กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 13

ประกาศิตทัพหน้า

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กาสีชาดสามหยดร่วงหล่นลงบนแผ่นแพรไหมสีขาวบริสุทธิ์ ดุจหยาดโลหิตที่กระเซ็นซ่านบนพื้นหิมะยามสงคราม ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งลำหยกของไป๋จินฮุ่ยมิได้สั่นเทาแม้แต่น้อยยามตวัดพู่กันขนกระเรียนเขียนอักษรลงบนฎีกาลับ นางปรายตามองเงาสะท้อนของตนเองในอ่างน้ำทองเหลืองขัดเงา ชุดคลุมผ้าต่วนสีนิลปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินสะท้อนประกายเยียบเย็น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสือบูรพาที่มีเพียงกลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและกลิ่นอายคาวเลือดจากสนเท่ห์แห่งราชสำนักที่ยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ "ดูท่า... หมากตานี้ พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตของข้าแล้วล่ะจินฮุ่ย" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มยามค่ำคืนดังขึ้นจากความมืดสลัวบริเวณเสาไม้จันทน์ หลี่มู่เฉินก้าวออกมาจากเงาอับชื้น ชุดเกราะโลหิตสีดำสนิทที่เขาสวมใส่อยู่ยังคงมีคราบสนิมเหล็กและกลิ่นอายสนามรบติดตรึง รัศมีความน่าเกรงขามแผ่ซ่านจนทำให้อากาศรอบกายราวกับจะแข็งตัว ความดุดันเยือกเย็นที่หล่อหลอมมาจากกองทัพโลหิตปรากฏชัดในดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพราก ไป๋จินฮุ่ยมิได้เงยหน้าขึ้นทันที นางสะบัดพู่กันลงบนแท่นหมึกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะวางลงบนแท่นหยกสลักลายอย่างประณีต รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ลึกล้ำจนแม้แต่ขุนนางเฒ่าผู้ผ่านโลกมาครึ่งชีวิตก็ยังมิอาจคาดเดา "หากพวกมันต้องการเพียงชีวิตของท่านอ๋อง... หม่อมฉันคงไม่ต้องเผาตำราพิชัยสงครามไปถึงสามเล่มเพื่อหาทางแก้เกมในคืนเดียวหรอืเพคะ" เสียงหวานใสกังวานราวกับเสียงกระดิ่งหยกเอ่ยตอบอย่างราบเรียบ นางเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม "สิ่งที่องค์ชายสี่และกลุ่มอำนาจเก่าปรารถนา มิใช่แค่ศีรษะของท่าน แต่วิญญาณและรากฐานของกองทัพโลหิตต่างหาก" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเหี้ยมเกรียมและอำนาจดิบเถื่อนที่พร้อมจะบดขยี้ทุกผู้คนที่ขวางทาง เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะหนังสือ กลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินโอบล้อมร่างอรชรไว้จนหมดสิ้น มือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปแตะปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนของนางอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างความโหดร้ายในสนามรบและความอ่อนโยนที่มีให้สตรีเพียงนางเดียวนี้ ทำให้หัวใจของไป๋จินฮุ่ยกระตุกวูบ "เจ้าไม่กลัวหรือ... เมื่อครู่นี้ ราชสาส์นด่วนจากท้องพระโรงประกาศชัดเจนแล้ว ว่าข้าถูกส่งไปเผชิญหน้ากับทัพหน้าของแคว้นเหนือโดยไม่มีเสบียงหนุน" หลี่มู่เฉินกระซิบชิดริมหู นางสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่บนผิวแก้ม "ฮ่องเต้ลำเอียง องค์ชายสี่จ้องเล่นงาน ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรุมทึ้ง... การเป็นกุนซือให้ข้าในยามนี้ เท่ากับเจ้าก้าวขึ้นสู่ลานประหารแล้ว" ไป๋จินฮุ่ยไม่ถอยหนี นางกลับเอียงคอบางเบา ดวงตาดั่งกวางสาวประกายแวววาวด้วยความเฉลียวฉลาด "ท่านอ๋องทรงลืมไปแล้วหรือเพคะ ว่าหม่อมฉันมิใช่สตรีในเรือนหลังที่จะมานั่งรอคอยความตายด้วยน้ำตา พระราชโองการให้นำทัพออกศึกในยามนี้ หาใช่คุกประหารไม่... แต่มันคือกระดานหมากที่กว้างใหญ่ขึ้นต่างหาก" ฉับพลัน