กลิ่นอายความชื้นของค่ำคืนเดือนมืดและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่เบื้องหลังกำแพงสูงสิบศอกของกรมอาญา คดีลักลอบค้าอาวุธเถื่อนเชื่อมโยงถึงขุนนางฝ่ายใต้กำลังสาวมาถึงจุดที่กุมขมับที่สุด แต่สำหรับ “ไป๋จินฮุ่ย” แล้ว ความมืดมิดยามวิกาลหาใช่สิ่งน่าสะพรึงกลัว นางในชุดคลุมผ้าแพรสีนิลสนิทกลมกลืนไปกับเงาไม้ใหญ่ ปิ่นมุกสลักลายหงส์บนมวยผมถูกถอดเก็บไว้ เหลือเพียงริบบิ้นสีเข้มมัดรวบผมยาวสลวยอย่างทะมัดทะแมง
ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหยกกำลังพลิกดูบัญชีลับเล่มสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นศาลาแปดเหลี่ยม ทว่าสัญชาตญาณอันเฉียบคมกลับบอกให้นางหยุดชะงัก เงาร่างสูงสง่าสายหนึ่งเคลื่อนกายเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง ราวกับภูตพรายที่หลุดรอดมาจากขุมนรก รวดเร็ว เด็ดเดี่ยว และเปี่ยมด้วยรังสีอำมหิตที่กดดันจนอากาศรอบกายแทบแข็งตัว
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว... สนมหรือกุนซือสำนักใดกัน ที่กล้าอาจหาญมาขโมยดูเอกสารลับของราชสำนักถึงในเขตหวงห้าม”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นจากความมืด เยือกเย็นจนบาดลึกเข้าถึงขั้วกระดูก หลี่มู่เฉิน ชินอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต ก้าวออกมาจากเงาเสาหิน แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหมู่เมฆตกกระทบลงบนใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลัก ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งใบมีดไร้เงา ปลายกระบี่ในฝักที่คาดอยู่ข้างเอวกระทบกับหยกห้อยส่งเสียงเบาหวิว แต่กลับดังสนั่นก้องอยู่ในโสตประสาทของความเงียบงัน
ไป๋จินฮุ่ยมิได้ตื่นตระหนก ร่างบางยังคงยืนนิ่งสงบ ใบหน้างามสงบเรียบเฉย นางค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแผ่นดิน รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว
“หม่อมฉันหาใช่โจรขโมยไม่เพคะ... ท่านอ๋องผู้ปรีชา” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าแฝงความเย่อหยิ่งไว้ในที “หากแต่เป็นผู้ที่นำความจริงที่ท่านกำลังตามหามาวางไว้ตรงหน้าต่างหากเล่า”
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตากวาดสำรวจสตรีตรงหน้าตั้งแต่ปลายรองเท้าปักลายเมฆขึ้นมาจนถึงดวงตากลมโตที่สุกสกาวดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด นางไม่มีท่าทีสั่นเทาต่อหน้าอำนาจที่ทำให้ขุนนางทั้งราชสำนักคุกเข่าตัวสั่น นัยน์ตาคู่นั้น... เต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม
“บังอาจนัก เจ้ากล้าต่อรองกับเปิ่นหวางหรือ?” หลี่มู่เฉินก้าวเข้าไปประชิดตัวในระยะประเวณี ไออุ่นจากกายบุรุษปะทะเข้ากับกลิ่นหอมจางๆ ประหลาดที่ชวนให้รู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เขาเอื้อมมือหนาออกไปหมายจะคว้าคางสตรีตรงหน้าให้เงยขึ้นมาสบตา ทว่าไป๋จินฮุ่ยกลับเบี่ยงกายหลบได้อย่างงดงามราวกับสายน้ำ ปลายพัดกระดาษในมือนาบลงบนคมกระบี่ของเขาเบาๆ เป็นการเตือนสติ
“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ ความจริงมักขมขื่นเสมอ หากพระองค์ทรงสังหารหม่อมฉันตอนนี้ คดีทุจริตยักยอกเสบียงทหารเมื่อสามปีก่อน... ก็จะถูกฝังกลบไปพร้อมกับศพของหม่อมฉันตลอดกาล”
คำพูดของนางราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ หลี่มู่เฉินชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ คดีเสบียงทหารเมื่อสามปีก่อนเป็นแผลเป็นในใจที่เขาตามสืบมานานนับปีและมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงล่วงรู้ความลับระดับชาติเช่นนี้
