"ถ้าคิดจะยืนเป็นหุ่นไลוליกอยู่ตรงนั้นนานเกินสามวินาที ช่วยกรุณาก้าวขาถอยหลังออกไปให้พ้นรัศมีสายตาฉันด้วยค่ะ เพราะมันเกะกะและทำลายสมาธิในการทำงานของฉันมาก"
น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยหลุดออกจากริมฝีปากของฉันเองค่ะ หลังจากที่หัวใจเจ้ากรรมดันเผลอกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อครู่ ตอนนี้ฉันกลับมาตั้งสติได้แล้ว และพบว่าบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่จนทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเครียดขมึงขึ้นเป็นกอง... ไม่ใช่ใครที่ไหน ไกลเลย
ร่างสูงโปรดของ 'แทนไท' สถาปนิกหนุ่มมานิ่งผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากคอเราะร้ายและมาตรฐานสูงลิบลิ่วกำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตู สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงกวาดมองเอกสารสีหน้าเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ฉันนั่งรอรับหน้ากับปัญหาหน้างานอยู่คนเดียวร่วมชั่วโมง
ให้ตายเถอะ ผู้ชายอะไร... หน้าตาดีจนน่าหมั่นไส้ แต่ปากนี่สิคะ ถ้าเอาไปเย็บติดกันคงช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์บนโลกได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
"ปากเก่งไม่เปลี่ยนเลยนะคะ คุณมัณฑนากร" แทนไทปรายตามองฉันด้วยหางตา ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเยาะน้อยๆ อย่างน่าหมั่นไส้ "นึกว่านั่งหน้าซีดเป็นไก่ตาแตกไปแล้วซะอีก เห็นเถียงฉอดๆ กับผู้รับเหมาอยู่ชั้นล่างเมื่อกี้ นึกว่ามีวิชาตัวเบาเลยแวบขึ้นมาถึงห้องนี้ได้ก่อนผม"
"ถ้าคุณมีเวลาว่างมาวิจารณ์ฝีปากคนอื่น สู้เอาเวลาไปตรวจแบบแปลนโครงสร้างที่แก้ใหม่ให้มันเรียบร้อยดีกว่าค่ะคุณสถาปนิก... อ้อ เผื่อลืมนะคะ ว่าโปรเจกต์นี้เราต้องแชร์เครดิตกัน ถ้างานพังเพราะความล่าช้าของคุณ ฉันไม่เอาชื่อตัวเองไปแปะประจานร่วมกับคุณแน่ๆ" ฉันเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาจ้องเขม็งกลับไปแบบไม่ยอมแพ้ ใครว่าฉันกลัวเขาละคะ แค่หมั่นไส้ล้วนๆ เลยต่างหาก
กรณ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบยกมือขึ้นเป็นปางห้ามญาติ พร้อมกับหัวسเราะแห้งๆ ออกมาแก้สถานการณ์ "เฮ้ยๆ ใจเย็นก่อนครับคุณพรีม คุณแทนเขาก็รีบขับรถฝ่าฝارจราจรมาสุดชีวิตเพื่อตรวจงานนี้โดยเฉพาะเลยนะเนี่ย อย่าเพิ่งกินหัวกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มประชุมเลยครับ"
"ฉันไม่ได้กินหัวเขาสักหน่อยค่ะคุณกรณ์ มีแต่เขาต่างหากที่คอยหาเรื่องแขבהนฉันอยู่เรื่อย" ฉันหันไปค้อนใส่กรณ์วงใหญ่ ก่อนจะสะบัดหน้ากลับมามองเจ้าของโปรเจกต์จอมซึนที่ตอนนี้เดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือดี
แทนไทไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปลดกระดุมเสื้อสูทออกหนึ่งเม็ดอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบคู่นั้นสำรวจตรวจตราไปรอบห้องประชุมที่มีร่องรอยการทำงานอย่างหนักหน่วง เอกสารกองโต สมุดบันทึก และแก้วกาแฟที่พร่องไปครึ่งแก้ว
"ทำงานจนลืมดูพยากรณ์อากาศเลยสินะครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นลอยๆ น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงความหมายบางอย่างที่ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้ว
"คะ?"