ประตูห้องหนังสือก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ขันทีสนิทในชุดสีเขียวแก่ก้าวเข้ามาด้วยอาการหอบหายใจ ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เขารีบทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นจนเข่ากระแทกแผ่นศิลาเสียงดังสนั่น "ท... ท่านอ๋อง! พระราชโองการฉบับที่สองเพิ่งมาถึงพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีหนุ่มละล่ำละลักกล่าว มือที่ถือม้วนราชสาส์นสีทองสั่นเทาจนแทบประคองไม่อยู่ "มีพระบัญชาแต่งตั้ง... แต่งตั้งท่านหญิงไป๋จินฮุ่ย เป็นกุนซือใหญ่ประจำกองทัพโลหิต มีอำนาจสิทธิ์ขาดเทียบเท่าแม่ทัพบูรพา สามารถสั่งการและประหารผู้ขัดขืนได้ทันทีโดยไม่ต้องทูลเกล้าถวายรายงาน!" สิ้นเสียงของขันที ห้องหนังสือทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า หลี่มู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดุร้ายและงดงามที่สุดในคราเดียวกัน ดวงตาคมกริบมองร่างบางตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น ทั้งความภาคภูมิใจ ความลุ่มหลง และความเข้าใจอันลึกซึ้งในเกมอำนาจที่ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางกำลังเล่น พวกเขาคิดจะใช้สนเท่ห์นี้บีบให้หลี่มู่เฉินทำผิดกฎมณเณียรบาลโดยการนำสตรีเข้ากองทัพ แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเขาได้มอบคมดาบที่อันตรายที่สุดในแผ่นดินใส่มือของพยัคฆ์ติดปีกไปเสียแล้ว ไป๋จินฮุ่ยมิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้านางอีกครั้ง นางยื่นมือไปหยิบม้วนราชสาส์นสีทองนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างใจเย็น ปลายนิ้วสัมผัสกับลวดลายมังกรห้าเล็บที่ปักด้วยดิ้นทองอย่างไม่เกรงกลัว "ดูท่า... ฝ่าบาทจะทรงประเมินความแค้นของข้าที่มีต่อตระกูลอวี้เหวินต่ำเกินไปเสียแล้วเพคะ" ไป๋จินฮุ่ยกล่าวเบาๆ น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความหนาวเหน็บที่สามารถแช่แข็งโลหิตในกายคนได้ "ในเมื่อพวกเขากล้าเปิดประตูต้อนรับหม่อมฉันสู่สนามรบ... หม่อมฉันก็จักถวาย 'ของขวัญ' ชิ้นใหญ่ที่ตระกูลอวี้เหวินไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต" หลี่มู่เฉินหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทรงอำนาจและเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขาคว้าข้อมือเรียวของนางเข้าหาตัว ดึงร่างอรชรเข้าสู่อ้อมกอดแกร่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสงครามอย่างแนบแน่น ก้มลงกระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านอารมณ์ "เช่นนั้น... กุนซือของข้า คืนนี้จงมาวางแผนกลยุทธ์บนเตียงของเปิ่นหวางให้ดี พรุ่งนี้รุ่งสาง... เราจะไปทวงบัลลังก์เลือดคืนจากพวกมัน" ในขณะที่ทั้งสองกำลังโอบกอดกันท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งชัยและความตายนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นที่ลานด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องของรองแม่ทัพตระกูลฉินที่มารายงานด้วยความตื่นตระหนก "ท่านอ๋อง! สายสืบจากชายแดนเหนือส่งม้าเร็วมาแจ้ง... กองทัพหน้าของแคว้นเหนือเคลื่อนพลเร็วกว่ากำหนดสามวัน และผู้ที่นำทัพมาหาใช่แม่ทัพอวี้เหวินไม่... แต่เป็น 'เงาโลหิต' บุตรชายคนลับของอ๋องเหนือผู้ขึ้นชื่อเรื่องการกินเนื้อคนเป็นอาหาร!" ไป๋จินฮุ่ยชะงัก รอยยิ้มบนมุมปากแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า หมากตานี้มีผู้ชักใยลึกลับยิ่งกว่าที่นางคาดการณ์ไว้ ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%