กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของกระดาษสมุดบัญชีเก่าคร่ำคร่า แผ่ซ่านตลบอบอวลอยู่ทั่วห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ ราวกับกลิ่นอายของซากศพที่ถูกฝังกลบไว้ใต้พื้นดินมานานนับปี ทว่าบัดนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานต่อหน้าต่อตา
จ้าวเยว่หมิงมิได้ขยับกายแม้แต่น้อย นางเพียงปรายหางตามองกระดาษแผ่นนั้น—จดหมายลับที่ประทับตราประทับสีชาดของกรมคลัง ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่นางเพิ่งลักลอบนำออกมาจากหอสมุดหลวงเมื่อยามสามที่ผ่านมา ไฉนเลยมันจึงมานอนสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงานของอ๋องเฉินหลงผู้ปรีชาสามารถเช่นนี้ได้เล่า?
นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ... และมันไม่ใช่ความผิดพลาดของนางอย่างแน่นอน
“ดูท่าทาง... แม่นางจ้าวจะยังคงประหลาดใจไม่น้อยนะคะ”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มราวกับเสียงขลุ่ยหยกเอื้อnเอ่ยขึ้น เบื้องหลังรอยแย้มสรวลที่ฉาบอยู่บนริมฝีปากของอ๋องเฉินหลงนั้นซ่อนคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนลำคอของเหยื่อได้ทุกเมื่อ พระองค์ทรงโน้มพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีจดจ้องร่างระหงในชุดบุรุษสีเข้มอย่างพิจารณา “การลักลอบเข้าออกคลังหลวงไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะทำได้ หากแต่เป็นฝีมือของอดีตแม่ทัพผู้เคยนำทัพฝ่าค่ายกลศัตรูมาแล้ว... น่าเสียดายนัก ที่ความสามารถอันล้ำเลิศนี้ กลับต้องมาสูญเปล่ากับการปกป้องชื่อเสียงอันเน่าเฟะของบิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว”
คำว่า ‘เน่าเฟะ’ นั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของจ้าวเยว่หมิงราวกับคมดาบที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่า บิดาของนาง—ท่านอ๋องจ้าวผู้จงรักภักดี—ต้องจบชีวิตลงด้วยข้อหาทรยศต่อแผ่นดิน ทรัพย์สินถูกริบ ชื่อเสียงถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี ทั้งหมดก็เพราะแผนการชั่วช้าที่ถูกถักทอขึ้นในวังหลวงแห่งนี้โดยฝีมือของบุรุษที่กำลังแย้มสรวลอยู่เบื้องหน้านางในยามนี้
แต่นางในวันนี้ไม่ใช่จ้าวเยว่หมิงผู้โง่เขลาในอดีตอีกต่อไปแล้ว
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้มีศักดิ์เป็นถึงพระราชโอรสองค์โต ดวงตาคู่คมกริบไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายแสงสีนิลที่ลึกล้ำดึงดูดและอันตรายยิ่งกว่าห้วงมหาสนิท
“ท่านอ๋องทรงตรัสสิ่งใด หม่อมฉันย่อมโง่เขลาเบาปัญญาเกินกว่าจะเข้าใจเพคะ” นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามั่นคงกังวาน ราวกับเสียงระฆังสำริดที่กระทบกันในยามวิกาล “กระดาษแผ่นนั้นจะเป็นของกรมคลังหรือของสุนัขข้างถนน หม่อมฉันหาได้ใส่ใจไม่ สิ่งเดียวที่หม่อมฉันสนใจในยามนี้ คือความยุติธรรมที่ถูกฝังกลบเอาไว้ใต้กองดินต่างหากเล่าเพคะ”
อ๋องเฉินหลงทรงชะงักไปชั่วขณะ รอยแย้มสรวลบนพระพักตร์ค่อยๆ เลือนหายไป กล “เจ้ากล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับเรา?”
“หม่อมฉันมิได้ต่อปากต่อคำ แต่หม่อมฉันกำลังทวงถามความจริงต่างหากเพคะ” จ้าวเยว่หมิงก้าวเท้าเข้าหาโต๊ะทรงอักษรทีละน้อย นางไม่ได้ถอยหนีแม้แต่น้อยยามที่อณูบรรยากาศรอบตัวเริ่มกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ชุดคลุมผ้าแพรปักลายเมฆสีเงินไหวตามจังหวะการก้าวเดิน สง่างาม เยือกเย็น และดุดัน “ท่านอ๋องทรงใช้แผนการสกปรกใส่ร้ายบิดาของหม่อมฉันเมื่อสามปีก่อน เพื่อแย่งชิงตราพยัคฆ์พิทักษ์ชายแดน... ท่านคิดว่าความลับนี้จะถูกซ่อนไว้ได้ตลอดกาลอย่างนั้นหรือเพคะ?”
