หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่ฟื้นคืน•ตอนที่ 8

กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณลอยอบอวลอยู่ภายในห้องหนังสือลับ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสติสัมปชัญญะของจ้าวเยว่หมิงกลับไม่ใช่กลิ่นเหล่านั้น หากแต่เป็นเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบจนเกือบเสีย37จังหวะของ “หลิวซือ” บ่าวไพร่คนสนิทที่เพิ่งผลักบานประตูไม้แกะสลักเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด “เรียนนายท่าน ข่าวลือที่ท่านให้คนกระจายออกไป… ตอนนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสามย่านน้ำแล้วค่ะ!” หลิวซือคุกเข่าลงทันทีเมื่อก้าวเข้ามาถึงกลางห้อง ลมหายใจหอบกระชั้นสะท้อนถึงความตื่นตระหนกที่ยังระงับไว้ไม่อยู่ จ้าวเยว่หมิงยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง ร่างโปร่งในอาภรณ์สีเทาเข้มสะท้อนประกายความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งใต้พื้นน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาดอกท้อคมกริบทอดมองพู่กันในมือที่กำลังลากเส้นอักษรอย่างเชื่องช้าและมั่นคง ราวกับความโกลาหลภายนอกเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ไร้ซึ่งผลกระทบต่อจิตใจอันสงบสงัดของเขา “ตื่นตระหนกไปไย ความโกลาหลเช่นนี้แหละที่จะทำให้ปลาตัวใหญ่ยอมติดเบ็ดด้วยความเต็มใจ” น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าราบเรียบราวดั่งกระแสธารไร้ระลอกคลื่นเอ่ยขึ้น จ้าวเยว่หมิงวางพู่กันลงบนแท่นหินอย่างประณีต ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาบ่าวรับใช้ “เล่ามาซิ ว่าทางฝั่งจวนอ๋องเฉินหลงเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างหลังจากได้ยินข่าวลือเรื่อง ‘หยกโบราณต้องคำสาป’ และ ‘การซ่อนเร้นอาวุธลับยามวิกาล’ นั้น” “เรียนท่าน… ฝ่าบาทและเสนาบดีหลายท่านต่างพากันตื่นตระหนกค่ะ เดิมทีท่านอ๋องเฉินหลงวางแผนจะใช้พิธีบูชาฟ้าดินในอีกสามวันข้างหน้าเพื่อจัดฉากยัด The ฐานความผิดข้อหากบฏให้แก่ตระกูลซ่ง แต่เพราะข่าวลือเรื่องหยกโบราณที่อ้างว่านำพาหายนะมาสู่บัลลังก์ถูกปล่อยออกไปเสียก่อน ตอนนี้ผู้คนต่างจับจ้องไปที่ที่มาของหยกชิ้นนั้น ทำให้แผนการจัดฉากของเขาที่เตรียมทหารลับไว้ล้อมจวนต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว เพราะเกรงว่าหากขยับตัวย่อมตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าขุนนางหัวเก่าที่เชื่อเรื่องลางสังหรณ์เจ้าค่ะ!” มุมปากของจ้าวเยว่หมิงยกย่องขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น หากแต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอันล้ำลึก มนุษย์เรามักหวาดกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นและอำนาจเหนือธรรมชาติ มากกว่าคมดาบที่จ่ออยู่ตรงหน้า อ๋องเฉินหลงใช้เวลาแรมเดือนในการคำนวณหมากทุกตาเพื่อบีบคั้นตระกูลซ่งให้จนมุมด้วยหลักฐานเท็จ ทว่าเขากลับหลงลืมไปว่า ในสนามการเมืองอันมืดมนนี้ “ข่าวลือ” ที่ไร้รูปร่างและไร้หลักฐานที่แน่ชัด กลับทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่นนาย เพราะมันกัดกินความน่าเชื่อถือจากภายใน ทำให้พันธมิตรระแวงกันเอง และบีบให้ผู้ถือไพ่เหนือกว่าต้องเป็นฝ่ายเดินเกมพลาดด้วยความร้อนรน “เขาคิดว่าตนเองเป็นผู้กุมหมากกระดานนี้ไว้ทั้งหมด แต่หารู้ไม่ว่า… ข้าเพียงแค่เปลี่ยนกฎกติกาบนกระดานเสียใหม่” จ้าวเยว่หมิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายเสื้อคลุมยาวลากผ่านพื้นผิวไม้ขัดมัน ส่งเสียงเสียดสีเบาหอดั่งเสียงกระซิบของภูตผี “เตรียมรถม้า เราจะไปเยี่ยมเยียน ‘สหายเก่า’ ที่จวนอ๋องเสียหน่อย ในเมื่อเขาอุตส่าห์เตรียมงิ้วฉากใหญ่ไว้ต้อนรับ ข้าที่เป็นแขกผู้มีเกียรติย่อมต้องไปร่วมชมการแสดงด้วยตนเอง” ณ จวนอ๋องเฉินหลง บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ตึงเครียดจนแทบจะใช้มือตัดได้ ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างของอ๋องเฉินหลงผู้ทรงอำนาจ พระเนตรคมกลาบวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนากำถ้วยชาหยกจนแตกละเอียด คราบน้ำชาสีชาดผสมเศษกระเบื้องบาดลึกฝังลงในฝ่ามือ หยดเลือดสีสดไหลรินลงตามเรียวนิ้ว ทว่าเจ้าตัวกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย “ไอ้สวะหน้าไหนมันบังaniอาจปล่อยข่าวลือเรื่องหยกโบราณออกไป!” เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องจนเหล่าองครักษ์และกุนซือประจำจวนต่างพากันคุกเข่าลงตัวสั่นเทา “แผนการที่ข้าเพียรพยายามเตรียมการมาแรมปี