รอยหมึกสีชาดบนพระราชโองการยังไม่ทันแห้งสนิทดีด้วยซ้ำ กลิ่นอายความอัปยศจากท้องพระโรงก็ลอยอบอวลเข้ามาถึงเรือนรับรองส่วนใน ดุจดั่งกลิ่นไอสังหารที่โชยมาตามกระแสลมหนาวจากแดนไกล หลี่มู่เฉินมิได้แยแสต่อกระดาษแผ่นนั้นแม้แต่น้อย สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีของท่านอ๋องกวาดมองผ่านตัวอักษรสีทองอร่ามที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมการเมือง ก่อนจะเงยขึ้นประสานกับดวงเนตรพินิจพิเคราะห์ของสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า
ไป๋จินฮุ่ยมิได้กล่าวสิ่งใดทันที นางเพียงแต่ขยับกายเข้าใกล้โต๊ะไม้จันทน์หอมช้าๆ ชายแขนเสื้อผ้าแพรต่วนปักลายเมฆาขยับไหวตามจังหวะการย่างก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของชาดอกเหมยที่นางชงเองกับมือลอยกรุ่นตัดกับบรรยากาศตึงเครียดในห้อง นางยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไปหยิบม้วนพระราชโองการขึ้นมาพิจารณาอย่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน
"พระราชโองการด่วนฉบับนี้... มิได้เขียนด้วยหมึกจากสำนักราชเลขาธิการ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่ากังวานก้องและเฉียบคมราวกระบี่ที่เพิ่งถอดออกจากฝัก "หากแต่เป็นลายพระหัตถ์ที่เจือไปด้วยความหวาดระแวงขององค์ชายสี่และเหล่าขุนนางกังฉินที่เกรงกลัวบารมีของท่านอ๋องจนตัวสั่น"
หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเยือกเย็นจนทำให้บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงหลายองศา "พวกมันคงคิดว่า การส่งข้าออกไปเผชิญหน้ากับกองทัพโลหิตของอวี้เหวินที่ชายแดนเหนือ จะเป็นการยืมมือศัตรูมาตัดหัวข้าโดยที่มือของพวกมันไม่ต้องเปื้อนเลือด ช่างเป็นแผนการที่สามัญยิ่งนัก"
"แต่ทว่า... หมากกระดานนี้หาได้เรียบง่ายเพียงแค่การยืมดาบฆ่าคนไม่ครับ" ไป๋จินฮุ่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่สวยฉายแววระยับด้วยประกายแห่งปัญญา นางวางม้วนพระราชโองการลงอย่างแผ่วเบາ ราวกับสิ่งนั้นเป็นเพียงเศษใบไม้แห้งริมทาง "ท่านอ๋องทรงทราบข่าวกรองล่าสุดจากแคว้นเหนือแล้วหรือยัง ข่าวที่ม้าเร็วเพิ่งควบตะบึงฝ่าหิมะมาส่งเมื่อยามสามที่ผ่านมา"
ดวงตาคมปลาบของชินอ๋องหรี่แคบลง "อวี้เหวินไม่ได้แค่เคลื่อนทัพ... แต่เขากำลังรุกคืบผ่านช่องเขาอวี้เหมินอย่างเงียบเชียบโดยไม่จุดคบเพลิง"
"ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋จินฮุ่ยหมุนถ้วยชาในมือช้าๆ สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่าน "การเคลื่อนทัพครั้งนี้ไม่ใช่การประกาศสงครามแบบเปิดเผย หากแต่เป็นการลอบเร้นเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงและปิดตายประตูเมืองทางเหนือทั้งหมดในคราเดียว หากท่านอ๋องทรงนำทัพหลวงออกไปช้ากว่านี้เพียงสามวัน แคว้นเหนือจะกลายเป็นกรงขังที่รอวันถูกกลืนกิน และราชสำนักก็จะประกาศให้ท่านเป็นกบฏที่ล่าช้าจนเสียเมือง"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงถ่านไม้ในกระถางไฟที่ปะทุขึ้นเบาๆ หลี่มู่เฉินก้าวเข้ามาประชิดร่างบางโดยไร้ซึ่งซุ่มเสียง ไออุ่นจากกายแกร่งและกลิ่นอายบุรุษผู้ผ่านสนามรบโชยเข้าแตะนาสิกของนาง ชินอ๋องโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมใบหูขาวผ่อง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความดุดันและมั่นคงดุจหินผา
