เสียงคำรามของพายุหิมะจากเบื้องนอกแผดเสียงกู่ร้องราวกับอสูรร้ายที่หลุดพ้นจากขุมนรก มันโหมกระหน่ำซัดสาดเกล็ดน้ำแข็งแหลมคมเข้าใส่ตัวกระโจมผ้าสักหลาดหนาถึงสามชั้นจนสั่นสะเทือนเยี่ยงใบไม้ไหวในมหาพายุ ภายในกระโจมกองบัญชาการเคลื่อนที่ ไส้ตะเกียงน้ำมันสำริดกะพริบไหวสลัว ขับเน้นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลัก เคาะลงบนแผ่นแผนที่หนังแพะอย่างเป็นจังหวะ สีหน้าของเขาเรียบเฉยเยือกเย็น ดุจดั่งผืนน้ำในทะเลสาบฤดูหนาวที่ถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งหนาทึบ
"รายงานท่านอ๋อง! กองหน้าของเราติดหล่มหิมะที่หุบเขาอัคคีน้ำแข็งแล้วพ่ะย่ะค่ะ ม้าศึกสามร้อยตัวล้มป่วยเพราะพิษความหนาว ทหารราบอีกนับพันเริ่มมีอาการนิ้วเท้าดำคล้ำจากโรคหิมะกัด..." เสียงรายงานของนายกองทัพหน้าสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว มิใช่เพราะความหนาวเหน็บ หากแต่เป็นเพราะรัศมีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากร่างของบุรุษเบื้องหน้า
หลี่มู่เฉินยังคงไม่เงยหน้าขึ้นมอง ผู้บัญชาการกองทัพโลหิตสวมเกราะหนังสีดำสนิทประดับลวดลายหมาป่าโลหิตที่สะท้อนประกายไฟสีส้มจากเตาผิงสำริด ความเงียบงันที่โรยตัวลงมาเนิ่นนานยิ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลราวกับอากาศภายในกระโจมกำลังถูกสูบออกจนหมดสิ้น
"คนตาย... ให้ฝังใต้ธารน้ำแข็ง ม้าที่ไร้เรี่ยวแรง... ให้ปลิดชีพเสีย อย่าให้เป็นภาระในการเดินทาง" น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ซึ่งความปรานีเอ่ยออกมา ประดุจคำพิพากษาจากยมบาล "กองทัพโลหิตไม่มีที่ให้คนอ่อนแอ และไม่มีที่ให้กับความลังเล"
"พ่ะย่ะค่ะ!" นายกองทัพหน้าก้มหน้ารับคำด้วยความยำเกรง รีบถอยร่นออกไปอย่างลนลาน
ท่ามกลางบรรยากาศอันกดดันและหนתเหน็บจนแทบหยุดหายใจนี้เอง ม่านผ้าสักหลาดทางด้านหลังก็ถูกเลิกขึ้นเบาๆ พร้อมกับลมหนาวที่พัดวูบเข้ามาวูบหนึ่ง ไป๋จินฮุ่ย ก้าวเข้ามาภายในกระโจมอย่างเงียบเชียบ นางสวมเสื้อคลุมกันหนาวขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ตัดกับอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายเมฆมงคล ใบหน้างดงามลึกล้ำราวกับภาพวาดพู่กันจีน แม้จะมีความอ่อนล้าฉายชัดอยู่บ้างตามเรียวปากและดวงตา แต่ท่าทีกลับสง่างามมั่นคงดั่งหินผา
นางปัดเกล็ดหิมะออกจากบ่าอย่างนุ่มนวล ก่อนจะวางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีชาดที่ส่งไอควันกรุ่นกลิ่นโสมพันปีลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าหลี่มู่เฉิน
"ท่านอ๋องทรงเข้มงวดกับเหล่าทหารเช่นนี้ เกรงว่าขวัญกำลังใจจะสั่นคลอนก่อนที่เราจะทันได้เหยียบดินแดนของแคว้นเหนือเสียกระมังครับ" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความเฉียบคมเอ่ยขึ้น พร้อมรอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนมุมปาก
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทลายพายุที่เคยมืดมนและเย็นชา ทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความอ่อนโยนที่ถูกเก็บซ่อนไว้จากสายตาคนนอก เขายื่นมือหนาหยาบกร้านจากการผ่านศึกมาโอบกอดเรียวนิ้วของนางขึ้นมาสัมผัสความอบอุ่นจากถ้วยชาทันที
"เจ้าก็รู้... สนามรบไม่เคยมีความเมตตาให้แก่ผู้ใด จินฮุ่ย" หลี่มู่เฉินเอ่ยเสียงนุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด "หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล พายุหิมะครานี้องค์ชายสี่คงมิได้เพียงแค่ส่งลมหนาวมาต้อนรับเรากระมัง"
ไป๋จินฮุ่ยแย้มยิ้มบาง นางดึงมือกลับอย่างนุ่มนวลก่อนจะก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างแผนที่หนังแพะ สายตาดั่งเซียนหมากรุกกวาดมองค่ายกลและเส้นทางเดินทัพที่ถูกขีดเขียนไว้ด้วยหมึกดำ นางหยิบหยกขาวแกะสลักรูปปลาหลี่ขึ้นมาวางลงบนจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่ง
