กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 3

สายลมหนาวที่ตำหนักบูรพา

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"หากราชสำนักเปรียบดั่งโรงงิ้ว ไฉนฝ่าบาทจึงทรงโปรดให้ข้าเล่นบทตัวร้ายที่ไร้ซึ่งทางถอยเล่าพ่ะย่ะค่ะ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งที่กระทบกันในถ้วยหยกดังขึ้น ท่าศิราภรณ์สีนิลสนิทปักดิ้นทองลายมังกรห้ากรงเล็บขับเน้นให้ร่างสูงใหญ่ของ หลี่มู่เฉิน ดูน่าเกรงขามดุจพญาครุฑผู้กางกรงเล็บเหนือเมฆหมอกโลหิต นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองผ่านม่านมุกโปร่งแสงของตำหนักบูรพา ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวปักลายเหมันต์ นางกำลังบรรจงใช้พู่กันขนกระต่ายแตะหมึกจีนสีชาด เขียนอักษรลงบนฎีกาถวายรายงานด้วยความนิ่งสงบ ดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น ไป๋จินฮุ่ย วางพู่กันลงอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบของด้ามหยกกับแท่นหมึกช่างแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงครางต่ำของเตาอิงไฟทองเหลืองแกะสลักลวดลายโบราณ นางเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นสามีทางพฤตินัยและนายเหนือหัวในคราเดียวกัน รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่มิได้ไปถึงดวงตา ทว่ากลับคมกริบยิ่งกว่าคมดาบของทหารม้าเกราะดำร้อยนาย "ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใดกันเพคะ... แผ่นดินนี้หาใช่โรงงิ้วไม่ แต่มันคือกระดานหมากรุกที่ผู้แพ้ต้องชดใช้ด้วยโลหิตเจ็ดชั่วโคตร" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยือกเย็นของนางก้องกังวานอยู่ในห้องโถงกว้าง "อีกประการหนึ่ง องค์ชายสี่หาได้ปรารถนาเพียงแค่บทตัวร้ายให้พระองค์ไม่ สิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ... คือศีรษะของท่านบนพานทองต่างหาก" บรรยากาศภายในตำหนักบูรพาพลันลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของความตายและอำนาจลอยอวลปะปนไปกับกลิ่นหอมจางๆ ของกำยานไม้กฤษณา นับตั้งแต่ขบวนรถม้าของชินอ๋องเคลื่อนตัวผ่านประตูชัยเข้าสู่เมืองหลวงในยามอัสดง สายตาหลายหมื่นคู่จากเหล่าขุนนางและสายสืบในเงาต่างก็จับจ้องมาที่พวกเขาดั่งฝูงแร้งที่รอคอยเศษเนื้อ การเดินทางกลับมาคราวนี้มิใช่การคืนรังอย่างสุขสำราญ หากแต่เป็นการเดินเข้าสู่กรงขังที่โรยด้วยหนามพิษ หลี่มู่เฉินก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ร่างสูงใหญ่ทาบทับเงาดำสนิทลงบนร่างบางของนาง เขายื่นมือหนาที่มีรอยด้านจากการถือกระบี่ออกไป ไล้ปลายนิ้วผ่านพวงแก้มเนียนนุ่มอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างความป่าเถื่อนของแม่ทัพสนามรบและความอ่อนโยนที่มอบให้สตรีเพียงนางเดียว ทำให้หัวใจของไป๋จินฮุ่ยกระตุกวูบ "เจ้าไม่กลัวหรือ... จินฮุ่ย" เสียงของเขาอ่อนลง ยามที่เอ่ยชื่อนาง "ฮ่องเต้ทรงประชวรหนัก องค์ชายสี่กุมอำนาจในท้องท้องพระโรง ทรงส่งราชโองการลับมาเร่งเร้าให้ข้าส่งมอบกองทัพโลหิตคืนสู่ราชสำนัก... หากข้าก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ราชวงศ์หลี่อาจต้องนองเลือดอีกครา" ไป๋จินฮุ่ยไม่หลบสายตา นางเอื้อมมือเรียวขาวดั่งหยกไปกุมมือหนาของเขาไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมอำมหิตที่สุดในแผ่นดิน คือเกราะคุ้ม The เดียวที่นางเชื่อมั่น "หม่อมฉันหาได้กลัวความตายไม่เพคะ... สิ่งเดียวที่หม่อมฉันเกรงกลัว