กลิ่นหมึกซวนจื่อชั้นดีที่ผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณนับร้อยปี ลอยอบอวลอยู่รอบตัวจนแทบจะคว้าจับต้องได้ บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรส่วนตัวของหอจดหมายเหตุหลวงยามวิกาลเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงน้ำมันตะเกียงที่ไส้ไฟกำลังถูกเผาไหม้ เสียง *เปรี๊ยะ* เบาๆ นั้นกลับดังราวกับเสียงก้องกังวานในโสตประสาทของหลินหว่านเอ๋อร์
ดวงตากลมโตภายใต้แพขนตายาวงอนสะท้อนภาพตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างเด่นชัด—*รายชื่อขุนนางสังกัดกรมพิธีการ... กำหนดการชำระล้าง: วันขึ้นค่ำสิบห้า* และชื่อสุดท้ายที่ปรากฏอยู่ปลายพู่กันสีชาด คือชื่อของ "หลินอี้ถิง" บิดาบังเกิดเกล้าของนางเอง
ลมหายใจของหว่านเอ๋อร์สะดุดกึก เลือดในกายเย็นเฉียบลงฉับพลันราวกับถูกสาดด้วยน้ำค้างแข็งกลางฤดูเหมันต์ ปลายเรียวนิ้วที่กำลังถือกระดาษสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่สามารถควบคุมได้ ความทรงจำเมื่อครู่ที่ยังคงถกเถียงกันเรื่องตัวเลขในบัญชีคลังหลวงมลายหายไปสิ้น สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในหัวสมองอันฉลาดหลักแหลมของนางตอนนี้ คือเสียงเตือนภัยที่กรีดร้องว่า บิดากกำลังจะกลายเป็นแพะรับบาปในเกมการเมืองอันโสมมแห่งราชสำนักนี้
"เจ้ากำลังอ่านอะไรอยู่..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และเปี่ยมด้วยอำนาจดังขึ้นเหนือศีรษะ ชิดใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นที่เจือกลิ่นชาผู่ออร์เจือจางปะทะเข้ากับต้นคอระหงของนาง เซียวเหยียนเจ๋อไม่ได้ขยับตัวไปไหนไกล เขายังคงยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของแสงตะเกียง ร่างสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างบอบบางของนางจนมิดราวกับกรงขังที่มองไม่เห็น
หว่านเอ๋อร์สะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบังคับให้นางรีบซ่อนแผ่นกระดาษมรณะนั้นลงใต้กองเอกสารเดิมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดีดกายถอยหลังเว้นระยะห่างทันที ทว่าด้วยความรีบร้อน ข้อศอกของนางจึงไปปัดโดนหมึกแท่งหยกที่วางอยู่ริมโต๊ะจนกลิ้งตกลงมากระทบพื้นเสียงดัง *กริ๊ง* กังวานบาดแก้วหู
เซียวเหยียนเจ๋อหรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองอาการผิดปกติของนางทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีร่องรอยความตื่นตระหนกใดเล็ดลอดจากสายตาของอัครมหาเสนาบดีผู้ผ่านสมรภูมิการเมืองมาโชกโชนผู้นี้ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก คล้ายเสือที่กำลังสนุกสนานกับการต้อนเหยื่อเข้ามุมอับ
"ดูเหมือนว่า... นางกำนัลอาลักษณ์หลิน จะมีความสนใจเป็นพิเศษนอกเหนือจากหน้าที่ในราชتر็การกระมัง" เซียวเหยียนเจ๋อเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับกดดันจนคนฟังแทบหายใจไม่ออก เขาก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาหา นางถอยร่นทีละก้าว จนกระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นตำราไม้จันทน์ ปิดตายทางหนีทีไล่ทั้งหมด
หว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติอันกระเจิดกระเจิงกลับคืนมา นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ในใจจะหวาดหวั่นปานใด แต่ภายใต้กรอบระเบียบของอาลักษณ์หลวง นางได้รับการฝึกฝนให้ควบคุมสีหน้ายิ่งกว่าผู้ใด ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเยาะหยันกลับไปทันที
"ใต้เท้าเซียวเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่ตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีตามคำสั่งของท่าน มิได้มีเจตนาจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว... หรือว่าเอกสารลับชุดนั้น มีสิ่งใดที่ใต้เท้าเกรงว่าหม่อมฉันจะล่วงรู้เข้าจริงๆ?"
