กลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มยี่สิบปีลอยอวลอยู่เบื้องหน้า เจือด้วยกลิ่นหอมเย็นของหมึกจีนชั้นดีที่เพิ่งฝนเสร็จใหม่ๆ จ้าวเยว่หมิงป้องปลายนิ้วเรียวผอมเสมือนกิ่งเหมันต์เข้าหากัน รอยยิ้มจางจัดประดับอยู่ที่มุมปาก ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
กระดานหมากล้อมสีดำสลับขาวตรงหน้า คือภาพจำลองของสงครามการเมืองในราชสำนักที่กำลังจะอุบัติขึ้นในอีกไม่กี่ลมหายใจ หมากสีขาวตัวหนึ่งถูกหนีบไว้ระหว่างนิ้วนางกับนิ้วกลางของนาง—มันคือหมากที่ในอดีตชาตินางเคยเดินพลาด จนนำพาตระกูลจ้าวไปสู่ความพินาศย่อยยับ แต่ทว่าในยามนี้… รอยแยกบนกระดานกลับถูกพลิกผันด้วยกลยุทธ์ที่ลึกล้ำยิ่งกว่า
"คุณหนูเจ้าคะ… องค์ชายสามเสด็จมาถึงหน้าเรือนแล้วเจ้าค่ะ"
เสียงกระซิบอันสั่นเทาของลี่อิน สาวรับใช้คนสนิทดังขึ้นทำลายความเงียบงัน จ้าวเยว่หมิงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงวางหมากสีขาวลงบนจุด 'เทียนหยวน' ใจกลางกระดานด้วยจังหวะจะโคนมั่นคง ไร้ซึ่งความลังเลดั่งเช่นสตรีในห้องหอทั่วไป
"ให้เขาเข้ามาเถอะค่ะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังรอคอยการมาเยือนของสหายสนิท หาใช่บุรุษผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่สามารถสั่งประหารใครสักคนได้เพียงแค่ดีดนิ้ว
ประตูไม้แกะสลักลายวิจิตรถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีครามเข้มก้าวเข้ามา กลิ่นอายความเย่อหยิ่งและรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาที่สวมหน้ากากไว้เป็นนิจปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าหล่อเหลานั้น—อ๋องเฉินหลง บุรุษผู้ซ่อนคมดาบไว้ภายใต้รอยยิ้มดั่งพระโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งเคยเหยียบย่ำหัวใจและศักดิ์ศรีของนางจนไม่เหลือชิ้นดีในชาติภพก่อน
"เยว่หมิง... เจ้ายังคงหมกมุ่นอยู่กับการเล่นหมากล้อมคนเดียวเช่นนี้อีกแล้วหรือ" สุ้มเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังเอื้อnเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ร่างสูงทรุดกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างคุ้นเคย ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจใบหน้างดงามของนางด้วยความรู้สึกซับซ้อน—มีความปรารถนา มีความระแวง และมีความทะเยอทะยานที่ซ่อนเร้นไว้ลึกซึ้ง
จ้าวเยว่หมิงเงยหน้าขึ้นสบตา เข็มพิษนับพันเล่มในความทรงจำกรีดแทงหัวใจนางจนชาดิ่ง แต่นางกลับซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้มบางเบาที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้งในยามเหมันต์ นางรินชาลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ด้วยกิริยาชดช้อยไร้ที่ติ ก่อนจะเลื่อนไปเบื้องหน้าเขา
"หม่อมฉันเพียงแต่กำลังคิดทบทวน... ว่าหมากบางตัว หากรู้ว่าเป็นหมากตาย เหตุใดจึงยังดึงดันจะเดินต่อให้เสียกระดานเล่าเพคะ" นางเอ่ยพลอยยิ้มเยาะอยู่ในที
อ๋องเฉินหลงชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากของเขาแข็งค้างไปชั่วพริบตา ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นริ้วขึ้นในอก "วาจาของเจ้าวันนี้ช่างคมคายนկนัก เยว่หมิง... หรือว่าเจ้ายังโกรธเรื่องงานเลี้ยงอภิเษกสมรสเมื่อเดือนก่อนที่หม่อมฉันไม่ได้แวะมาหา?"
