เสียงแผ่นหยกกระแทกกับโต๊ะไม้จันทน์แดงในท้องพระโรงใหญ่ ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดผ่ากลางฤดูร้อน บรรยากาศรอบกายของเหล่าขุนนางนับร้อยชีวิตพลันเงียบกริบลงในทันที ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง ทุกสายตาดั่งถูกตรึงไว้ด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่เบื้องบนประทับด้วยพระเนตรอันเย็นชาของพระองค์
"เสนาบดีจาง... ท่านยังมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีกหรือไม่?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานและเปี่ยมด้วยไอสังหารของชินอ๋องหลี่มู่เฉินดังขึ้น ทำลายความเงียบงันราวกับคมดาบที่พร้อมปลิดชีพผู้คน ชุดคลุมปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิทสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิง ยิ่งขับเน้นให้บุรุษผู้กุมกองทัพโลหิตดูน่าเกรงขرامดั่งพญายมที่ก้าวออกมาจากขุมนรก ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างของเสนาบดีจางที่ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทานิดๆ ราวกับลูกนกตกในอุ้งมือพญาอินทรี
เบื้องหน้าของขุนนางทุจริตผู้นั้น คือหีบไม้สักทองที่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นบัญชีลับและตราประทับปลอมที่ซุกซ่อนไว้ใต้ชั้นลับ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาทุกคดีทุจริตเงินเยียวยาอุทกภัยทางใต้ ซึ่งถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อ
ไป๋จินฮุ่ยยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาร่างของท่านอ๋อง นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเหมราชสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับเส้นผมสีดำสนิทที่เกล้าขึ้นอย่างประณีตประดับด้วยปิ่นหยกขาว ใบหน้ารูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะหยั่งถึง ดวงตาดั่งหงส์ทอประกายความเฉียบคมปราชญ์เปรื่อง นางไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว แต่รัศมีแห่งสติปัญญาที่แผ่ออกมาจากตัวนาง กลับทำให้เหล่าขุนนางฝ่ายสนับสนุนองค์ชายสี่ถึงกับหน้าซีดเผือก เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง
"พะ... พระองค์ ชินอ๋องทรงเข้าใจผิดแล้วพะยะค่ะ!" เสนาบดีจางละล่ำละลักละลือกราบทูล เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "บัญชีเหล่านี้... บัญชีเหล่านี้ล้วนเป็นของปลอมที่ผู้ไม่หวังดีป้ายสีข้าพระบาท! ขอพระองค์ทรงโปรดตรวจสอบด้วยเถิดพะยะค่ะ!"
"ของปลอมหรือ?"
ไป๋จินฮุ่ยขยับกายก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงรองเท้าผ้าปักกระทบพื้นหินอ่อนเบาๆ แต่กลับดึงดูดทุกสายตาให้หันมามอง นางประสานมือคารวะเบื้องพระพักตร์ด้วยกิริยาที่งดงามไร้ที่ติ ดั่งก,วิกาลที่ร่ายรำท่ามกลางสายฝน
"เรียนใต้เท้าจาง หม่อมฉันเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีเหล่านี้ด้วยตนเอง" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น แต่ทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ตอกย้ำลงบนตะปูตัวสุดท้าย "ลายมือในสมุดบัญชีลับนี้ แม้ท่านจะพยายามใช้คนคัดลอกใหม่ แต่รอยหมึกที่ผสมผงทองคำแท้จากเหมืองแคว้นเหนือ ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษที่ฮ่องเต้พระราชทานให้เฉพาะตระกูลจางเมื่อสามปีก่อน... หาใช่สิ่งที่คนนอกจะหามาครอบครองได้ง่ายๆ ไม่ หรือว่าใต้เท้าจะปฏิเสธว่า ผงทองคำนี้บินมาติดลงบนกระดาษเองโดยท่านไม่รู้เห็น?"
สิ้นคำกล่าวของไป๋จินฮุ่ย ท้องพระโรงก็พลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นเบาๆ เสนาบดีจางถึงกับหน้าถอดสี ล้มพับลงไปกองกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสิ้นหวัง หลักฐานชิ้นนี้มัดตัวจนดิ้นไม่หลุดอย่างแท้จริง
ที่มุมหนึ่งของท้องพระโรง องค์ชายสี่หลี่เทียนฮ่าวผู้ซึ่งยืนปะปนอยู่กับกลุ่มขุนนาง กำมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ดวงตาคมกริบที่มักซ่อนความทะเยอทะยานไว้ภายใต้หน้ากากคุณชายผู้สุภาพ บัดนี้กลับฉายแววดุร้ายและเคียดแค้นอย่างปิดไม่มิด แผนการที่เขาเพียรสร้างมาแรมปีเพื่อใช้เสนาบดีจางดูดซับเสบียงและเงินทองสนับสนุนกองกำลังส่วนตัว กลับถูกสตรีสัตย์ซื่อผู้เดียวทำลายลงจนย่อยยับในชั่วพริบตา
"บังani! ขุนนางทุจริตคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน มีความผิดสถานหนัก!" หลี่มู่เฉินตวาดกร้าว เสียงคำรามก้องกังวานดั่งพยัคฆ์คำราม "องครักษ์เสื้อแพร! จงลากตัวมันไปโบยสามสิบที แล้วถอดยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหมด ส่งตัวเข้าคุกหลวงรอการตัดสินโทษประหาร!"
