กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 11

กลิ่นอายชาอุ่นในห้องทรงอักษร

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
ไอน้ำสีขาวกรุ่นที่ลอยขึ้นมาจากกาชาเคลือบกระเบื้องเคลือบลาดลายคราม ม้วนตัวขึ้นสู่อากาศยามค่ำคืน ก่อนจะแตกซ่านและเลือนหายไปในความเงียบงันของห้องทรงอักษร ปลายพู่กันขนหมาป่าชุ่มหมึกสีดำสนิทหยุดชะงักลงกลางคัน บนกระดาษเซวียนจื่อแผ่นใหญ่ปรากฏแผนผังค่ายกลและเส้นทางการลำเลียงเสบียงของกองทัพแคว้นเหนือที่ถูกร่างขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ทว่ารอยตวัดในตอนท้ายกลับหนักหน่วงจนเนื้อกระดาษเกือบทะลุ สะท้อนถึงความเด็ดเดือดในห้วงความคิดของผู้สร้างสรรค์ ไป๋จินฮุ่ยมิได้เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะหนังสือ แม้จะรับรู้ได้ถึงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลัง นางเพียงแต่ขยับมือเรียวดุจหยกสลัก รินน้ำร้อนลงในจอกชาใບเล็ก กลิ่นหอมล้ำลึกของใบชาเผ่าป่าโบราณที่ผ่านการบ่มหมักมาอย่างยาวนานค่อยๆ อวลฟุ้งกลบกลิ่นคาวเลือดและสนิมดาบที่มักจะติดมากับร่างของบุรุษผู้กุมกองทัพโลหิตเสมอ "ชาจอกนี้ยังร้อนอยู่พ่ะย่ะค่ะ... อภัยด้วย หม่อมฉันเกรงว่ามันจะไม่อาจชะล้างความกระด้างในใจของท่านอ๋องลงได้ทั้งหมด" เสียงหวานใสแต่ราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น นางปรายตามองเงาร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับลงมา ค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้า ท่าทีนั้นเต็มไปด้วยความสง่างามที่ไม่เคยสั่นคลอนต่อหน้าผู้ใด แม้แต่กับชินอ๋องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดเด็ดขาดในสมรภูมิ หลี่มู่เฉินทอดสายตาลงมองสตรีเบื้องหน้า ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวพญาที่เคยอาบไล้ด้วยหยาดโลหิตของศัตรูนับหมื่น กลับอ่อนแสงลงอย่างประหลาดเมื่อทอดมองเรือนร่างบอบบางในอาภรณ์สีเขียวหยกอ่อน ชายหนุ่มมิได้เอާމคำใด เขาหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้จันทน์ฝั่งตรงข้าม ปลายนิ้วสอบกร้านศึกยื่นออกไปรับจอกชาอุ่นที่นางส่งให้ ความอบอุ่นจากเครื่องเคลือบแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ ตัดกับความเหน็บหนาวของค่ำคืนในฤดูเหมันต์ที่กำลังคืบคลานเข้ามา นี่คือช่วงเวลาหายากยิ่ง... ช่วงเวลาสงบเงียบครั้งแรกท่ามกลางมหาสมุทรแห่งการแย่งชิงอำนาจ ไร้ซึ่งเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน ไร้ซึ่งเงาของสายสืบจากองค์ชายสี่ที่คอยซุ่มรอจังหวะสะ่งฆ่า และไร้ซึ่งฎีกาสั่งประหารที่มักกองสุมอยู่บนโต๊ะ "ในหัวของเจ้าตอนนี้... กำลังคำนวณหมากตາใดอยู่หรือ จินฮุ่ย" หลี่มู่เฉินเอ่ยทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำกังวานราวกับเสียงหินผากระทบสายน้ำ นัยน์ตาคู่นั้นมิได้มองจอกชา แต่จับจ้องใบหน้างดงามที่สะท้อนกับแสงตะเกียงน้ำมัน ไป๋จินฮุ่ยยกจอกชาขึ้นจิบเบาๆ ปล่อยให้รสชาติขมปร่าในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความหวานล้ำที่ปลายลิ้น นางแย้มยิ้มบางเบa รอยยิ้มที่ทำให้บุรุษผู้กุมกองทัพโลหิตถึงกับยอมสยบ "หม่อมฉันไม่ได้กำลังคำนวณหมากขององค์ชายสี่เพ่ะย่ะค่ะ... แต่กำลังคำนวณความอดทนของท่านอ๋องต่างหาก" "ว่ามาสิ" "แม่ทัพอวี้เหวินถอยทัพกลับไปตั้งหลักที่ชายแดนเหนือก็จริง แต่มันเป็นเพียงการถอยเพื่อรอจังหวะพุ่งชนรอบใหม่ พระองค์ทรงทราบดีว่า เสบียงหลวงที่ควรจะถูกส่งไปค่ายทหารทักษิณกลับถูกสับเปลี่ยนเส้นทางโดยฝั่งขององค์ชายสี่ หากเรายังคงเล่นตามเกมในราชสำนัก คาดว่าอีกไม่เกินสามเดือน กองทัพโลหิตของพระองค์จะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเสบียงอย่างแน่นอน" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผนที่ยุทธศาสตร์ หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาดุร้ายฉายประกายเยือกเย็น "ให้มันรู้ไปว่าฮ่องเต้จะทรงหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้คนขององค์ชายสี่สูบกินโลหิตของกองทัพที่ปกป้องบัลลังก์!" "ฮ่องเต้อาจไม่ทรงรู้ หรืออาจทรงแกล้งทำเป็นไม่รู้เพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋จินฮุ่ยขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวโชยปะทะนาสิกของท่านอ๋อง ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรลุ่มลึกและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย "อำนาจในราชสำนักเวลานี้เปรียบเสมือนหม้อต้มยาพิษ ทุกฝ่ายต่างพยายามหยาดหยดพิษลงไปเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามล้มตาย หากเราใช้กำลังทหารเข้าหักหาญ ย่อมตกหลุมพรางขององค์ชายสี่ที่รอให้พระองค์ก่อกบฏ... ดังนั้น วิธีการเดียวที่จะสยบความเคลื่อนไหวทั้งหมด คือการทำให้ 'งูใหญ่' ตัวนั้นคายเหรียญตราคลังหลวงออกมาด้วยความสมัครใจ" "และวิธีนั้นคือ..." หลี่มู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับเอื้อIนแผนการอันแยบคาย "ตัดแขนขาของมันทีละข้าง... เริ่มจากพ่อค้าคนสนิทที่ผูกขาดการค้าเกลือและเหล็กใน3มณฑลใต้" ไป๋จินฮุ่ยหยิบพู่กันขึ้นมาแตะหมึก แล้วลากเส้นสีดำตัดผ่านชื่อสกุลหนึ่งบนกระดาษอย่างไม่ลังเล "คนผู้นี้เป็นแหล่งเงินทุนหลักขององค์ชายสี่ หากเราทำให้กิจการของเขาพังทลายลงภายในคืนเดียว องค์ชายสี่จะไร้ซึ่งเบี้ยเลี้ยงสนับสนุนทหารรับจ้าง และเมื่อถึงเวลานั้น... ต่อให้เขามีกำลังพลมากเพียงใด ก็เป็นได้แค่เสือกระดาษที่รอวันถูกชำแหละ" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลี่มู่เฉินมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความเฉียบคม ความเด็ดขาด และมันสมองที่สามารถพลิกแผ่นดินได้ภายในพลิบตาของนาง ทำให้เขาตระหนักว่า... การได้นางมาอยู่เคียงข้างคือกำไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของชินอ๋องผู้เยือกเย็นผู้นี้ มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของบุรุษผู้ผ่านสนามรบส่งผ่านไปยังปลายนิ้วของนาง ไป๋จินฮุ่ยชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาคู่นั้น แววตาที่เคยเยือกเย็นและซ่อนเร้นความระแวดระวัง บัดนี้สะท้อนภาพของเขาผู้เดียวอย่างชัดเจน "ข้าไม่เคยกลัวความตายในสมรภูมิ..." หลี่มู่เฉินเอ่ยกระซิบแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดั่งหินผา "แต่ข้ากลับหวาดกลัว... หวาดกลัวว่าสักวันหนึ่ง โลกที่เจ้ากำลังสร้างเพื่อข้านี้ จะไม่มีที่ว่างให้เจ้าได้พักพิง" หัวใจของยอดกุนซือหญิงกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอก นางแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและจริงใจที่สุดตั้งแต่พวกเขาเริ่มร่วมเดินทางบนเส้นทางแห่งอำนาจนี้ "ท่านอ๋องทรงวางพระทัยเถอะเพ่ะย่ะค่ะ... ตราบใดที่หมากกระดานนี้ยังอยู่ในมือของหม่อมฉัน ไม่มีผู้ใดสามารถพรากพระองค์ไปจากบัลลังก์ที่ควรจะเป็นของพระองค์ได้ และ... ไม่มีวันพรากเราออกจากกัน" บรรยากาศอันอบอุ่นและเงียบสงบอบอวลไปด้วยกลิ่นไอบริสุทธิ์ของชาอุ่นในยามค่ำคืน ทั้งสองสบตากันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม ความรักและความภักดีที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางพายุแห่งการนองเลือด ช่างมั่นคงและหนักแน่นเสียจนดุจดั่งภูผาที่ไม่มีวันสั่นคลอน ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูห้องทรงอักษรอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศโดยสิ้นเชิง! "กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขององครักษ์คนสนิทดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก น้ำเสียงนั้นสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "ม้าเร็วจากด่านชายแดนใต้ส่งสารด่วนกราบทูล... ขบวนเสบียงหลวงชุดที่สามถูกกองโจรปริศนาปล้นสะดมกลางทาง และ... และแม่ทัพอวี้เหวินนำกำลังทหารห้าหมื่นนายประชิดชายแดนแคว้นเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" หลี่มู่เฉินขมวดคิ้วแน่น รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างทันที ดวงตาคมกริบหันกลับมามองไป๋จินฮุ่ยที่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ตั้งตัว เสียงประกาศจากขันทีหน้าตำหนักก็ดังแทรกขึ้นมาอีกระลอกด้วยน้ำเสียงแหลมสูงที่แฝงความยินร้าย "ราชครู... นำพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรงมาถึงท่านอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" พงศาวดารมีชีวิตขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามอ่านตอนที่สิบเอ็ดนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%