เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 4

สมรภูมิในห้องทำงาน

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสนิทถูกกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสเสียงดังสนั่น จนรอยกาแฟอุ่นกรุ่นในแก้วกระฉอกไหว รินรดาไม่แม้แต่จะสะดุ้ง เธอยังคงนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีสงบนิ่ง ปลายนิ้วเรียวสวยภายใต้เล็บเจลสีนู้ดเรียบหรูยังคงจรดอยู่บนหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อตรวจทานแบบร่างเครื่องประดับคอลเลกชันใหม่ล่าสุดอย่างไร้ความเร่งรีบ ราวกับว่าบุรุษผู้ยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงฝุ่นผงไร้ค่าที่เธอไม่จำเป็นต้องปรายตามอง "คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจและเย็นชาจนเสียดแทงหัวใจเธอในอดีต บัดนี้กลับเจือไปด้วยร่องรอยความหงุดหงิดที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง รวิศขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ดวงตาคมกริบจ้องมองอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกหลากหลายที่เขาเองก็ไม่อาจนิยาม—ความฉุนเฉียว ความคุ้นเคย และบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้นที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจเขาอย่างเงียบเชียบ รินรดายอมละสายตาจากหน้าจอช้าๆ เธอยกยมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นเช่นเดียวกับแววตาคู่สวยที่ว่างเปล่า "เกมหรือคะคุณรวิศ... ดิฉันไม่ได้ว่างงานขนาดนั้นหรอกค่ะ โครงการร่วมทุนระหว่าง 'Lalin Gems' กับ 'Visarut Holding' เป็นเรื่องธุรกิจล้วนๆ และดิฉันก็คิดว่าข้อเสนอทางกฎหมายที่เราเพิ่งส่งไปนั้น ยุติธรรมและรอบคอบที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่ายแล้ว" "ยุติธรรม?" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าประชิดโต๊ะทำงานจนรินรดาต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อย แม้ระยะห่างจะลดลงจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายคุ้นจมูก กลิ่นไม้ซีดาร์ผสมความเยือกเย็นที่เคยทำให้เธอหลงใหล แต่วันนี้มันกลับทำให้เธอรู้สึกเพียงแค่ 'น่ารังเกียจ' "คุณเล่นแง่บีบให้ฉันต้องมาเซ็นสัญญาด้วยตัวเองถึงที่นี่ ทั้งที่คุณรู้ดีว่าทีมกฎหมายจัดการแทนได้... คุณต้องการอะไรกันแน่ รินรดา อยากแก้แค้น อยากเหยียบย่ำศักดิ์ศรีฉันให้สมกับที่ฉันเคยโง่เง่าใส่คุณในอดีตอย่างนั้นหรือ" รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพชจนรวิศต้องชะงัก เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้จะตัวเล็กกว่าเขา แต่ท่าทีที่เชิดขึ้นและแววตาที่เด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้า ทำให้เธอดูสง่างามและทรงพลังยิ่งกว่าผู้บริหารชายคนไหนที่เขาร่วมงานด้วย "คุณเข้าใจผิดมหันต์เลยค่ะคุณรวิศ..." รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกทุกพยางค์ เธอย่างสามขุมเข้าไปใกล้เขา จนแผ่นอกของเขากลือบจะชิดกับปลายจมูกรั้น "ดิฉันไม่ได้ว่างพอที่จะมานั่งคิดเรื่องแก้แค้นคุณหรอกนะคะ เพราะสำหรับดิฉันแล้ว... คุณในตอนนี้ ก็เป็นแค่ 'คู่ค้าทางธุรกิจ' ที่ไม่มีค่าพอให้ดิฉันต้องเสียเวลาใส่ใจความรู้สึกด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องที่ต้องเจอหน้ากันบ่อยๆ มันเป็นเพราะผลประโยชน์บังคับ ไม่ใช่เพราะดิฉันโหยหาความหลังเหมือนที่คุณกำลังแสดงออกอยู่ตอนนี้หรอกค่ะ" คำพูดแทงใจดำนั้นทำ Rวิศ ชาวาบไปทั้งร่าง หัวใจในอกกระหน่ำเต้นด้วยความเจ็บปวดที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับจากผู้หญิงที่เคยนั่งรอเขาอยู่ที่บ้านอย่างไร้ปากเสียง ภาพจำของรินรดาในอดีต—ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่สวมผ้ากันเปื้อน ยิ้มรับความเย็นชาของเขาด้วยความเจ็บปวด ซ้อนทับขึ้นมากับภาพหญิงสาวตรงหน้า ผู้หญิงที่เฉิดฉาย เย่อหยิ่ง และเข้มแข็งจนน่ากลัว ผู้หญิงที่เขาเป็นคนผลักไสออกไปจากชีวิตด้วยมือของตัวเอง มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าข้อมือเรียวของเธอเพื่อยื้อยุดถามความจริงบางอย่าง แต่รินรดากลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างรวดเร็วดราวกับปฏิกิริยาอัตโนมัติ พร้อมกับปัดมือเขาออกอย่างไร้เยื่อใย "กรุณารักษาระยะห่างด้วยค่ะ เราอยู่ในห้องทำงาน และสถานะของเราตอนนี้ ไม่ควรมีเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง" เธอเตือนเสียงเรียบ ใบหน้าสวยเชิ่ดขึ้นอย่างถือดี รวิศสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อระงับอารมณ์พลุ่งพล่านที่ตีรวนขึ้นมา ดวงตาคมเข้มจับจ้องริมฝีปากอิบอิ่มที่เคยเป็นของเขา เคยลิ้มลองความหวานล้ำมานับครั้งไม่ถ้วน ความทรงจำอันเร่าร้อนในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวจนลมหายใจของเขาสะดุด ความปรารถนาอันดิบเถื่อนพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เมื่อเห็นท่าทีดื้อรั้นและไม่ยอมสยบให้เขาเหมือนเก่า มันกลับปลุกเร้าสัญชาตญาณนักล่าในตัวเขาให้ตื่นขึ้นอย่างบ้าคลั่ง "ถ้าเราพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง..." เสียงของรวิศเปลี่ยนเป็นแหบพร่าและต่ำลง ร่างสูงก้าวเข้าไปรวบเอวคอดกิ่วของเธอไว้ด้วยความเร็วที่รินรดาไม่ทันตั้งตัว แรงปะทะทำให้แผ่นหลังบางแนบชิดกับผนังห้องกระจกเย็นเฉียบ ขณะที่รวิศกักตัวเธอไว้ด้วยท่อนแขนแข็งแกร่งทั้งสองข้าง "งั้นเรามาคุยกันด้วยวิธีอื่นดีไหม... วิธีที่เราเคยเข้าใจกันดีที่สุด" "คุณรวิศ! ปล่อยนะ!" รินรดาตื่นตระหนก เลือดในกายสูบฉีดด้วยความโกรธ เธอพยายามทุบตีไหล่กว้างและดิ้นรนขัดขืน แต่แรงอันน้อยนิดเทียบไม่ได้เลยกับแรงของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยอารมณ์คุกกรุ่น "ปล่อยเหรอ? หึ..." รวิศก้มลงกระซิบชิดริมหู ใบหน้าคมคายซุกไซร้สูดดมกลิ่นกายหอมละมุนที่เขาโหยหามาแรมปี ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหงจนเธอย่นคอด้วยความสั่นสะท้าน "คุณต่างหากที่เป็นคนดึงฉันเข้าสู่เกมนี้ รินรดา... คุณอยากลองดีกับฉันเอง อย่าหาว่าฉันรังแกก็แล้วกัน" ริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมาปิดกั้นเสียงปฏิเสธของเธอทันที รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แรงจูบที่ทั้งดุดัน เรียกร้อง และเต็มไปด้วยความโหยหาถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ความคุ้นเคยและรสสัมผัสที่เธอเคยฝังกลบมันไว้ในส่วนลึกของความทรงจำกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความเร่าร้อนอันเอาแต่ใจ มือหนาข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือหัวตรึงไว้ด้วยมือเดียว