สถาปนิกหน้าตายกับโปรเจกต์หัวใจป่วน•ตอนที่ 6

มื้อค่ำกระชับมิตร (หรือสงคราม)

ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
“ฉันว่าแกสองคนมีซัมติнг” เสียงกระซิบกระซาบของมีนที่ดังลอดผ่านแก้วเบียร์วุ้นเย็นเฉียบไม่ได้ทำให้ฉันสำลักน้ำลายตัวเองเท่ากับการที่หางตาของฉันบังเอิญไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบของ ‘สถาปนิกหน้าตาย’ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพอดี แทนไทไม่ได้หลบสายตา เขาแค่ยกมุมปากขึ้นนิดหน่อยเป็นรอยยิ้มเยาะที่ชวนให้หมั่นไส้จนอยากจะคว้าตะเกียบมาจิ้มตาตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด บรรยากาศในร้านกินดื่มสไตล์อิซากายะย่านอารีย์กำลังคึกคักด้วยเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ และเสียงหัวoเราะของทีมงานโปรเจกต์รีโนเวตตึกเก่า แต่สำหรับฉัน โต๊ะยาวตัวนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนสนามประลองยุทธ์ขนาดย่อม ที่ซึ่งกระสุนปืนถูกเปลี่ยนเป็นสายตาคมปลาบและวาจาเชือดเฉือน “ซัมติing อะไรของแกยัยมีน ไม่มี๊!” ฉันลากเสียงสูงกลบเกลื่อน พร้อมกับยัดปลาดิบชิ้นโตเข้าปากเพื่อตัดบทสนทนาอันตราย แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลเมื่อกรณ์ วิศวกรหนุ่มอารมณ์ดีเพื่อนสนิทของไอ้คุณสถาปนิกตัวร้ายดันหัวเราะร่วนแล้วเอานิ้วศอกกระทุ้งสีข้างคนข้างๆ “ไม่มีอะไรจริงเหรอครับคุณพรีม แต่เมื่อกี้ตอนฝนตก... ผมเห็นใครบางคนยืนใต้ร่มคันเดียวกันจนไหล่ชิดกันแทบจะสิงร่างอยู่แล้วนะ” กรณ์ลากเสียงล้อเลียน ทำเอาฉันเกือบสำลักวาซาบิขึ้นสมอง “ก็ร่มมันคันเล็กค่ะคุณกรณ์ ถ้าไม่เบียดกันแล้วใครจะยอมเปียกฝนล่ะคะ จริงไหมคะคุณแทนไท” ฉันหันไปหาแนวร่วมแบบจำยอม พร้อมกับส่งยิ้มหวานหยดที่เคลือบยาพิษไปให้คนถูกพาดพิง แทนไทวางแก้วเบียร์ลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กริ๊ก’ ช้าๆ สายตาคมกวาดมองใบหน้าฉันที่คงจะร้อนผ่าวจนแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือความเคืองกันแน่ก็ไม่รู้ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความขบขันแบบที่ฉันเกลียดนักเกลียดหนา “ร่มไม่ได้คันเล็กหรอกครับ... แต่คนบางคนแถวนี้ชอบทำตัวเป็นแมวหวงก้าง กลัวเปียกฝนจนต้องยอมเดินเบียดเข้ามาหาผมเองต่างหาก” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทำเอาคนฟังอย่างฉันแทบกรี๊ดแตก ให้ตายเถอะ! ผู้ชายอะไร ปากคอเราะร้ายเป็นที่หนึ่ง แถมยังชอบพูดจาให้คนอื่นเข้าใจผิดเล่นสนุกอยู่เรื่อย “ใครเป็นแมวหวงก้างไม่ทราบคะ! พูดให้มันดีๆ นะคะคุณแทนไท ฉันแค่... ฉันแค่กลัวคุณถือร่มเอียงต่างหาก เลิกมโนแล้วกินกับแกล้มไปเงียบๆ เถอะค่ะ” ฉันสวนกลับทันควันอย่างไม่ยอมแพ้ พลางส่งค้อนวงใหญ่ไปให้คนหน้าตายที่ตอนนี้ทำหน้าลอยชายราวกับไม่ได้ทำอะไรผิด “ปากเก่งจังนะครับ... เวลาเมา” แทนไทโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ศอกทั้งสองข้างวางบนโต๊ะ ประสานมือเข้าหากันในท่าทางที่บีบให้ฉันต้องถอยหลังหนີโดยอัตโนมัติ “เมื่อกี้ยังเสียงสั่นอยู่เลยตอนอยู่ใต้ร่มคันนั้น... ลืมแล้วเหรอครับ?” ประโยคนั้นทำเอาหัวใจฉันกระตุกวูบ ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่นาตรีก่อนหน้านี้ที่ใบหน้าของเราห่างกันแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดริมฝีปาก และน้ำเสียงทุ้มพร่าที่กระซิบคำว่า *“ผมแค่อยากอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันกับคุณ... นานกว่านี้อีกหน่อยก็แค่นั้นเองครับ”* ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวจนบล็อกความคิดอื่นหมดสิ้น ไอ้คนบ้าเอ๊ย! ตั้งใจจะขุดหลุมฝังฉันต่อหน้าเพื่อนฝูงใช่ไหมเนี่ย! “ฉันไม่ได้เมาค่ะ! และไม่ได้เสียงสั่นด้วย!” ฉันเถียงเสียงแข็ง ใบ้าร้อนผ่าวลามเลียไปถึงใบหูอย่างห้ามไม่อยู่ พยายามทำตัวให้ปกติที่สุดท่ามกลางเสียงแซวฮิ้วฮ้าวของมีนและกรณ์ที่เริ่มประสานเสียงกันดังขึ้นเรื่อยๆ “โอโห้ พรีมหน้าแดงแจ๋เลยว่ะไอ้แทน สงสัยจะเมาจริงๆ หรือว่า... เขินวะฮ่าๆๆๆ” กรณ์หัวเราะรơiร่าอย่างชอบใจ “ไม่ได้เขินโว้ย!” ฉันกับแทนไทเผลอประสานเสียงปฏิเสธพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย จนความเงียบชั่วขณะหนึ่งเข้าปกคลุมโต๊ะ ก่อนที่พวกเราจะหันมามองหน้ากัน แล้วกลายเป็นฉันที่ต้องรีบหลบสายตาก่อนเพราะทนความวับวาวในดวงตาคู่นั้นไม่ไหว แทนไทแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงร้ายกาจเหมือนเดิม แต่แววตาที่มองมากลับอ่อนแสงลงอย่างประหลาดจนฉันไม่อยากจะตีความหมายมัน “โอเคครับ ไม่เขินก็ไม่เขิน... งั้นมาลองพิสูจน์กันหน่อยไหมล่ะว่าใครคอแข็งกว่ากัน” สถาปนิกหนุ่มยกขวดสาเกขึ้นรินใส่จอกเล็กๆ จนเต็มปรี่ แล้วเลื่อนมาตรงหน้าฉันด้วยท่าทีท้าทาย “รับคำท้าค่ะ! อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะคะว่าสายแข็งตัวแม่มาเอง!” ฉันคว้าจอกสาเกขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดแก้วเพื่อประกาศศักดา แม้ว่าในใจจะเริ่มหวั่นๆ กับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กำลังแล่นพล่านไปทั่วร่างแล้วก็ตาม สงครามย่อมๆ บนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างดุเดือด มีนกับกรณ์ทำหน้าที่เป็นกองเชียร์และคนคอยชงเหล้าอย่างสนุกสนาน ผ่านไปร่วมชั่วโมง ขวดสาเกและแก้วเบียร์วางระเกะระกะเต็มโต๊ะ ความมึนเมาเริ่มทำหน้าที่ของมันทำให้สติของฉันเริ่มพร่าเลือน ทว่าสายตาคู่ตรงข้ามที่ยังคงจ้องมองมาอย่างไม่ละสายตา กลับยิ่งคมชัดและมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของฉันมากขึ้นเรื่อยๆ “พอ... ฉันไม่ดื่มแล้ว” ฉันยกมือขึ้นโบกปฏิเสธเมื่อแทนไททำท่าจะรินให้แก้วที่สาม ร่างกายเริ่มโยกเยกเล็กน้อยจนต้องใช้มือข้างหนึ่งค้ำขอบโต๊ะไว้ แทนไทหรี่ตามองอาการของฉัน เขาววางขวดลงช้าๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “บอกแล้วว่าอย่าซ่า... ทีนี้ใครจะแบกคุณกลับล่ะเนี่ยพรีม” “ฉัน... ฉันเดินเองได้น่า” ฉันพยายามฝืนยืนขึ้นเพื่อพิสูจน์ความจริง แต่ทว่าโลกทั้งใบกลับหมุนควอนจนขาอ่อนแรง ทรุดฮวบลงไปเตรียมจะจูบพื้นร้านอยู่รำคาญ หมับ! อ้อมแขนแข็งแกร่งคว้าเอวบางของฉันไว้ได้ทันท่วงที แรงดึงกระชากให้ร่างของฉันเซเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอันคุ้นเคย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยเข้าจมูกจนหัวใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ ฉันเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของอ้อมแขน ระยะห่างระหว่างเราใกล้ชิดเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันอีกครั้ง แทนไทก้มมองฉันด้วยแววตาที่ซ่อนความห่วงใยไว้ใต้มานิ่งเรียบอย่างแนบเนียน นิ้วเรียวยาวเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มฉันออกให้อย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนเสียจนฉันเผลอกลั้นหายใจ “ดื้อจริงๆ นะครับ...” เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาชิดริมหู จนขนลุกเกรียวไปทั่วร่าง ในจังหวะที่หัวใจของฉันกำลังเต้นระส่ำไม่เป็นส่ำ และสมองกำลังประมวลผลไม่ทันกับสถานการณ์ชวนใจสั่นนี้เอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงทักทายคุ้นหูก็ดังขึ้นขัดจังหวะจากทางด้านหลัง “อ้าว... น้องพรีมกับไอ้แทน ยังไม่กลับกันอีกเหรอครับเนี่ย บังเอิญจังเลยนะที่ได้เจอที่นี่” ร่างสูงของใครบางคนก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะ แสงไฟสลัวสาดกระทบใบหน้าคมคายและรอยยิ้มที่เป็นมิตรจนเกินเหตุของ ‘ผู้ชายคนนั้น’ คนที่ฉันไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดในเวลานี้ แทนไทชะงัก ชะรอยประกายตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบในเสี้ยววินาที วงแขนที่โอบเอวฉันอยู่กระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติราวกับแสดงความเป็นเจ้าของ ขณะที่ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้มาใหม่ ...นั่นมันแฟนเก่าตัวแสบที่เพิ่งเลิกรากันไปไม่นานนี่นา! เอมเมอรัลด์อายส์
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับโปรเจกต์หัวใจป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%