เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 20

เศษเสี้ยวความสงสาร

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
"คุณคิดว่าน้ำตาหยดนี้ มันมีราคาค่างวดเท่ากับหยดน้ำตาที่ฉันเคยรินรดให้คุณตลอดสามปีที่ผ่านมาไหมคะ... คุณรวิศ" สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่อาบยาพิษถูกเอื้อnออกมาระหว่างความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องรับรองส่วนตัวของแกลเลอรีจิวเวลรี่ชื่อดัง รินรดายืนกอดอกมองร่างสูงใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าชีวิตของเธอ บัดนี้ชายหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่งและทรงอำนาจคนนั้นกำลังคุกเข่าลงกับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ศักดิ์ศรี เนื้อตัวมอมแมมจากการตากฝนรอพบเธอตั้งแต่เช้า แว่นตาไร้กรอบราคาแพงเอียงกระเท่เร่ และดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววเย็นชาไร้หัวใจ บัดนี้กลับแดงก่ำเต็มไปด้วยหยดน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูอย่างไร้การควบคุม รวิศหายใจหอบถี่ ไหล่กว้างลู่ลงราวกับแบกรับความพินาศของโลกทั้งใบไว้ทั้งใบ มือหนาที่สั่นเทาเอื้อมหมายจะแตะชายกระโปรงผ้าไหมของเธอ แต่รินรดากลับถอยหลังหลบอย่างรังเกียจราวกับเขามันเป็นเพียงสิ่งปฏิกูลบนพื้น "ริน... ผมขอร้อง ได้โปรด ฟังผมสักครั้งเถอะนะ" เสียงทุ้มที่เคยทรงพลังและราบเรียบ บัดนี้แหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ผมรู้แล้ว... ผมรู้ซึ้งแล้วว่าการไม่มีคุณมันเหมือนคนตายทั้งเป็น ทุกสิ่งที่ผมเคยคิดว่าสำคัญ เงินทอง อำนาจ ชื่อเสียง... มันไร้ค่าทันทีที่ผมสูญเสียคุณไป" รินรดากระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของการเย้ยหยันโชคชะตาและตัวตนที่น่าสมเพชของอดีตสามี "เพิ่งรู้เหรอคะ?" เธอย้อนถาม น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "น่าเสียดายจังนะคะที่ความสำนึกผิดของคุณมันมาในวันที่สายเกินไป วันที่คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี วันที่คุณมองฉันเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน คุณไม่เคยคิดเลยใช่ไหมว่าผู้หญิงคนนี้ก็มีหัวใจ มีเลือดเนื้อ และมีความรู้สึก... จนกระทั่งวันที่ฉันลุกขึ้นมาเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับ คุณถึงเพิ่งดิ้นรนเหมือนคนใกล้ตาย" รวิศเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมานที่สะท้อนกลับมาเป็นร้อยเท่าพันทิวี "ผมยอมรับ... ผมมันเลว ผมมันโง่เง่าตาบอดเองที่มองไม่เห็นเพชรแท้ในมือ ปล่อยให้คุณต้องเจ็บปวดซ้ำๆ ริน... ลงโทษผมเถอะ จะให้ผมทำอะไรก็ได้ จะให้ผมกราบเท้าคุณตรงนี้ หรือจะให้ผมยกทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้คุณ ผมก็ยอม... ขอแค่โอกาสให้ผมได้แก้ตัว ได้พิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้ง" ภาพรวิศในยามนี้ ช่างแตกต่างจากอดีตราวฟ้ากับเหว จากเสือร้ายผู้เกรียงไกรที่ตวัดสายตาทีไรก็ทำให้เธอกลัวจนตัวสั่น กลายเป็นสุนัขจนตรอกที่น่าสมเพชเวทนาจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม รินรดามองกิริยาอาการเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ความโกรธแค้นที่เคยสุมอกมานานนับปี บัดนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นความเฉยชา และลึกๆ แล้ว... มันคือความ "สมเพช" อย่างถึงที่สุด เธอเคยคิดว่าถ้าวันหนึ่งรวิศต้องมาอ้อนวอนขอความเห็นใจจากเธอ เธอคงจะสะใจจนเนื้อเต้น แต่พอถึงเวลาจริงๆ เธอกลับพบว่า หัวใจของเธอมันด้านชาเสียจนไม่มีพื้นที่เหลือแม้แต่ให้ความเกลียดชัง หลงเหลือไว้เพียงความว่างเปล่าที่เย็นเยียบ "คุณคิดว่าความรักและความเจ็บปวดที่ฉันได้รับมันตีราคาเป็นเงินทองได้งั้นเหรอคะ?" รินรดาก้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของเขา "คุณรวิศคะ... ของบางอย่าง เมื่อพังทลายลงไปแล้วต่อให้เอาทองคำมาหลอมใหม่ รอยร้าวซ่อมแซมมันก็ยังคงอยู่ และตัวคุณ... ก็ไม่มีค่าพอที่จะให้ฉันเสียเวลาเอาเศษเสี้ยวความสงสารมามอบให้อีกต่อไปแล้ว" คำว่า 'ความสงสาร' กระแทกเข้ากลางใจของรวิศราวกับโดนค้อนปอนด์ทุบซ้ำ เขานิ่งงั้น ตัวชาวาบไปทั้งร่าง ความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธยังไม่น่ากลัวเท่ากับการที่เธอไม่ได้เกลียดเขาแล้ว แต่เธอกลับมองเขาด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งค่าใดๆ สายตาที่มองสิ่งของไร้ชีวิตจิตใจ "ริน..." เขาครางชื่อเธอออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือ พยายามจะคลานเข้าไปหา แต่วินาทีนั้นเอง ประตูห้องรับรองก็เปิดออกพร้อมกับร่างของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายและรอยยิ้มอ่อนโยนที่รินรดคุ้นเคยเป็นอย่างดี ปกรณ์ ก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นสภาพของรวิศที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าของหญิงสาว ปกรณ์ปรายตามองอดีตสามีของรินรดาด้วยแววตาเรียบนิ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาโอบไหล่บางของหญิงสาวไว้อย่างสนิทสนมและให้เกียรติ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง "รินครับ เอกสารการจัดแสดงจิวเวลรี่คอลเลกชันใหม่พร้อมแล้วนะ... ส่วนแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้ ต้องการให้ผมเรียก รปภ. เชิญตัวออกไปไหมครับ" รวิศหันขวับไปมองมือของชายแปลกหน้าที่วางอยู่บนไหล่ของอดีตภรรยา ความหึงหวงและความโกรธเกรี้ยวสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาในอกจนลืมตัว เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พยายามจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของปกรณ์ด้วยความเดือดดาล "แกเป็นใคร! อย่ามาแตะต้องเมียฉัน!" แต่รินรดากลับก้าวขึ้นมาขวางหน้าปกรณ์ไว้ทันที ดวงตาคู่สวยฉายแววแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวขึ้นมาทันที ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป "หยุดเสียทีเถอะค่ะคุณรวิศ!" เสียงหวานตวาดก้องด้วยความเหลืออด "จำใส่สมองของคุณเอาไว้ด้วยนะคะว่าฉันไม่ใช่ 'เมีย' ของคุณมานานนับปีแล้ว และกรุณาให้เกียรติสถานที่ รวมถึงแขกของฉันด้วย ถ้าคุณยังไม่เลີยพฤติกรรมต่ำทรามและไร้เหตุผลแบบนี้ ฉันจะแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุกเดี๋ยวนี้!" คำพูดเฉียบขาดและแววตาที่มองมาอย่างไร้เยื่อใย ทำ Rวิศชะงักง้างค้างกลางอากาศ มือที่กำแน่นค่อยๆ คลายลงอย่างอ่อนแรง ความจริงอันโหดร้ายกระแทกเข้าที่หน้าอกอีกครั้ง ตอกย้ำว่าเขาไม่มีสิทธิ์ในตัวผู้หญิงคนนี้หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว ร่างสูงถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างคนสิ้นท่า "ริน... ใจร้ายเกินไปแล้ว..." เขาพึมพำเสียงสั่น ก่อนจะหันหลังเดินโซเซออกไปจากห้องราวกับคนไร้จิตวิญญาณ ทิ้งให้รินรดายืนนิ่งอยู่กับความเงียบงัน ปกรณ์มองตามแผ่นหลังที่พังทลายนั้น ก่อนจะหันมามองหญิงสาวข้างกายด้วยความห่วงใย พร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เพิ่งหยิบติดมือมาจากโต๊ะด้านนอกให้เธอ "ริน... ผมบังเอิญเจอเอกสารใบนี้นอนปะปนอยู่กับแฟ้มพัสดุที่เพิ่งส่งมาจากต่างประเทศเมื่อครู่นี้... เห็นว่าเป็นชื่อคุณ เลยถือวิสาสะหยิบเข้ามาให้" รินรดารับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยความสงสัย แต่พอสายตากวาดมองข้อความและหัวกระดาษของเอกสารทางราชการ ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก ร่างทั้งร่างชาวาบ สมองขาวโพลนในทันที มันคือ... "ใบรับรองผลตรวจ DNA" ฉบับจริง ที่ระบุชื่อของเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบ... เด็กชายที่รวิศบังเอิญไปพบและอุ้มไว้ในงานการกุศลเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยที่ชายหนุ่มยังไม่รู้ความจริง! ละอองดาวเดือนเก้า ขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามความเข้มข้นนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%