“ผมไม่ได้จ้างมัณฑนากรมาเพื่อออกแบบห้องให้กลายเป็น ‘ตู้ปลาบ้าคลั่ง’ ที่มีแต่สีสันฉูดฉาดจนทำลายสมาธิการทำงานหรอกนะครับ, คุณพิมพ์มาดา”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เจือความเยרชาปนดูแคลนเล็กน้อยดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องประชุมใหญ่ชั้นบนสุด ทันทีที่ท่านประธานใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลผายมือให้ทุกคนนั่งลงหลังการเผชิญหน้าอันน่าอึดอัดเมื่อครู่ แทนไทก็เปิดฉากโจมตีทันทีโดยไม่มีการไว้หน้า เขาประสานมือวางไว้บนโต๊ะกระจกนิรภัย แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความหงุดหงิดระคนท้าทาย
พิมพ์มาดาแทบจะกลอกตาขึ้นฟ้าให้10ตลบกับคำว่า ‘ตู้ปลาบ้าคลั่ง’ ของสถาปนิกหนุ่มจอมเนี๊ยบ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ ตั้งแต่ร่วมงานกันมาในโปรเจกต์มหากาพย์นี้ ไม่มีวันไหนเลยที่พ่อคุณจะไม่ออกฤทธิ์ออกเดหาเรื่องติโน่นติตอนงานของเธอให้หงุดหงิดเล่น
“อ๋อเหรอคะคุณแทนไท? น่าแปลกนะคะที่สถาปนิกผู้ทรงภูมิปัญญาอย่างคุณ ถึงมองไม่ออกว่างานศิลปะร่วมสมัยที่เล่นกับเฉดสีธรรมชาติ มันช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และลดความเครียดให้พนักงานได้มากกว่าห้องสีเทาหม่นๆ ไร้ชีวิตชีวา เหมือนหลุมหลบภัยสงครามโลกครั้งที่สองที่คุณออกแบบไว้เสียอีก!” พิมพ์มาดาย้อนกลับทันควัน น้ำเสียงหวานใสแต่คมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง เธอยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นสู้สายตาอย่างไม่เกรงกลัว
แทนไทแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นกว่าเดิม “ตึกนี้ถูกออกแบบด้วยคอนเซปต์ ‘Minimalist Brutalism’ ความเรียบง่ายดิบกระด้างแต่ทรงพลังคือหัวใจสำคัญ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของเด็กศิลปกรรมที่อยากละเลงสีอะไรลงไปก็ได้ตามใจชอบ!”
“แต่นี่คือพื้นที่ส่วนกลางสำหรับพนักงานค่ะ! ไม่ใช่บังเกอร์ทหารที่คุณจะบังคับให้ทุกคนใส่สูทผูกไทนั่งทำงานหน้าหุ่นยนต์อย่างไร้จิตวิญญาณ!” พิมพ์มาดากระแทกเสียงใส่เบาๆ มือเรียวบางกำปากกาในมือแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ แทนไทคงพรุนเป็นรังผึ้งไปนานแล้ว
“ถ้าคุณไม่มีปัญญาจะทำความเข้าใจโครงสร้างหลักและปรัชญาของสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ ก็ถอนตัวออกไปซะเถอะครับ ก่อนที่ผมจะต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างความเละเทะที่คุณพยายามจะยัดเยียดเข้ามาในตึกของผม” แทนไทโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กดเสียงต่ำลงให้ได้ยินกันแค่สองคน แววตาคมปلاบเต็มไปด้วยความถือดีและความเย่อหยิ่งที่แสนน่าหมั่นไส้
พิมพ์มาดาเลือดขึ้นหน้า เธอลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ไถลถอยหลังเกิดเสียงครูดกับพื้นดังสนั่น เรียกความสนใจจากบอร์ดบริหารและท่านประธานใหญ่ที่นั่งเงียบฟังอยู่นานให้หันมามองเป็นตาเดียว แต่เธอกลับไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากผู้ชายปากร้ายตรงหน้า
“พูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไงคะคุณแทนไท? ดูถูกฝีมือฉันเกินไปหน่อยไหม! งานของฉันผ่านการวิเคราะห์และกลั่นกรองมาอย่างดีเยี่ยม ไม่ใช่สักแต่ว่าวาดฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนคนบางคนที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล!”
“ก็นั่นมันสมองของคุณไงครับพิมพ์มาดา... ที่จำกัดอยู่แค่กรอบแคบๆ” แทนไทสวนกลับทันควันอย่างไร้ความปรานี ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโมโหที่ถูกผู้หญิงคนนี้ย้อนศรจนมุม “ถ้าไม่ติดว่าท่านประธานเป็นคนออกปากขอให้คุณเข้ามาช่วยดูอินทีเรียให้ตึกนี้ ผมไม่มีทางเอาชื่อเสียงสถาปนิกดีเด่นสามปีซ้อนมาเสี่ยงกับงานดีไซน์ห่วยๆ ของคุณเด็ดขาด!”