“สามหอง!” อ๋องเฉินหลงทรงตบโต๊ะเสียงดังสนั่น แจกันหยกขาวที่ตั้งอยู่ริมขอบสะเทือนไหวจนเกือบจะร่วงหล่น ทว่าจ้าวเยว่หมิงกลับยืนนิ่งสนิท ราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ไร้ความรู้สึก
“ท่านอ๋องกริ้วแล้วเพคะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเย้ยหยันอยู่ในที “ความจริงมักจะทำให้ผู้มีชะตาสูงส่งเช่นท่านรู้สึกร้อนรุ่มเสมอ... เอกสารฉบับนี้ที่หม่อมฉันถืออยู่หาใช่ต้นฉบับไม่ ต้นฉบับที่แท้จริง บัดนี้คงเดินทางไปถึงมือของเสนาบดีหลิวและเหล่าขุนนางอาวุโสในราชสำนักเรียบร้อยแล้วกระมังเพคะ”
พระเนตรของอ๋องเฉินหลงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น—ก่อนที่พระองค์จะทรงหัวร่อออกมาเสียงต่ำ ทว่าแฝงไว้ด้วยไอสังหารที่รุนแรงถึงขีดสุด “เจ้าคิดว่าแผนการตื้นๆ เช่นนี้จะล้มล้างเราได้จริงหรือ? เจ้าเด็กโง่... เจ้าคิดว่าเสนาบดีหลิวที่เจ้าอ้างถึง ป่านนี้ยังจะมีชีวิตอยู่เพื่อเปิดอ่านจดหมายของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
หัวใจของจ้าวเยว่หมิงกระตุกวูบ ทว่าใบหน้ายังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้อย่างแนบเนียน
“ท่านหมายความว่าอย่างไรเพคะ...” นางถาม เสียงของนางเริ่มมีร่องรอยความระแวงระวัง
“หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ?” อ๋องเฉินหลงทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายสูงโปร่งสง่างามก้าวเข้ามาประชิดร่างบางอย่างรวดเร็วจนเกือบจะแนบชิด พระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปคว้าคางสลักเสลาของนางไว้ด้วยความรุนแรง บังคับให้นางต้องเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม “ข้ารอให้เจ้าขโมยเอกสารชิ้นนี้ออกมาจากคลังหลวง ก็เพื่อจะใช้มันเป็นข้ออ้างในการกวาดล้างพรรคพวกของเจ้าให้สิ้นซากในคราวเดียวยังไงเล่า! ทุกย่างก้าวของเจ้า... ล้วนอยู่ในฝ่ามือของเราทั้งสิ้น, จ้าวเยว่หมิง!”
ความจริงกระแทกเข้าใส่ความรู้สึกของนางอย่างจัง นี่ไม่ใช่การที่นางลักลอบเข้ามาสืบความลับได้สำเร็จ... แต่นางเดินเข้ามาติดกับดักที่เขาวางไว้ตั้งแต่แรกต่างหาก!
เพลิงแค้นที่เคยถูกสะกดกลั้นไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุม บัดนี้ลุกโชนขึ้นแผดเผาจิตใจจนแทบแหลกสลาย แต่นางไม่มีเวลามาเสียใจหรือร่ำไห้ ศัตรูอยู่ตรงหน้าแล้ว และทางเดียวที่จะรอดคือการเดิมพันด้วยลมหายใจและศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี!
“ท่านมันปีศาจ...” จ้าวเยว่หมิงเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดำขลับวาวโรจน์ด้วยความเกลียดชังที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด
“ปีศาจหรือ?” อ๋องเฉินหลงแย้มสรวลเหี้ยมเกรียม พระองค์ทรงโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ข้างแก้มนวล “ในราชสำนักนี้ มีใครบ้างที่ไม่ใช่ปีศาจ? เจ้าเองก็เช่นกัน... เยว่หมิง เจ้าคิดว่าเจ้าบริสุทธิ์ผุดผ่องนักหรือไร?”
ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ นั้นเอง...
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นมาจากระเบียงด้านนอก ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบที่กำลังพุ่งตรงมายังห้องทรงอักษรแห่งนี้!
อ๋องเฉินหลงขมวดพระพักตร์ลงทันที ทรงละมือออกจากคางของนางแล้วหันพระพักตร์ไปมองยังประตูด้านนอกด้วยความฉงน ขณะที่จ้าวเยว่หมิงเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนสี นางรู้ดีว่าคนของอ๋องเฉินหลงถูกวางกำลังไว้แน่นหนา ไฉนจึงมีเสียงการต่อสู้เล็ดลอดเข้ามาได้?
ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะถูกเขียนขึ้นในค่ำคืนนี้... ทว่าไม่ใช่ด้วยฝีมือของอ๋องเฉินหลง และไม่ใช่ตามแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้
*ปัง!*
ประตูไม้สักทองบานใหญ่ถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันมหาศาล ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พร้อมกับร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา... ท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาล บุคคลปริศนาผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น พร้อมกับโยนวัตถุบางอย่างกลิ้งหล่นลงแทบเท้าของอ๋องเฉินหลง
มันคือป้ายคำสั่งประจำกองกำลังลับของวังหลวง... ที่เปื้อนเลือดสดๆ ร้อนๆ!
ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในหมากเกมนี้ด้วยกันนะคะ
หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่ฟื้นคืน•ตอนที่ 11
เดิมพันด้วยศรัทธา
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายกับคนตายที่ฟื้นคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!