งานเลี้ยงอภิเษกสมรส... ค่ำคืนที่ตระกูลจ้าวถูกบีบให้ต้องแสดงความจงรักภักดีด้วยการส่งมอบกองกำลังครึ่งหนึ่งให้อ๋องเฉินหลง และเป็นค่ำคืนที่นางถูกวางยาพิษอย่างช้าๆ จนหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะต่อ
จ้าวเยว่หมิงซ่อนมือที่กำแน่นไว้ใต้แขนเสื้อจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อเรียกสติ นางกะพริบตาช้าๆ ไล่ไอสังหารที่พลุ่งพล่านขึ้นมาให้ออกไปจากแววตา ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ
"หม่อมฉันมิกล้าบังAอาจถึงเพียงนั้นเพคะ องค์ชายสามทรงมีราชกิจใหญ่หลวงย่อมต้องมาก่อนเรื่องในเรือนหลังอยู่แล้ว... อีกอย่าง หม่อมฉันตระหนักดีว่าตำแหน่งพระชายารองนี้ มีค่าคู่ควรเพียงใด" น้ำเสียงของนางเจือความประชดประชันอย่างแนบเนียน จนอ๋องเฉินหลงต้องหรี่ตาลงพิจารณานางใหม่อีกครั้ง
สตรีตรงหน้ามิได้ดูอ่อนแอและโง่งอมดั่งเช่นวันวาน แววตาคู่นั้นลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง ทว่าไร้ซึ่งร่องรอยความรักใคร่เทิดทูนที่นางเคยมีให้เขาอย่างสิ้นเชิง มันคือความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว... ความว่างเปล่าของผู้ที่มองทะลุปรุโปร่งถึงจุดจบของทุกสิ่ง
"เจ้าเปลี่ยนไปมากนะ เยว่หมิง" อ๋องเฉินหลงเอ่ยเสียงต่ำ โน้มกายเข้าหาโต๊ะน้ำชาช้าๆ ราวกับพยายามจะค้นหาความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหน้านั้น "หรือมีผู้ใดเป่าหูเจ้า... เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทในอีกไม่กี่วันข้างหน้า?"
กับดักแรกถูกโยนลงมาแล้ว...
ในอชาติก่อน เขายกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อทดสอบความภักดีของตระกูลจ้าว และบีบให้นางต้องไปโน้มน้าวท่านพ่อ (แม่ทัพใหญ่จ้าวหย่ง) ให้ยอมมอบตราประทับกองทัพพิทักษ์ชายแดนเพื่อแลกกับความปลอดภัยของตระกูล แต่วันนี้... นางจะไม่ยอมเดินลงไปในหลุมพรางที่เขาขุดไว้อีกเป็นอันขาด
จ้าวเยว่หมิงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ รสชาติขมปร่ากระจายอยู่ทั่วปลายลิ้น นางวางถ้วยลงบนโต๊ะด้วยเสียงกระทบเบาๆ ที่ดังก้องกังวานในความเงียบ
"เรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ย่อมเป็นพระราชวินิจฉัยของฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีในห้องหอ ไร้ความรู้ความสามารถเรื่องบ้านเมือง ย่อมไม่กล้าก้าวก่ายเพคะ... แต่อีกด้านหนึ่ง หม่อมฉันกลับได้ยินข่าวลือที่น่าสนใจยิ่งกว่า" นางเว้นจังหวะ ปล่อยให้สายตาดุดั่งเหยี่ยวของอ๋องเฉินหลงรอคอยคำตอบ ก่อนจะแย้มยิ้มเยือกเย็น "ข่าวลือที่ว่า... มีคนพบเห็นคนสนิทของท่านอ๋อง ลักลอบติดต่อกับพวกกบฏเผ่าทางเหนือเมื่อสามวันก่อน"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางห้องโถง อ๋องเฉินหลงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สีหน้าที่เคยแย้มยรมาด้วยความใจดีพลันมืดมนลงดั่งเมฆฝน ทbแววตาฉายแววสังหารดิบเถื่อนออกมาอย่างปิดไม่มิด
บรรยากาศรอบตัวพลันกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าจ้าวเยว่หมิงกลับนั่งนิ่งราวกับรูปสลัก นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลด้วยรอยยิ้มที่ท้าทายที่สุดในชีวิต
อ๋องเฉินหลงก้มลงมองหน้าหญิงสาวที่เขากุมชะตากรรมไว้ในมือมาตลอด มือหนายื่นออกไปหมายจะบีบปลายคางมนของนางให้เงยขึ้นรับฟังคำคาดคั้น ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วของเขาห่างจากผิวแก้มนางเพียงไม่กี่เซนติเมตร เสียงเคาะประตูจังหวะรัวเร็วและเสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากด้านนอกเรือน
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงองครักษ์คนสนิทตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก "ราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษร... ฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกตัวท่านอ๋องเข้าเฝ้าเป็นการด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!"
อ๋องเฉินหลงชะงักมือที่ค้างกลางอากาศ เขากัดกรามแน่นจนสันกรามปูดโปน ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งมาที่จ้าวเยว่หมิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่า... หมากบนกระดานตานี้ ได้ถูกนางชิงเดินตัดหน้าไปเสียแล้ว
จ้าวเยว่หมิงแย้มยิ้มบางเบา ยื่นมือเรียวออกไปคีบหมากสีดำขึ้นมาหนึ่งตัว แล้ววางลงข้างๆ หมากสีขาวของเขาอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว
"รีบไปเถอะเพคะท่านอ๋อง... อย่าให้ฝ่าบาทต้องรอนานเลย มิฉะนั้น หมากตัวสำคัญบนกระดานนี้ อาจจะหลุดลอยจากมือท่านไปตลอดกาล"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและล้างแค้นไปกับกลยุทธ์อันล้ำลึกของจ้าวเยว่หมิงนะคะ
หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่ฟื้นคืน•ตอนที่ 2
หวนคืนสู่บทละครที่รู้ตอนจบ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่ฟื้นคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!