"ถุกต้องแล้วครับท่านอ๋อง หุบเขาอัคคีน้ำแข็งหาได้เป็นเพียงอุปสรรคทางธรรมชาติไม่ แต่เป็น 'สุสาน' ที่องค์ชายสี่ร่วมมือกับแม่ทัพอวี้เหวินจัดเตรียมไว้ต้อนรับเรา ข่าวกรองล่าสุดที่ข้าน้อยได้รับมา พכกมันแอบทำลายคลังเสบียงสำรองของเราที่เมืองหน้าด่าน และกำลังส่งกองโจรภูเขาหิมะเข้าตลบหลังเราในคืนนี้"
คำกล่าวของนางมิได้ทำให้หลี่มู่เฉินตกใจแม้แต่น้อย มุมปากหยักลึกของท่านอ๋องกลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันดุร้าย "ช่างกล้าหาญยิ่งนัก... คิดจะใช้ความหนาวเหน็บปิดบัญชีหลี่มู่เฉินผู้นี้ ช่างฝันกลางวันเสียจริง"
"แต่มิใช่ว่าเราไม่มีหนทางแก้เกมนะครับท่านอ๋อง..." ไป๋จินฮุ่ยโน้มตัวเข้าไปกระซิบเบาๆ แววตาส่องประกายเจ้าเล่ห์เฉียบคม "ในเมื่อพวกมันต้องการให้ทหารของเราหนาวตายในหุบเขา เราก็ควรใช้ 'ไฟ' ละลายน้ำแข็งให้พวกมันได้ตื่นตะลึงเสียหน่อย"
การเคลื่อนพลในยามวิกาลท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำคือสิ่งที่สามัญสำนึกทางทหารไม่อาจกระทำได้ แต่สำหรับกองทัพโลหิตภายใต้การนำของหลี่มู่เฉินและแผนการอันแยบยลของไป๋จินฮุ่ย สิ่งนี้คือโอกาสทอง ทหารนับหมื่นนายเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราชาเงา ไร้เสียงเกือกม้า ไร้เสียงโลหะกระทบกัน ทุกนายคาบไม้ไผ่ไว้ในปากเพื่อสะกดกลั้นเสียงหายใจ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบจนลมหายใจกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามขนตา
ไป๋จินฮุ่ยประทับอยู่บนรถม้าศึกหุ้มเกราะเหล็ก นางเปิดหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อยเพื่อมองสำรวจเส้นทาง สายตาคู่คมกวาดมองไปเบื้องหน้า ทันใดนั้น สัญชาตญาณอันเฉียบคมของยอดกุนซือก็เตือนภัยขึ้นมาอย่างรุนแรง
ความผิดปกติบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาในความเงียบงันของพายุหิมะ เสียงฝีเท้าที่มิใช่ของกองทัพตนดังแว่วมาตามกระแสลม... เป็นเสียงของกองกำลังขนาดใหญ่ที่ซุ่มรออยู่ก่อนแล้ว!
ม่านรถม้าถูกกระชากเปิดออกอย่างกะทันหัน หลี่มู่เฉินในชุดเกราะโลหิตเต็มยศควบม้าเข้ามาประชิดรถม้า สีหน้าของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "จินฮุ่ย... มีกลิ่นอายของโลหิตเจือมากับลม"
ยังไม่ทันที่ไป๋จินฮุ่ยจะได้เอ่ยปากตอบ ลูกธูมนับพันดอกอาบยาพิษสีฟ้าเรืองแสงก็พุ่งแหวกม่านหิมะเข้ามาดั่งห่าฝน ท้องฟ้าเบื้องบนสว่างวาบด้วยแสงเพลิงสีแดงฉานที่ลุกโชนขึ้นจากยอดเขาทั้งสองด้าน พวกมันไม่ได้มาเพื่อซุ่มโจมตีธรรมดา แต่ตั้งใจจะจุดไฟเผาทั้งหุบเขาเพื่อฝังกลบกองทัพโลหิตทั้งเป็น!
หลี่มู่เฉินแผดเสียงคำรามก้อง สะบัดกระบี่โลหิตในมือจนเกิดคลื่นกระแทกซัดลูกธนูร่วงกาวราวกับใบไม้ร่วง ดวงตาดุดลานั่นหันกลับมามองสตรีที่รักยิ่งท่ามกลางวิกฤตเป็นตาย
"เกาะติดข้าไว้!" ท่านอ๋องผู้ดุร้ายคว้าเอวบางของนางเข้าสู่อ้อมแขนอย่างไม่ลังเล พร้อมจะฝ่าดงเพลิงและหิมะโลหิตนี้ไปด้วยกัน
ทว่า... ในวินาทีที่ม้าศึกกำลังจะพุ่งทะยานฝ่าวงล้อม เสียงหัวเราะเยือกเย็นกังวานก้องมาจากหน้าผาสูงชันเหนือหัว
"ฮ่าๆๆๆ! ชินอ๋องผู้เกรียงไกร... น่าเสียดายยิ่งนักที่จุดจบของท่านและยอดกุนซือคู่ใจ จะต้องมาจบลงที่กองเพลิงแห่งนี้!"
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิง ใบหน้าภายใต้หน้ากากเงินเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับคันธนูยักษ์ที่ถูกง้างจนสุดและเล็งตรงมายังหัวใจของไป๋จินฮุ่ย!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์อันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกันนะครับ
กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต•ตอนที่ 14
การเดินทางสู่ทุ่งหิมะโลหิต
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะกับอ๋องผู้กุมกองทัพโลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!