หมึกสีชาดบนกระดาษซวนจื่อยังไม่ทันแห้งสนิทดี พู่กันขนหมาป่าด้ามยาวก็ถูกวางลงบนแท่นหินอย่างไร้เสียง ทว่าน้ำหนักของตัวอักษรแต่ละตัวที่ปรากฏบนแผนที่ยุทธศาสตร์ กลับหนักหน่วงราวนำเอาขุนเขาหินผาทั้งลูกมาวางทาบไว้เบื้องหน้า
"ท่านกุนซือ... ท่านแน่ใจแล้วหรือขอรับ?"
เสียงทุ้มต่ำของนายกองใหญ่ตงไห่ดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในกระโจมบัญชาการ ร่างกำยำที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนผู้นั้นกำลังจ้องมองแผนผังภูมิประเทศแคว้นเหนือด้วยดวงตาเบิกกว้าง มือหยาบกร้านกุมด้ามดาบแน่นโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพผู้ห้าวหาญหาญกล้า แต่สิ่งที่สตรีเบื้องหน้าเพิ่งเขียนลงไปเมื่อครู่ กลับท้าทายสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจนสันหลังวาบหวิว
ไป๋จินฮุ่ยมิได้เงยหน้าขึ้นทันที นางเพียงใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกขาวลูบไล้ขอบถ้วยชาอุ่นที่ไอร้อนเริ่มจางลง อาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆสีนิลขับเน้นให้ผิวพรรณของนางผุดผ่องราวกระเบื้องเคลือบชั้นดี ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาของนายกองตงไห่ไว้มิใช่ความงามล่มเมือง หากเป็นความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ที่ไม่ว่าจะโยนหินก้อนใหญ่เพียงใดลงไป ก็ไม่มีวันระลอกคลื่นให้เห็น
"นายกองตง" เสียงหวานใสทว่าราบเรียบกังวานขึ้น ราวกับเสียงดีดพิณโบราณท่ามกลางหิมะโปรย "ท่านคิดว่าแม่ทัพอวี้เหวินแห่งแคว้นเหนือ ยกทหารแสนนายมาประชิดชายแดนอุดรในยามนี้ เพื่อสิ่งใดเล่า"
"เพื่อเหยียบย่ำดินแดนเรา และแย่งชิงคลังเสบียงที่เมืองปิงโจวอย่างไรเล่าขอรับ!" นายกองตงตอบทันควันด้วยความขัดเคือง
มุมปากของไป๋จินฮุ่ยยกขึ้นเพียงเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา คล้ายกำลังเอ็นดูเด็กน้อยที่กำลังเข้าใจโลกผ่านนิทานปรัมปรา นางเงยหน้าขึ้นสบตาขุนศึกร่างใหญ่ แววตาดำขลับคู่นั้นล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทร ทะลุปรุโปร่งถึงความคิดที่ซ่อนอยู่ใต้กะโหลกหนาของคู่สนทนาอย่างง่ายดาย
"นั่นคือสิ่งที่องค์ชายสี่และขุนนางในราชสำนักต้องการให้ท่านเชื่อครับ" ไป๋จินฮุ่ยจงใจเน้นเสียงคำว่า 'ราชสำนัก' ด้วยความเย้ยหยันจางๆ "แท้จริงแล้ว อวี้เหวินหาได้สนใจเสบียงที่เมืองปิงโจวไม่ เป้าหมายที่แท้จริงของเขามีเพียงหนึ่งเดียว... คือการลากกองกำลังโลหิตของท่านชินอ๋องให้จมปลักอยู่กับสงครามยืดเยื้อทางเหนือ เพื่อเปิดทางให้หนอนบ่อนไส้ในเมืองหลวง สามารถโค่นล้มบัลลังก์ได้โดยปราศจากเงื้อมมือของเทพสงครามผู้คุ้มครองแผ่นดิน"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางกระโจม นายกองตงถึงกับผงถอยหลังไปหนึ่งก้าว ลมหายใจสะดุดกึก ความตระหนักรู้บางอย่างตีรวนขึ้นมาในอกจนจุกแน่น หากสิ่งที่กุนซือหญิงกล่าวเป็นความจริง เช่นนั้นหมายความว่า... แผนการตั้งรับที่พวกเขากำลังเตรียมการอยู่ ล้วนตกหลุมพรางของศัตรูตั้งแต่ยังไม่เริ่มรบแล้วกระนั้นหรือ!
