กลิ่นอายของกำยานสุราลัยลอยอบอวลเคล้าคลอไปกับเสียงดีดพิณกู่เจิงแปดสายในตำหนักไท่เหอ แสงเทียนนับร้อยเล่มทาบทับลงบนผืนผ้าไหมปักดิ้นทองของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่จนระยบับระยับดั่งเกล็ดดาวบนผืนน้ำยามราตรี ทว่าภายใต้ความวิจิตรอลังการของงานเลี้ยงต้อนรับราชสำนักในค่ำคืนนี้ กลับเยียบเย็นราวกับถูกรายล้อมด้วยภูเขาน้ำแข็งที่พร้อมจะถล่มลงมาทับถมผู้คนให้จมดิ่งลงสู่ความตายได้ทุกเมื่อ
จ้าวเยว่หมิง ในอาภรณ์ปักลายกระเรียนขาวคาดแถบหยกมันสำปะหลัง นั่งนิ่งสงบอยู่ ณ โต๊ะรับรองลำดับที่สาม สายตาคู่คมกริบดั่งใบมีดซ่อนฝักกวาดมองผ่านม่านโปร่งสีมรกตไปหยุดอยู่ที่บุรุษผู้ประทับอยู่เบื้องสูง—อ๋องเฉินหลง
ใบหน้าของอ๋องเฉินหลงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาอันเป็นเอกลักษณ์ ดวงตาเรียวรีคู่นั้นทอประกายอบอุ่นดั่งพี่ชายผู้แสนดีที่กำลังมองน้องชายร่วมสายโลหิต ทว่าสำหรับเยว่หมิงแล้ว รอยยิ้มนั้นกลับอาบยาพิษร้ายกาจยิ่งกว่าน้ำลายของอสรพิษพันปี
"ดูเหมือนแม่ทัพจ้าวจะเพลิดเพลินกับสุราจันทน์กระจ่างในจอกนั้นเป็นพิเศษนะคะ"
เสียงหวานหยดย้อยแต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมกรดดังขึ้นข้างกาย เยว่หมิงไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นองค์หญิงลี่อิน พระธิดาบุญธรรมของฮองเฮาผู้เป็นสหายสนิทของอ๋องเฉินหลง สตรีผู้นี้มักใช้ความงดงามเย้ายวนมาเป็นเครื่องมืออำพรางความเจ้าเล่ห์เพทุบายเสมอ
"สุราเลิศรสย่อมคู่ควรกับบรรยากาศอันสูงส่งพ่ะย่ะค่ะ... เอ๊ย มิใช่... หม่อมฉันเพียงแต่กำลังคิดว่า ค่ำคืนนี้ช่างเงียบสงบเสียจนน่าประหลาดใจนักเพคะ" เยว่หมิงแกล้งทำเป็นเอ่ยสะดุดเล็กน้อยเพื่อตบตาผู้ที่คอยเงี่ยหูฟังอยู่รอบกาย ก่อนจะเปลี่ยนสรรพนามกลับมาใช้คำราชาศัพท์ได้อย่างแนบเนียน
องค์หญิงลี่อินยกจอกสุราขึ้นจิบพร้อมกับหัวسเราะเบาๆ ในลำคอ "เงียบสงบหรือคะ? เกรงว่าความเงียบนี้จะเป็นเพียงความสงบก่อนที่พายุใหญ่จะพัดพาเอาซากปรักหักพังมาสู่เมืองหลวงต่างหากเล่า ทรงได้ยินข่าวลือเรื่องคลังอาวุธชายแดนเหนือถูกปล้นเมื่อสามวันก่อนหรือไม่ล่ะเพคะ แม่ทัพจ้าว... ผู้ดูแลความมั่นคงเช่นท่าน คงมิได้นอนหลับเพลินจนลืมตรวจตราความเรียบร้อยกระมัง"
คำพูดนั้นไม่ได้มีเพียงความหมายแค่การหยั่งเชิง แต่มันคือการประกาศสงครามทางวาจาต่อหน้าพระพักตร์กลายๆ ท่ามกลางสายตาของขุนนางนับร้อยที่เริ่มหันมาจับจ้อง
ก่อนที่เยว่หมิงจะทันได้เอ่ยคำใดโต้ตอบ ร่างสูงสง่าในชุดฉลองพระองค์สีม่วงเข้มของอ๋องเฉินหลงก็ลุกขึ้นยืน ชายผ้าแพรยาวลากไปกับพื้นศิลาอ่อนพร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ สองครั้ง บรรยากาศภายในตำหนักที่อื้ออึงด้วยเสียงดนตรีพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น
"น้องหมิงกล่าวได้ไม่เลวเลย" อ๋องเฉินหลงทรงพระดำเนินเข้ามาใกล้โต๊ะรับรอง ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเยว่หมิง ระยะห่างเพียงก้าวเดียวทำให้กลิ่นอายอันกดดันแผ่ซ่านเข้าปกคลุมร่างของอดีตแม่ทัพไร้พ่าย "ความสงบมักเปราะบางเสมอ เช่นเดียวกับชีวิตคนเรา... หากก้าวเดินผิดพลาดไปเพียงก้าวเดียว จากจุดสูงสุดก็อาจตกลงสู่หุบเหวที่ไร้ก้นบึ้งได้ในพริบตา ท่านแม่ทัพคิดเช่นนั้นหรือไม่?"
สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันนิ่งสนิท ราวกับมีประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาตรอบตัว ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะหยุดหายใจของขุนนางรอบข้าง เยว่หมิงมิได้แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและงดงามราวกับดอกเหมันต์ที่เบ่งบานกลางหิมะโปรราญ
"ทูลท่านอ๋อง ชีวิตคนเราจะตกต่ำหรือสูงส่ง มิได้อยู่ที่ก้าวเดินผิดพลาดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ..." เยว่หมิงเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลดปล่อยสายตาที่ลึกล้ำดึงดูดใจจนเฉินหลงต้องขมวดคิ้วมุ่น "หากแต่อยู่ที่ว่า... ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความผิดพลาดเหล่านั้น จงใจผลักไส หรือกำลังขุดหลุมพรางรอให้เหยื่อตกลงไปกันแน่ หม่อมฉันเชื่อมาตลอดว่า กฎแห่งกรรมมักยุติธรรมเสมอ ใครทำสิ่งใดย่อมได้รับสิ่งนั้น แม้แต่คนตายที่ฟื้นคืน... ก็ยังกลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมได้เลยมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
สิ้นคำกล่าวนี้ อากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น พระเนตรของอ๋องเฉินหลงไหววูบไปชั่วขณะ ข้อมูลในอดีตที่ควรจะถูกฝังกลบไว้ใต้ดินลึกถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดถึงอย่างหน้าตาเฉย มุมพระ oษฐ์ที่เคยแย้มสรวลบัดนี้เม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง
เฉินหลงจ้องมองสตรีตรงหน้า—ผู้ที่มีใบหน้างดงามสะคราญตาจนน่าหลงใหล แต่กลับแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณของนักล่าที่พร้อมจะขย้ำคอหอยเขาได้ทุกเมื่อ ความรู้สึกตื่นตระหนกที่ถูกกดทับไว้ด้วยอำนาจมานานนับปีเริ่มตีรวนขึ้นมาในอก ชายหนุ่มแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในแววตา
"ท่านแม่ทัพช่างมีจินตนาการกว้างไกลสมกับเป็นวีรบุรุษสนามรบ... เสียดายแต่ว่า เรื่องเล่าเรื่องผีสางหรือคนตายฟื้นคืนนั้น มีไว้หลอกเด็กอมมือเท่านั้น หาใช่ความจริงในโลกแห่งอำนาจไม่" เฉินหลงโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงกระด้างที่ได้ยินกันเพียงสองคน "ระวังตัวให้ดีเถอะแม่ทัพจ้าว สุราในจอกของท่าน... อาจหมดเร็วกว่าที่ท่านคิด"
"ขอบพระทัยในความกรุณาเตือนสติพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะดื่มมันจนหมดหยดสุดท้าย... เพื่อรอวันที่ความจริงเปิดเผย"
เยว่หมิงสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังดั่งค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจศัตรู นางยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากโดยไม่แม้แต่จะหลบสายตาดุดันที่จ้องมองมา ท่ามกลางความระทึกใจที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุดของงานเลี้ยงที่ไม่มีหยดเลือดนี้เอง...
ฉับพลันนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกึกก้องจากนอกตำหนัก พร้อมกับทหารองครักษ์หลวงในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิทกรูเข้ามาล้อมรอบพระตำหนักไท่เหอไว้ทุกด้าน ขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการสีทองอร่ามก้าวเข้ามาด้วยใบซีดเผือด พร้อมกับประกาศเสียงสั่นเครือว่า
"มีพระราชโองการด่วนจากองค์皇帝... ให้ควบคุมตัวบุคคลผู้ต้องสงสัยในคดีกบฏทั้งหมดไว้ทันที!"
ขอขอบพระทัยนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยความระทึกใจในบทนี้นะคะ
---
หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่ฟื้นคืน•ตอนที่ 9
งานเลี้ยงที่ไร้เลือด
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่ฟื้นคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!