ขณะที่มืออีกข้างสอดเข้าไปใต้เสื้อสูทเนื้อดี ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนนุ่มผ่านเนื้อผ้าจนเกิดกระแสไฟฟ้าวาบหวามแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอพยายามเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อปฏิเสธสัมผัสอันจาบจ้วง แต่รวิศกลับใช้นิ้วเรียวบีบพวงแก้มของเธอให้เผยอออก ก่อนจะฉกฉวยความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่ทั้งดุดันและร้อนรุ่มค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป เมื่อความรู้สึกโหยหาที่อัดอั้นมานานนับปีเริ่มครอบงำ รินรดากัดฟันกรอด น้ำตาแห่งความคับแค้นใจเอ่อคลอเบ้า เมื่อเธอยังคงพ่ายแพ้ให้กับร่างกายทรยศที่ตอบสนองต่อสัมผัสของเขาอย่างน่าสมเพช ในวินาทีที่สติของทั้งคู่กำลังจะหลุดลอยไปกับเปลวเพลิงแห่งความเสน่หาที่โหมกระหน่ำ เสียงเคาะประตูก็กระแทกเข้ามาดึงสติของรินรดาให้กลับคืนมาอย่างเฉียบพลัน! "ท่านประธานคะ เอกสารด่วนจากบอร์ดบริหารค่ะ... ต้องให้เซ็นเดี๋ยวนี้—" เสียงของเลขาหนุ่มหน้าห้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูที่กำลังจะเปิดออก! รวิศผละริมฝีปากออกอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดสุดขีดขณะหันไปมองทางประตู แต่ก่อนที่เลขาจะผลักประตูเข้ามาจนเห็นสภาพอันล่อแหลมของทั้งคู่ รินรดาที่ใบหน้าแดงก่ำและริมฝีปากบวมเจ่อจากการจูบ ก็รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดผลักอกอดีตสามีสุดแรงเกิดจนเขากระเด็นถอยหลังไปสองก้าว เธอรีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เช็ดคราบน้ำตาและร่องรอยความพ่ายแพ้ออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะแล้วขว้างใส่หน้ารวิศอย่างแรงด้วยมือที่สั่นเทา "ไสหัวออกไปจากห้องของฉันซะ!" เธอกัดฟันกรวด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความแค้นเคือง "แล้วอย่ามาทำรุ่มร่ามกับฉันแบบนี้อีก ไม่งั้นดีลนี้จบลงที่ศาลแน่!" รวิศรับแฟ้มเอกสารที่ปลิวมากระแทกอกไว้ได้ทัน เขายกมือขึ้นลูบมุมปากที่มีรอยเลือดซึมเล็กน้อยจากการขัดขืนของเธอ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างผู้เหนือกว่า แม้แววตาจะเต็มไปด้วยไฟปรารถนาที่ยังมอดไหม้ไม่ Itching เขากวาดสายตามองภรรยาเก่าที่อกกระเพื่อมไหวด้วยความเหนื่อยหอบ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องทำงานด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ทิ้งให้รินรดายืนตัวสั่นอยู่ลำพังหน้ากระจกใส แต่ทว่า... ในจังหวะที่รวิศก้าวพ้นประตูห้องทำงานและสวนทางกับเลขาหนุ่ม สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นกระเป๋าเป้ใบเล็กของเด็กอนุบาลที่วางอยู่บนโซฟาต้อนรับแขกตัวนอก... ด้านข้างกระเป๋าปักชื่อย่อตัวอักษรภาษาอังกฤษสามตัวที่ทำให้ลมหายใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้เย่อหยิ่งหยุดชะงักลงทันที! *R.V.J.* ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย เมื่อสมองอันชาญฉลาดเริ่มประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน พร้อมกับคำถามมหันต์ที่พุ่งชนหน้าอกอย่างจัง... *เด็กคนนั้น... เป็นใครกันแน่?* - ละอองดาวเดือนเก้า -
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%