คือการที่หมากตานี้เดินพลาดจนทำให้ท่านต้องตกอยู่ในหลุมพรางของพวกมัน" นางแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาสุกสกาวสะท้อนภาพใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นแห่งเกียรติยศ "ในเมื่อองค์ชายสี่ทรงปรารถนาจะเล่นเกมอำนาจนัก ไฉนเราจึงไม่สนองความต้องการของพระองค์เล่าเพคะ? ฎีกาฉบับนี้... คือก้าวแรกที่เราจะเชิญเสด็จพระองค์ลงจากบัลลังก์ก่อนที่เวลาอันควรจะมาถึง" ฉับพลันนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของราชองครักษ์ประจำตำหนักก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งตามรหัสลับ ประตูไม้สลักลายวิจิตรถูกผลักเปิดออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเงาร่างของหัวหน้าองครักษ์ผู้มีคราบเลือดติดอยู่บนชุดเกราะอ่อน "ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือด "ขบวนเสด็จขององค์ชายสี่ถูกซุ่มโจมตีที่ตรอกอี้หลานเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน... และ... และพวกมันทิ้งหลักฐานชิ้นนี้ไว้ที่เกิดเหตุพ่ะย่ะค่ะ!" สิ่งของชิ้นหนึ่งถูกประคองขึ้นมาด้วยสองมือ มันคือป้ายหยกประจำตัวสลักรูปพยัคฆ์เหิน ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ลับที่หลี่มู่เฉินใช้มอบให้แก่แม่ทัพคนสนิทในกองทัพโลหิตเท่านั้น! หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างดั่งคลื่นพายุที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็นจุล ทว่าไป๋จินฮุ่ยกลับนิ่งงัน รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางอีกครั้ง แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยความตระหนักรู้ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม "ช่างเป็นแผนการที่ประณีตยิ่งนัก..." ไป๋จินฮุ่ยพึมพำเบาๆ ราวกับกำลังพูดกับตัวเอง นางหันไปสบตากับหลี่มู่เฉินที่กำลังมองนางด้วยความลึกล้ำ "พวกมันไม่ได้ต้องการแค่กำจัดเรา... แต่พวกมันต้องการให้กองทัพโลหิตหันมาฆ่าฟันกันเองตั้งแต่คืนแรกที่เราเหยียบย่างเข้าสู่เมืองหลวง" ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใดเพิ่มเติม เสียงฆ้องกังวานจากท้องพระโรงหลวงก็ดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันถึงเก้าครั้ง... สัญญาณประกาศการสวรรคตของพระองค์ หรือไม่ก็... พระราชโองการด่วนที่สุดที่ถูกประกาศกร้าวกลางดึกสงัดเพื่อจับกุมกบฏ! ประตูกระดาษสาด้านนอกพลันสั่นสะเทือน เงาร่างนับร้อยของทหารราชองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยชีวิตเคลื่อนตัวเข้ามาปิดล้อมตำหนักบูรพาไว้หมดสิ้นแล้ว พร้อมกับเสียงกงกาลของขันทีเฒ่าผู้ทรงอำนาจที่ตะโกนก้องผ่านราตรีอันหน็บหนาวเข้ามาว่า "มีพระราชโองการ... ชินอ๋องสมคบคิดกับกบฏแดนเหนือ ลอบปลงพระชนม์องค์ชายสี่... จงจับกุมตัวทันที ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหารทั้งโคตร!" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ มันเป็นเสียงหัวเราะที่เยือกเย็นและเหี้ยมเกรียมจนน่าขนพองสเกียว เขาตวัดสายตากลับมามองหญิงสาวผู้เป็นดวงใจ พลางเอื้อมมือไปหยิบกระบี่ประจำกายที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้มั่น "ดูท่า... ราตรีนี้คงจะยาวนานกว่าที่คิดเสียแล้วกระมัง จินฮุ่ย?" ไป๋จินฮุ่ยไม่ตอบคำถาม นางเพียงแต่เอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาอุ่นๆ ที่เพิ่งรินเสร็จขึ้นมาจิบช้าๆ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่กำลังพังประตูเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาสุกสกาวคู่นั้นทอประกายคมปลาบดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%