"เช่นนั้น... แผนที่ท่านเพิ่งวาดขึ้นนี้..." นายกองตงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก้มมองเส้นทางสามสายที่ถูกขีดเขียนด้วยหมึกชาด
"หมากกระดานแรก..." ไป๋จินฮุ่ยหยิบหยกขาวรูปม้าขึ้นมาวางลงบนจุดพิกัดหุบเขาเหวินหลิง "เราจะแสร้งทำเป็นส่งเสบียงแปดหมื่นหาบไปตามเส้นทางหลัก เพื่อให้อวี้เหวินส่งหน่วยย่อยดักซุ่มโจมตีตามตำราพิชัยสงครามที่เขาร่ำเรียนมา ให้เขาตายใจว่าเราติดกับดัก"
"แต่นั่นเท่ากับเราเสียเสบียงมหาศาลนะขอรับ!" นายกองตงร้องท้วงด้วยความเสียดาย
"เสบียงย่อมสร้างใหม่ได้ แต่วิญญาณของทหารหาญหาได้ฟื้นคืนไม่" ไป๋จินฮุ่ยกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเด็ดขาดจนนายกองตงต้องหุบปากฉับ "นั่นคือหมากกระดานที่สอง... เมื่ออวี้เหวินทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าปล้นขบวนเกวียนลวง ข้าจะให้ท่านนำทหารม้าเหล็กห้าพันนาย อ้อมผ่านช่องเขาอัสดงที่ไร้การป้องกัน ลอบเข้าโจมตีค่ายใหญ่ของแคว้นเหนือในยามวิกาล เผาทำลายคลังอาวุธและธงนำทัพของมันให้ราบคาบภายในหนึ่งก้านธูป"
ดวงตาของนายกองตงเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ความหวาดหวั่นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมและศรัทธาอันเปี่ยมล้น ช่องเขาอัสดงขึ้นชื่อเรื่องความลาดชันและอันตราย ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ากองทหารม้าจะสามารถผ่านไปได้ในยามค่ำคืน แต่นาง... สตรีบอบบางผู้ไม่เคยจับกระบี่ กลับวางแผนเคลื่อนพลผ่านเส้นทางผีหลอกนี้ได้อย่างแม่นยำราولกับนางเคยเดินสำรวจด้วยตนเองทุกตารางนิ้ว
"แล้วหมากกระดานที่สามเล่าขอรับ?" นายกองตงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เวลานี้ ความเคารพยำเกรงได้เข้ามาแทนที่ความเคลือบแคลงสงสัยในคราแรกเสียแล้ว
ไป๋จินฮุ่ยมิได้ตอบคำถามทันที นางหลุบตาลงมองแหวนหยกสีมรกตที่นิ้วมือ หมุนมันช้าๆ ราوَกับกำลังรอคอยเวลาบางอย่าง บรรยากาศภายในกระโจมพลันเยือกเย็นลงถนัดตา ราวกับอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงทันทีเมื่อเงาร่างสูงสง่าของใครบางคนทาบทับลงบนผืนผ้าใบหน้าทางเข้า
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาที่คุ้นเคยลอยมาแตะนาสิก แม้จะยังไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา แต่นายกองตงก็รีบก้มศีรษะลงทำความเคารพแทบไม่ทัน
"ถวายบังคมท่านอ๋อง..."
หลี่มู่เฉินก้าวเข้ามาในกระโจมด้วยฝีเท้าที่เงียบเชียบดั่งพยัคฆ์ล่าเหยื่อ อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรทองด้วยดิ้นเงินสะท้อนกับแสงคบเพลิงวับแวม พระพักตร์คมคายหล่อเหลาราวกับเทพสลัก ทว่าเยียบเย็นไร้ความรู้สึกจนผู้คนไม่กล้าสบตา ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองแผนที่บนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาประสานกับดวงตาคู่สวยของกุนซือหญิงผู้เป็นดั่งดวงใจ
ไม่มีคำหวานเลี่ยนระหว่างคนทั้งสอง มีเพียงการสื่อสารทางสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะเข้าใจ หลี่มู่เฉินรู้ดีว่าสตรีของตนกำลังเล่นเกมที่อันตรายเพียงใด และนางก็รู้ดีเช่นกันว่า ชายหนุ่มผู้กุมกองทัพโลหิตผู้นี้ พร้อมจะพลิกแผ่นดินคว่ำฟ้าให้ตกลงแทบเท้านาง หากมีใครบังجาญทำให้รอยยิ้มของนางต้องร่วงหล่น
"หมากกระดานที่สาม..." ไป๋จินฮุ่ยเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่ออำนาจมืดที่แผ่ซ่านมาจากบุรุษเบื้องหน้า นางส่งรอยยิ้มบางเบาให้เขา ก่อนจะวางหยกสีดำสนิทลงบนใจกลางเมืองหลวง ปิดท้ายเกมกระดานนี้อย่างสมบูรณ์แบบ "คือการที่ท่านอ๋องจะทรงนำทัพหลวงกลับเข้าเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ โดยประกาศลวงว่าประชวรหนักอยู่หน้าแนวรบ... เพื่อให้สุนัขที่รอคอยเศษเนื้อในราชสำนัก เผลอคายเขี้ยวเล็บออกมาทั้งหมดในคืนวันเพ็ญนี้เองครับ"
สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมพระauçของหลี่มู่เฉิน พระองค์เอื้อมพระหัตถ์หนามาสัมผัสปอยผมที่เคลียแก้มเนียนของนางอย่างทะนุถนอม สวนทางกับแววตาดุร้ายที่สะท้อนประกายอำมหิต
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจขององครักษ์เอกก็ดังขึ้นจากด้านนอกกระโจม ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องหน้าถอดสี
"รายงานท่านอ๋อง! มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ตราประทับหยกหลวงถูกขโมย และ... และพระสนมเอกถูกปลงพระชนม์คาตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์แห่งอำนาจและหัวใจนี้นะครับ
กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 2
กลยุทธ์หมากสามกระดาน
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!