ต้องมาสะดุดลงเพราะข่าวลือลมๆ แล้งๆ เพียงชิ้นเดียวเนี่ยนะ!” “ท่านอ๋อง โปรดระ24โทสะก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” กุนซือเฒ่าผู้มีเคราสีดอกเลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ตอนนี้แม้ข่าวลือจะยังไม่มีหลักฐานมัดตัว แต่พวกขุนนางฝ่ายกลางเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วว่า เหตุใดจึงมีข่าวลือเรื่องหยกต้องคำสาปหลุดออกมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่กองกำลังลับของเราเคลื่อนไหว หากเรายังดันทุ้งจัดฉากตามแผนเดิม เกรงว่าอาจจะเข้าทางผู้ไม่หวังดีที่คอยดักรอจังหวะตลบหลังเราอยู่พ่ะย่ะค่ะ” อ๋องเฉินหลงกัดฟันกรอด ความแค้นเคืองสุมแน่นอยู่ในอกจนหายใจแทบไม่ทั่วท้อง เขาเป็นผู้รอบคอบมาตลอด ไม่เคยปล่อยให้ช่องโหว่ใดเล็ดลอดสายตา แล้วเหตุใด… เหตุใดจู่ๆ จึงมีมือที่สามเข้ามารlบกวนหมากกระดานนี้ได้อย่างแนบเนียนเช่นนี้ ในจังหวะนั้นเอง เสียงรายงานจากหน้าประตูก็ขัดจังหวะความเดือดดาลขึ้น “ท… ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพจ้าวเยว่หมิง… ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!” ความเงียบงันปกคลุมห้องโถงทันที อ๋องเฉินหลงชะงักกึก ดวงตาคมกวาดมองไปที่กุนซือเฒ่าแวบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันที จ้าวเยว่หมิง… เจ้าหนูตายยากผู้นั้น กล้ามาเหยียบถึงถิ่นของเขาในยามที่เขากำลังเดือดดาลถึงขีดสุดเช่นนี้ ช่างเป็นการรนหาที่ตายอย่างแท้จริง! “ให้มันเข้ามา” อ๋องเฉินหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดั่งขุมนรก พร้อมกับสะบัดมือให้บ่าวไพร่เก็บกวาดเศษกระเบื้องและหยดเลือดบนพื้นอย่างรวดเร็ว ประตูไม้บานใหญ่เปิดออก เผยให้เห็นร่างโปร่งระหงในชุดสีเทาเข้มก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง สีหน้าของจ้าวเยว่หมิงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองสภาพห้องโถงที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายความตึงเครียด ก่อนจะหยุดลงที่มือข้างที่โชกเลือดของอ๋องเฉินหลง “ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวเยว่หมิงประสานมือคำนับอย่างงดงามตามธรรมเนียมราชสำนัก ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยกลับราบเรียบจนน่าขนลุก “ดูท่าทางท่านอ๋องจะมีเรื่องกลัดกลุ้มพระCaiไม่น้อย ถึงกับทำให้ถ้วยชาทรงคุณค่าต้องแตกละเอียดคามือเช่นนี้” อ๋องเฉินหลงหรี่ตาลงจ้องมองผู้มาเยือนเขม็ง รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับเสือร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ “แม่ทัพจ้าว… เจ้าช่างว่างงานเสียจริงนะ ถึงได้มีเวลามาเดินเล่นในจวนของข้าในยามวิกาลเช่นนี้ หรือว่า… เจ้าไม่ได้มาเดินเล่น แต่ตั้งใจมาดูความพินาศของแผนการบางอย่างกันแน่?” บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความกดดันอันมหาศาล สายตาของสองบุรุษผู้ทรงภูมิปัญญาและเต็มไปด้วยความแค้นฝังหุ่นประสานกันกลางอากาศ ราวกับมีประกายไฟปะทุขึ้นทุกครั้งที่ลมหายใจปะทะกัน จ้าวเยว่หมิงไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะน้ำชาอีกก้าวหนึ่งอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ซ่อนความคมคายไว้เบื้องหลัง “กระหม่อมเพียงแต่ได้ยินข่าวลือแปลกประหลาดเกี่ยวกับหยกโบราณและภัยพิบัติทางราชสำนัก จึงเกรงว่าท่านอ๋องผู้ทรงปรีชาอาจจะกำลังทรงกังวลพระทัยกับเรื่องไร้สาระเหล่านี้ จนอาจทำให้พลาดพลั้งในการเดินหมากสำคัญ… กระหม่อมในฐานะข้าราชบริพารผู้จงรักภักดี จึงต้องรีบมาช่วย ‘ถางทาง’ ให้พระองค์อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ” คำพูดกำกวมที่แฝงความนัยอย่างเปิดเผยทำให้อ๋องเฉินหลงถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงด้วยความหวาดระแวงขั้นสุดยอด ความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ในหัวราวกับพายุหมุน—หรือว่า… ข่าวลือทั้งหมดจะเป็นฝีมือของคนตรงหน้าผู้นี้! ในขณะที่เกมจิตวิทยากำลังดำเนินมาถึงจุดแตกหัก และอ๋องเฉินหลงกำลังจะเอ่ยปากคาดคั้นความจริง จู่ๆ ขันทีรับใช้คนสนิทขององค์รัชทายักษ์ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับราชโองการลับสีทองประทับตราหยกหลวง ที่ถูกส่งตรงมาถึงมือของอ๋องเฉินหลงท่ามกลางความเงียบงันของทุกคนในห้องโถง! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะคะ --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยความระทึกใจในบทนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่ฟื้นคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%