บรรยากาศในห้องประชุมอุณหภูมิลดฮวบลงจนติดลบ ทุกคนในห้องกลั้นหายใจเงียบกริบ ไม่เว้นแม้แต่กรณ์เพื่อนสนิทของฝ่ายชายที่นั่งเอามือกุมขมับด้วยความเหนื่อยหน่ายกับความปากปีจอของเพื่อนรัก ขณะที่ท่านประธานใหญ่ซึ่งเป็นประธานกรรมการบริหารและยังมีศักดิ์เป็น ‘คุณอา’ แท้ๆ ของแทนไท กลับยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก สายตาคมกริบกวาดมองคนทั้งคู่สลับไปมาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ลึกซึ้ง
ก่อนที่สงครามน้ำลายจะลุกลามบานปลายไปมากกว่านั้น ท่านประธานก็ยกมือขึ้นเคาะโต๊ะเบาๆ สองครั้ง เสียงนั้นดึงสติของทุกคนให้กลับมาอยู่ในร่องในรอย
“พอได้แล้ว… เด็กๆ” สุ้มเสียงทรงอำนาจแต่แฝงความเอ็นดูเจือจางดังขึ้น “ฉันไม่ได้เรียกพวกเธอสองคนขึ้นมาเพื่อดูพวกเธอทะเลาะกันเหมือนเด็กอนุแย่งของเล่นนะ”
พิมพ์มาดากลืนน้ำฝาดเหนียวหนืดลงคอ เธอรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วทรุดตัวลงนั่งตามเดิม พยายามซ่อนมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธไว้ใต้โต๊ะ ขณะที่แทนไทเองก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเย่อหยิ่งเช่นเดิม แม้ใบหน้าจะยังคงบึ้งตึงแต่สันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นก็ฟ้องชัดว่าเขากำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อยู่ไม่น้อย
“ในเมื่อพวกเธอต่างคนต่างมั่นใจในแนวคิดของตัวเองนัก…” ท่านประธานกวาดสายตามองหลานชายตัวดีกับมัณฑนากรสาวฝีมือฉกาจด้วยรอยยิ้มพราวระยับ “ฉันก็มีข้อเสนอที่จะยุติข้อพิพาทนี้... แทนไท พิมพ์มาดา ฉันให้เวลาพวกเธออีกหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ในการทำงานร่วมกันอย่าง ‘ใกล้ชิด’ เพื่อปรับแก้แบบแปลนชั้นสามสิบห้าให้เสร็จสมบูรณ์”
“ห๊ะ! ใกล้ชิดเหรอครับ/คะ?!” ทั้งสองคนอุทานออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำสั่งนั้น
“ใช่… ใกล้ชิด” ท่านประธานเน้นเสียงหนักแน่น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏชัดเจนขึ้น “โดยที่แทนไทจะต้องย้ายสำนักงานชั่วคราวลงไปทำงานร่วมกับพิมพ์มาดาที่สตูดิโอออกแบบชั้นสิบห้า และห้ามปฏิเสธเด็ดขาด นี่คือคำสั่งเด็ดขาดจากฉัน ถ้าภายในเจ็ดวันนี้พวกเธอยังตกลงกันไม่ได้ โปรดекต์นี้จะถูกระงับและพวกเธอทั้งคู่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดร่วมกัน!”
สิ้นคำประกาศิตนั้น แทนไทเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ ส่วนพิมพ์มาดาก็แทบอยากจะลมจับคาเก้าอี้ ให้เธอลงไปทำงานร่วมกับสถาปนิกปากร้ายจอมซึนคนนี้ในพื้นที่จำกัดเนี่ยนะ? แค่คิดเธอก็รู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในถ้ำเสือโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากทักท้วงอะไรเพิ่มเติม เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
ก๊อก! ก๊อก!
ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเมื่อประตูห้องประชุมเปิดผางออกอย่างถือวิสาสะ ร่างเพรียวบางในชุดสูทเข้ารูปของมีน เพื่อนสนิทและประชาสัมพันธ์สาวสุดแซ่บของพิมพ์มาดา ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด เธอกวาดสายตามองทุกคนในห้องก่อนจะพุ่งตรงมาที่พิมพ์มาดาแล้วกระซิบเสียงสั่นระรัวที่ทำให้เลือดในกายของมัณฑนากรสาวเย็นเฉียบลงในพริบตา
“พรีม... แก... แย่แล้วล่ะสิ มีคนส่งพัสดุลึกลับจ่าหน้าถึงแกมาที่ออฟฟิศ... และข้างในนั้น... มันมีรูปถ่ายของแกกับคุณแทนไทตอนอยู่ที่ไซต์งานเมื่อคืนนี้... พร้อมกับข้อความขู่ฆ่าที่บอกว่า ‘ระวังตัวไว้ให้ดี นกต่อที่บังอาจแย่งของรักคนอื่น!’”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ หวังว่าจะหลงรักความปากแข็งของสถาปนิกหนุ่มคนนี้เหมือนกับ "เอมเมอรัลด์อายส์" นะคะ
สถาปนิกหน้าตายกับโปรเจกต์หัวใจป่วน•ตอนที่ 2
สงครามน้ำลายในห้องประชุม
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับโปรเจกต์หัวใจป่วน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!