"มองออกไปนอกกระจกโน่นสิครับ" แทนไทพยักเพยิดหน้าไปทางผนังกระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ยามบ่าย
และในวินาทีนั้นเอง... ท้องฟ้าสีครามสดใสเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทึบทะมึน ลมกรรโชกแรงพัดปะทะกระจกจนเกิดเสียงดังสนั่น หอบเอาฝุ่นละอองและใบไม้ปลิวว่อนไปทั่ว ก่อนที่สายฝนเม็ดโตจะเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้าถล่ม!
ให้ตายเถอะ! นี่มันพายุฤดูร้อนชัดๆ!
"ซวยชะมัด..." มีนที่เพิ่งเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาสมทบสบถเบาๆ พร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "รถก็จอดไว้ลานจอดกลางแจ้งตึกโน้น ร่มก็ไม่มีสักคัน ฉันจะกลับยังไงเนี่ยวันนี้"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายฝนที่โหมกระหน่ำซัดสาดกระทบกระจกราวกับจะพังทลายลงมาให้ได้ สถานการณ์ไม่เป็นใจเอาเสียเลยค่ะ เพราะนอกจากเราจะต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่จนกว่าฝนจะซาแล้ว กำหนดการส่งมอบงานรอบพรีเซนต์ลูกค้าในสัปดาห์หน้าก็ยังจ่อคอหอยอยู่
ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆ พับหน้าจอแท็บเล็ตเก็บใส่กระเป๋าอย่างจำยอม ในเมื่อออกไปไหนไม่ได้ ก็คงต้องนั่งเคลียร์งานต่อที่นี่จนกว่าฟ้าจะเปิดนั่นแหละค่ะ
หลังจากการประชุมมาราธอนผ่านไปเกือบสามชั่วโมงเต็ม ท้องฟ้าด้านนอกก็ยังคงมืดครึ้มและไม่มีทีท่าว่าฝนจะหยุดตกง่ายๆ มีนขอตัวกลับไปก่อนล่วงหน้าโดยอาศัยติดรถผู้รับเหมาที่มียางอะไหล่และรถกระบะยกสูงออกไปได้ ส่วนกรณ์ก็มีธุระด่วนต้องรีบเคลียร์เอกสารที่สำนักงานใหญ่ ทำให้ตอนนี้... ในห้องประชุมกว้างขวางเหลือเพียงแค่ฉันกับแทนไทแค่สองคนเท่านั้น
บรรยากาศเงียบงันจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่กระทบหลังคาและกระจกดังระรัว ฉันก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของลงกระเป๋า พยายามไม่สนใจสายตาของคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งกำลังจ้องมองมานิ่งๆ
"จะกลับยังไงครับ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องเป็นห่วงค่ะ ฉันเรียกแท็กซี่ได้" ฉันตอบเสียงห้วน โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
"แท็กซี่แถวนี้เหรอครับ?" แทนไทหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเจือความเยาะหยันเล็กน้อย "ฝนตกหนักขนาดนี้ น้ำท่วมขังรอการระบายหน้าปากซอยโน่น คุณคิดว่าจะมีแท็กซี่คันไหนกล้าขับลุยเข้ามาจอดรับคุณเหรอครับ หรือถ้ามี... คุณคิดว่าจะกดเรียกทันคนอื่นเขาที่มีเป็นร้อยชีวิตในตึกนี้หรือไง"
ฉันชะงักมือที่กำลังรูดซิปกระเป๋า เม้มปากแน่นอย่างขัดใจเพราะรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันคือความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แถวนี้ขึ้นชื่อเรื่องน้ำรอการระบายอยู่แล้ว ยิ่งฝนตกหนักแบบนี้ การหาแท็กซี่สักคันยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
"แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะคะ นั่งรอจนกว่าน้ำจะลดถึงชาติหน้าหรือไง" ฉันเงยหน้าขึ้นตอกกลับทันควันอย่างเหลืออด
แทนไทถอนหายใจเบาๆ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกดูน่ามองชะมัด... เดี๋ยวนะคะ! ฉันกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย!