"เจ้ากลัวหรือไม่... หากข้าต้องละทิ้งเมืองหลวงแห่งนี้เพื่อไปเผชิญหน้ากับพץศึกที่อาจไม่มีวันหวนกลับ"
ไป๋จินฮุ่ยมิได้ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่หวั่นเกรง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เรียวปากอิ่มเอิบเอื้อnวาจาด้วยน้ำเสียงมั่นคงหนักแน่น "ตราบใดที่หม่อมฉันยังยืนอยู่บนกระดานนี้ จะไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงกล้าแตะต้องรากฐานที่ท่านอ๋องทรงสร้างไว้... และต่อให้แคว้นเหนือจะหนาวเหน็บเพียงใด หม่อมฉันเชื่อว่าหัวใจของท่านอ๋องจะไม่มีวันแช่แข็งอย่างแน่นอนครับ"
ชินอ๋องนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงสตรีตรงหน้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวนุ่มของนางไว้แน่น ราวกับจะถ่ายทอดความอบอุ่นและคำมั่นสัญญาที่ไร้ซึ่งถ้อยคำใดๆ เปรียบ
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบย่างอยู่บนคมมีดก็ดังขึ้นจากนอกประหยัดเรือน เสียงขององครักษ์เงาผู้หนึ่งแผדก้องด้วยความตื่นตระหนกจนเสียงสั่นพร่า
"ท่านอ๋อง! ข่าว... ข่าวใหญ่พ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่มู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น ปล่อยมือจากไป๋จินฮุ่ยช้าๆ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อหันไปทางประตู "เกิดเรื่องอันใดขึ้น รีบพูดมา!"
"แม่ทัพอวี้เหวิน... แม่ทัพอวี้เหวินแห่งแคว้นเหนือ มิได้นำทัพมุ่งหน้ามายังช่องเขาอวี้เหมินตามที่สายรายงานพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์ผู้นั้นคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดหวั่น เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มดวงหน้า "แต่ทว่า... กองทัพโลหิตครึ่งแสนนายได้เปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน และเวลานี้... พวกมันกำลังปิดล้อม 'ตำหนักฤดูร้อน' ที่ท่านอ๋องทรงส่งพระชายา... เอ๊ย พระสนมเอก... ทรงไปพักผ่อนไว้เมื่อเดือนก่อน!"
สิ้นเสียงรายงานนั้น รัศอนาเขตอันเยือกเย็นและดุร้ายราวดั่งมัจจุราชก็ระเบิดออกจากร่างของหลี่มู่เฉินในทันที อุณหภูมิภายในห้องดิ่งฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ดวงตาของชินอ๋องแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชนอย่างน่ากลัว
ไป๋จินฮุ่ยหน้าถอดสีลงเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนคาดไม่ถึง ตำหนักฤดูร้อนแห่งนั้นอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปหลายร้อยลี้ และไม่มีผู้ใดล่วงรู้พิกัดที่แท้จริงนอกจากคนสนิทไม่กี่คนในจวนชินอ๋อง!
นี่ไม่ใช่แค่ศึกชายแดน... แต่เป็น "เกลือเป็นหนอน" ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แคว้น
หลี่มู่เฉินหันขวับกลับมามองนาง สายตาคู่นั้นคมกริบดุจคมดาบที่พร้อมจะสะบั้นทุกสิ่ง
"ดูท่า... หมากตานี้ พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตของข้าแล้วล่ะจินฮุ่ย"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอักษรนี้ไปด้วยกันนะครับ
กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 12
เมฆหมอกแผ่ซ่านแคว้นเหนือ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!