“เจ้าเป็นใครกันแน่... ไฉนจึงรู้เรื่องนี้” หลี่มู่เฉินกดเสียงต่ำลง ความดุร้ายในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความใคร่รู้และระแวดระวัง
“หม่อมฉันเป็นใครไม่สำคัญเท่ากับว่า... ตอนนี้พวกเรากำลังนั่งอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้วพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง” ไป๋จินฮุ่ยแย้มยิ้มอย่างมีความหมาย แววตาคู่นั้นทอประกายความท้าทายที่ทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใดเริ่มสั่นคลอน
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดและเงียบสงัด เสียงฝีเท้าฝูงยามวิกาลของทหารองครักษ์ที่กำลังลาดตระเวนใกล้เข้ามาก็ดังแว่วขึ้น หลี่มู่เฉินไม่รอช้า เขาคว้าข้อ มือเรียวบางของนางด้วยความเร็วปานสายฟ้า ก่อนจะดึงร่างบางเข้าไปซ่อนตัวในซอกมุมมืดหลังเสาหินขนาดใหญ่ ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งสองปะทะกันในระยะกระชั้นชิด จนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกับจังหวะก้าวเดินของทหารที่ผ่านพ้นไป
ไป๋จินฮุ่ยนิ่วหน้าเล็กน้อยจากแรงบีบที่ข้อมือ แต่นางก็มิได้ส่งเสียงร้องสักแอะ ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าคมเข้มของท่านอ๋องที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ความใกล้ชิดนี้ทำให้ความเยือกเย็นของทั้งคู่เริ่มละลายลง กลายเป็นกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในความมืด
เมื่อเสียงฝีเท้าเงียบหายไป หลี่มู่เฉินยังคงไม่ยอมปล่อยมือจากนาง เขาก้มหน้าลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมอย่างน่าประหลาด “เจ้าทำให้เปิ่นหวางสนใจในตัวเจ้ามากขึ้นเสียแล้ว... แม่นางไป๋”
ไป๋จินฮุ่ยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเขาเอ่ยชื่อสกุลของนางอย่างแม่นยำ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “หากท่านอ๋องสนใจหม่อมฉัน เกรงว่ากระดานหมากกระดานนี้... คงจะเล่นสนุกยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าพ่ะย่ะค่ะ”
ในวินาทีนั้นเอง ก่อนที่หลี่มู่เฉินจะได้เอ่ยสิ่งใดโต้ตอบ แสงไฟจากคบเพลิงสว่างวาบขึ้นที่ปลายทางเดิน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องของขันทีสนับมือซ้ายที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้ส่งตรงมาถึงจวนชินอ๋อง แจ้งว่า... พบศพแม่ทัพอวี้เหวินถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมในห้องนอนส่วนตัวแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่มู่เฉินผละออกจากร่างบางทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นดุดันและเย็นชาขึ้นถึงขีดสุดในพริบตาเดียว แววตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาดั่งคลื่นพายุคลั่ง เขาก้มมองไป๋จินฮุ่ยที่ใบหน้าถอดสีลงเล็กน้อยแต่ยังคงสติมั่นคง
ไป๋จินฮุ่ยสบตาเขา นัยน์ตาสั่นไหวด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง นางเอ่ยขึ้นเสียงเบาราวกับพึมพำกับตนเอง แต่ทว่าก้องกังวานในความเงียบ “ศัตรู... เคลื่อนไหวเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้เสียอีก”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 4
พบกันโดยบังเอิญในความมืด
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!