สถาปนิกหนุ่มเดินไปหยิบเสื้อสูทพาดบ่า พร้อมกับคว้า 'ร่มพับสีดำ' ขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาถือไว้
"เดินตามมาครับ" เขาพูดสั้นๆ แล้วหมุนตัวเดินนำไปยังประตูลิฟต์ทันทีโดยไม่รอคำอนุญาต
"นี่! จะพาฉันไปไหนเนี่ย คุณแทนไท!" ฉันร้องโวยวายพร้อมกับรีบคว้ากระเป๋าแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปติดๆ
เราลงมาถึงชั้นล่างสุดของตัวอาคาร ลมเย็นยะเยือกปะทะเข้ากับผิวจนฉันต้องเผลอยกมือขึ้นกอดตัวเองโดยอัตโนมัติ อากาศเปลี่ยนฉับพลันจากความอบอ้าวกลายเป็นความหนาวเหน็บจากสายฝน ด้านหน้าทางออกลานจอดรถมีน้ำเจิ่งนองสูงเลยข้อเท้าเล็กน้อย ผู้คนยืนออกันแน่นขนัดเพื่อรอให้ฝนซา
แทนไทหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูกระจกบานใหญ่ เขากางร่มสีดำในมือออก กว้างพอที่จะบังลมฝนได้สบายๆ แต่ทว่า... ร่มคันนั้นมีอยู่แค่ 'คันเดียว'
สถาปนิกหนุ่มหันกลับมามองฉันที่ยืนกอดอกหนสั่นอยู่ข้างๆ สายตาคู่นั้นอ่อนลงกว่าเดิมนิดหน่อย แต่ริมฝีปากยังคงไม่วายที่จะพ่นคำพูดกวนประสาทออกมา
"ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะครับ หรืออยากจะแปลงร่างเป็นเงือกสาวว่ายน้ำกลับคอนโดเอง?"
"ปากคอเร้าะร้ายจริงๆ เลยนะคะ!" ฉันค้อนขวับให้วงใหญ่ หมั่นไส้จนอยากจะหยิกแขนเขาสักที
"ถ้าไม่อยากเปียกจนเป็นปอดบวมตายคาอกซะก่อน ก็เข้ามาใกล้ๆ สิครับ" แทนไทถอนหายใจยาวพรืด ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวฉัน มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อศอกฉันเบาๆ แล้วดึงเข้ามาอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันโดยไม่ทันตั้งตัว
กึก!
ลมหายใจของฉันสะดุดกึกในทันที เมื่อแผ่นหลังแนบชิดกับอกแกร่ง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมผสานกับกลิ่นไอฝนสะอาดๆ ลอยเข้าจมูกจนแยกไม่ออกว่าหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอกตอนนี้... มันเป็นเพราะความตกใจหรือเพราะอะไรกันแน่
"เดินดีๆ ครับ น้ำมันกระเซ็น" แทนไทเอ่ยกระซิบเบาๆ อยู่ข้างใบหู เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงสายฝน แต่กลับชัดเจนก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของฉันอย่างประหลาด
เราก้าวเดินเคียงคู่กันฝ่าสายฝนที่เทกระหน่ำลงมา ร่มสีดำคันใหญ่ทำหน้าที่ปกป้องละอองน้ำ แต่ไหล่ของเราที่เบียดเสียดกันไปตามจังหวะการเดินกลับแนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนฉันแทบละลาย
แทนไทไม่ได้พูดอะไรอีกตลอดทางเดินไปยังลานจอดรถ แต่เขากลับเอียงร่มมาทางฝั่งฉันจนหมด ทำให้ไหล่ด้านขวาของเขาเองเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยละอองฝนที่สาดสัดเข้ามา... คนปากร้ายที่ชอบพูดจาขวานผ่าซากใส่ฉันตลอดเวลา กำลังทำท่าทางใส่ใจแบบเนียนๆ โดยไม่ยอมเอ่ยปากชมหรือพูดจาหวานเลี่ยนสักคำ
ให้ตายเถอะค่ะ... ผู้ชายซึนเดระคนนี้นี่มันร้ายกาจเป็นบ้าเลย
