกซุ่มโจมตี และแม่ทัพอวี้เหวินแปรพักตร์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับตัวอักษรเหล่านี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ *พงศาวดารมีชีวิต*
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%