คำพูดที่ย้อนกลับอย่างคมคายทำให้แววตาของเซียวเหยียนเจ๋อไหววูบไปชั่วขณะ เขาหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ กลิ่นกายบุรุษที่สะอาดสะอ้านผสมผสานกับกลิ่นอายอำนาจแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบตัวให้ยิ่งอึดอัด
"เจ้าฉลาดเกินไป หลินหว่านเอ๋อร์" เซียวเหยียนเจ๋อยื่นมือหนาออกไป วางทาบบนชั้นหนังสือเหนือศีรษะของนาง กักกันร่างบางไว้ในวงแขนอย่างจงใจ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนุกที่พร้อมจะกลืนกินวิญญาณ "และความฉลาด มักเป็นภัยมหันต์สำหรับคนที่รู้มากเกินไปในราชสำนัก"
หัวใจของหว่านเอ๋อร์เต้นระรัวราวกับกลองศึก นางสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวจากกายของเขาที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า เคมีอันตรายระหว่างคนทั้งสองปะทุขึ้นในความเงียบงัน ทั้งดึงดูดและผลักไสในคราเดียวกัน อุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงถูกหลอมรวมด้วยความใกล้ชิดที่อันตรายถึงชีวิต
"หากความจริงคือภัยมหันต์ ใต้เท้าเซียวคงเป็นภัยที่น่ากลัวที่สุดในแผ่นดินนี้แล้วกระมังเพคะ" นางเค้นเสียงตอบโต้ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของเขาอย่างท้าทาย "ท่านใช้ความยุติธรรมเป็นข้ออ้างในการกวาดล้างศัตรูทางการเมือง แต่เบื้องหลังหน้ากากผู้ทรงคุณธรรมนั้น... มีคราบเลือดของคนบริสุทธิ์เท่าไหร่กันที่แปเปื้อนอยู่บนมือท่าน?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็ดิ่งลึกลงสู่จุดเยือกแข็งทันที นัยน์ตาของเซียวเหยียนเจ๋อแปรเปลี่ยนเป็นสีนิลเข้มจัด รังสีสังหารแผ่ออกมาจากร่างของเขาอย่างไม่ปิดบัง มือที่ทาบบนชั้นหนังสือบีบเข้าหากันจนไม้ลั่นเสียงดัง *แกร็ก* ปมหลังอันเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวถูกสะกิดขึ้นมาด้วยวาจาเชือดเฉือนของสตรีตรงหน้า
"เจ้าไม่รู้อะไรเลย..." เซียวเหยียนเจ๋อกัดกรามแน่น น้ำเสียงลอดไรฟันต่ำลึกเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับ "ถ้าข้าไม่ลงมือจัดการพวกมัน บ้านเมืองนี้ต่างหากที่จะล่มสลาย! เจ้าเอาตรรกะตื้นเขินของบัณฑิตห้องหอมาตัดสินเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิตคนนับหมื่นได้เช่นไร!"
"เพราะคนนับหมื่นเหล่านั้น รวมถึงบิดาของหม่อมฉันด้วยใช่หรือไม่!" หว่านเอ๋อร์ระเบิดอารมณ์ออกมาในที่สุด น้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ภายในดวงตากลมโตถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความหยิ่งทะนง นางจ้องมองเขาด้วยความเกลียดชังแกมตัดพ้อ "ท่านจะกำจัดบิดาฉัน... เพียงเพราะเขาขวางทางอำนาจของท่านสินะ!"
เซียวเหยียนเจ๋อชะงักงันไปชั่วขณะ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงงระคนสงสัย "บิดาของเจ้า? ข้ายังมิได้สั่งการใดๆ เกี่ยวกับหลินอี้ถิง..."
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงกลองศึกดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกกำแพงวังหลวง ตามด้วยเสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งวุ่นวายสับสน และแสงไฟสีแดงฉานที่สาดส่องทะลุกระดาษหน้าต่างเข้ามาจนห้องทั้งห้องกลายเป็นสีเลือด
ทหารองครักษ์หลวงนายหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาในห้องโดยไม่รออนุญาต สีหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปื้อนฝุ่นควันละลานตา คุกเข่าลงแทบเท้าของอัครมหาเสนาบดีด้วยความตื่นตระหนก
"เรียนใต้เท้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! คลังแสงหลวงทางทิศตะวันตกถูกลอบวางเพลิง... และ... และในที่เกิดเหตุพบตราประทับประจำตัวของใต้เท้าหลินอี้ถิงตกอยู่ พร้อมกับบัญชีลับที่ถูกขโมยไป!"
เซียวเหยียนเจ๋อหันขวับกลับมามองหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ทันที นัยน์ตาคมกريบฉายแววตระหนักรู้บางอย่างที่น่ากลัวขึ้นมาในเสี้ยววินาที ขณะที่หว่านเอ๋อร์หน้าซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด เมื่อตระหนักได้ว่า—นี่ไม่ใช่เกมการเมืองปกติ แต่มันคือ "กับดัก" ที่ถูกวางไว้เพื่อทำลายล้างตระกูลของนางและตัวเซียวเหยียนเจ๋อพร้อมๆ กัน!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับความลับอันดำมืดบทนี้ด้วยกันนะคะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
บัญชีลับอัครมหาเสนาบดีกับกลยุทธ์สยบรักของนางกำนัลอาลักษณ์•ตอนที่ 2
การเผชิญหน้าบนระเบียงเมฆา
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บัญชีลับอัครมหาเสนาบดีกับกลยุทธ์สยบรักของนางกำนัลอาลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!