รถยนต์คันหรูของแทนไทจอดอยู่ไม่ไกลนัก ทันทีที่เราเดินมาถึงข้างตัวรถ เขาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้ฉันก้าวเข้าไปนั่งอย่างสุภาพ มือหนาข้างหนึ่งคอยบังขอบประตูรถไม่ให้ฉันโขกหัว ขณะที่มืออีกข้างยังคงถือร่มกันฝนให้จนกระทั่งฉันเข้าไปนั่งเรียบร้อย
ฉันหอบหายใจเบาๆ มองลอดผ่านกระจกหน้ารถที่ถูกสายฝนซัดสาด เห็นแทนไทกำลังเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ ร่างสูงเปียกฝนจนเสื้อเชิ้ตสีขาวแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง แต่เขากลับยังมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความกังวลใดๆ
ประตูฝั่งคนขับถูกเปิดออก แทนไทก้าวขึ้นมานั่งประจำที่ พร้อมกับสะบัดละอองน้ำออกจากเสื้อเล็กน้อย กลิ่นความเย็นของฝนผสมกับความอบอุ่นในรถยนต์อบอวลไปทั่วพื้นที่แคบๆ บรรยากาศเงียบงันชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ฉันหันไปมองหน้าเขาที่กำลังเอื้อมมือไปบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ เผลอหลุดปากถามออกไปด้วยความสงสัยระคนหมั่นไส้
"ทำไม... ถึงยอมเดินมาส่งฉันที่รถล่ะคะ ไหนบอกว่ารีบกลับไม่ใช่เหรอ"
แทนไทชะงักมือที่กำลังจะเข้าเกียร์ เขาหันกลับมาสบตาฉันตรงๆ ผ่านแสงไฟสลัวภายในห้องโดยสาร แววตาคมกริบคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยิ้มร้ายกาจแบบที่ฉันคุ้นเคย
"ก็ถ้าปล่อยให้คุณเดินกลับไปเปียกปอนแล้วไข้ขึ้น..." แทนไทเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉันราวกับจะกลืนกิน "พรุ่งนี้ใครจะมานั่งเถียงกับผมเรื่องแบบแปลนล่ะครับ... จริงไหม?"
ฉันอ้าปากค้างเล็กน้อย พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับคำตอบนั้น... ให้ตายเถอะค่ะ ผู้ชายคนนี้ไม่มีคำว่าโรแมนติกแบบคนอื่นเขาเลยจริงๆ!
แต่ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะหันกลับไปมองทางข้างหน้าเพื่อขับรถออกไป สายตาของฉันก็บังเอิญเหลือบไปเห็นรอยยิ้มมุมปากที่เขาพยายามซ่อนไว้ไม่มิด
รอยยิ้มอบอุ่นที่อ่อนโยนที่สุด... เท่าที่ผู้ชายปากร้ายอย่าง 'แทนไท' เคยแสดงออกมาให้ฉันเห็น
และก่อนที่ฉันจะได้ทันเอ่ยปากแซวอะไรออกไป แทนไทก็หันกลับมามองฉันอีกครั้งด้วยสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง พร้อมกับประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาหัวใจของฉันกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น
"แต่ถ้าจะให้พูดจริงๆ..." แทนไทโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ชิดจนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากฉันแผ่วเบa "ผมแค่อยากอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันกับคุณ... นานกว่านี้อีกหน่อยก็แค่นั้นเองครับ พิมพ์มาดา"
_____________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนเข้ามาสัมผัสความฟินปนความซึนของตาสถาปนิกปากร้ายกับมัณฑนากรสาวคนเก่งด้วยกันนะคะ — เอมเมอรัลด์อายส์
สถาปนิกหน้าตายกับโปรเจกต์หัวใจป่วน•ตอนที่ 5
ร่มคันเดียวในสายฝน
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับโปรเจกต์หัวใจป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!