"ทรงพระกรุณาด้วย! ชินอ๋องโปรดไว้ชีวิต! องค์ชายสี่ช่วยเหลือข้าด้วย—!"
เสียงร้องขอชีวิตของเสนาบดีจางขาดหายไปเมื่อร่างของเขาถูกองครักษ์ร่างยักษ์สองนายหิ้วปีกแล้วลากออกไปจากท้องพระโรง รอยเลือดหยดเป็นทางยาวบนพื้นหินอ่อน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กดดันและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
เบื้องพระพักตร์ อากาศราวกับหยุดนิ่ง องค์เหนือหัวทอดพระเนตรมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่ลุ่มลึก ก่อนจะแยสรพระโอษฐ์เล็กน้อยและโบกพระหัตถ์
"ความผิดของเสนาบดีจางชัดเจนยิ่งแล้ว การชำระสะสางรากเหง้าที่เน่าเฟะในครั้งนี้ ล้วนเป็นความชอบอันยิ่งใหญ่ของชินอ๋องและกุนซือไป๋"
พระราชดำรัสประกาศก้องทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง "ความดีความชอบในการกอบกู้ท้องคลังและช่วยเหลือราษฎรในครั้งนี้ ให้ตกเป็นของไป๋จินฮุ่ยและหลี่มู่เฉินโดยสมบูรณ์! เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นรางวัล จงเอ่ยปากเถิด"
หลี่มู่เฉินหันมามองสตรีข้างกาย แววตาดุร้ายเยือกเย็นที่เคยใช้พิฆาตศัตรู บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกซึ้งและภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ เขาผสานมือคำนับพร้อมกับนาง
"ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันไม่มีความปรารถนาอื่นใด..." หลี่มู่เฉินเอמהด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง "หากแต่ความดีความชอบทั้งหมดนี้ หม่อมฉันขอทูลถวายแด่... ภรรยาในอนาคตผู้เป็นดั่งดวงใจของหม่อมฉัน ไป๋จินฮุ่ย"
คำประกาศก้องกลางท้องพระโรงทำเอาเหล่าขุนนางอึ้งงันไปตามๆ กัน แม้แต่ไป๋จินฮุ่ยเองยังต้องชะงัก หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งน้ำในบึงลึกกลับไหววูบ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น พบเพียงความจริงจังและมั่นคงดั่งหินผาในดวงตาคู่นั้น ความรักที่ถูกหล่อหลอมผ่านกองเลือดและเล่ห์กลการเมือง หาใช่คำหวานพร่ำเพรื่อ หากแต่เป็นการปกป้องและให้เกียรติกันต่อหน้าแผ่นดิน
ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาและสายตาเคียดแค้นจากมุมมืดขององค์ชายสี่ ขันทีหลวงคนหนึ่งก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ พร้อมกับชูหีบไม้ประทับตราลับสีชาดขึ้นด้วยมือที่สั่นเทา
"กราบทูลฝ่าบาท! มี... มีพระราชโองการลับด่วนที่สุดจากชายแดนเหนือ ส่งตรงถึงมือชินอ๋องพะยะค่ะ!"
หลี่มู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น เขารับหีบไม้นั้นมาเปิดออก หยิบม้วนผ้าไหมสีทองประทับตราโลหิตขึ้นมาอ่าน เพียงแค่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรบรรทัดแรก รัศมีรอบกายของท่านอ๋องก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด อุณหภูมิในท้องพระโรงราวกับลดฮวบลงทันตาเห็น
"เกิดอันใดขึ้นหรือเพคะ?" ไป๋จินฮุ่ยเอ่ยถามเสียงเบา สัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากสีหน้าของชายหนุ่ม
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่นางด้วยประกายประหลาดใจแกมระแวง ก่อนจะยื่นม้วนผ้าไหมนั้นให้ "แม่ทัพอวี้เหวิน... ส่งสาส์นท้าประลองเดี่ยวมาที่ค่ายกลหลวง และ... แนบชื่อของเจ้ามาในเงื่อนไขด้วย"
พงศาวดารมีชีวิตขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่สิบของมหากาพย์ครั้งนี้นะครับ
กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 10
เปิดโปงกลางท้องพระโรง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!