กลิ่นอายความเย็นเยียบของกระดาษแผ่นบางในมือรินรดา ช่างคมกริบเสียยิ่งกว่าใบมีดเจียระไนเพชร
บนโต๊ะทำงานสไตล์โมเดิร์นสีขาวสะอาดตา เอกสารสองแผ่นที่เพิ่งถูกดึงออกจากซองสีน้ำตาลพ루ทแผ่หรี่ความจริงที่ไม่มีวันบิดพลิ้ว ตัวอักษรสีดำสนิทบนหัวกระดาษจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ระบุผลการตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA) ระหว่าง "เด็กชายต้นกล้า" และ "รวิศ" อย่างชัดเจน—*ความเข้ากันร้อยละ 99.99*
รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ปลายนิ้วเรียวที่เคยจับต้องแต่เครื่องประดับราคาแพงสั่นเทาเล็กน้อยยามลูบไล้กรอบรูปใบเล็กบนโต๊ะ ภาพรอยยิ้มของเด็กชายวัยสามขวบ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบมาจากบิดาผู้ให้กำเนิดอย่างไร้ที่ติ คือเครื่องเตือนใจว่าอดีตที่เธอพยายามฝังกลบด้วยหยาดน้ำตาและหยาดเหงื่อ ไม่เคยตายจากไปไหน... มันเติบโตขึ้นทุกวัน พร้อมกับหัวใจที่เธอต้องปกป้องสุดชีวิต
ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าเบาๆ ขัดจังหวะความคิด รินรดายังไม่ทันได้เอ่ยอนุญาต ประตูบานนั้นก็ถูกผลักเปิดออกด้วยร่างสูงสง่าของคนที่เธออยากผลไสให้ออกไปจากชีวิตมากที่สุด
รวิศก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของเธอด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากอดีต อดีตสามีผู้เคยเย่อหยิ่ง เย็นชา และมองเธอเป็นเพียงธาตุอากาศในบ้านหลังใหญ่ บัดนี้แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเว้าวอน ร่องรอยความเหนื่อยล้าฉายชัดบนใบหน้าคมคายที่ไม่ได้โกนหนวดเคราครึ้มอย่างเคย เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นกายผสมผสานกับความกังวลใจลอยแตะจมูก
"ริน..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อเธอแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงของเขาจะไปกระทบกระเทือนเศษแก้วในใจเธอกลายเป็นผุยผง รวิศก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ก่อนจะกวาดสายตาไปเห็นซองเอกสารและกระดาษที่เปิดค้างอยู่
รินรดาไวกว่า เธอรีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นคว่ำลงแนบกับพื้นโต๊ะทันที ทว่า... สายตาคมกริบของนักธุรกิจร้อยล้านผ่านการกวาดมองเพียงเสี้ยววินาทีก็เพียงพอที่จะสะกดรอยตัวอักษรบางคำได้ทัน... *DNA... รวิศ... บิดา...*
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที อุณหภูมิลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก รวิศชะงักกึก ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุดกึ่งหนึ่ง นัยน์ตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตระหนักรู้บางอย่างแล่นพล่านเข้ามาในกระแสเลือด ร่างสูงแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
"ริน... เอกสารนั่น..." รวิศเอ่ยเสียงแหบพร่า หัวใจของเขาเต้นรัวกระหน่ำจนแทบทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในทรวงอกมันทั้งเจ็บปวดและตื่นตะลึงในเวลาเดียวกัน "เด็กคนนั้น... เด็กที่ผมอุ้มในงานการกุศลวันนั้น... แก... แกคือลูกของเราใช่ไหม?"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงหยดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาสวย แต่มันถูกกักเก็บไว้ด้วยความเย่อหยิ่งและเด็ดขาดที่เธอเพาะบ่มขึ้นมาใหม่จากเถ้าถ่าน
"แล้วทำไมคะ?" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตานิ่งสนิทจนน่ากลัว "คุณอยากจะแสดงสิทธิ์ความเป็นพ่อขึ้นมาตอนนี้เหรอคะ รวิศ? หลังจากที่คุณเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉัน ไล่ฉันออกจากบ้านทั้งๆ ที่ฉันกำลังท้อง... หลังจากที่คุณบอกว่าเด็กคนนี้เป็นแค่ภาระน่ารังเกียจในจินตนาการของคุณเนี่ยนะ!"
"ริน... ผมไม่รู้... ผมไม่รู้จริงๆ!" รวิศพุ่งเข้าประชิดโต๊ะ มือหนาทั้งสองข้างกุมขอบโต๊ะแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความสำนึกผิดและความเจ็บปวดที่ตีรวนขึ้นมาจุกอก "ถ้าผมรู้... ถ้าคุณยอมบอกผมสักนิด..."
"บอกคุณงั้นเหรอ?" รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากความเยือกเย็นของเธอทำให้รวิศชะงัก "คุณเคยให้โอกาสฉันพูดไหมคะ? ตลอดเวลาที่เราแต่งงานกัน คุณเคยมองเห็นฉันเป็นภรรยา หรือแม้แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งบ้างไหม? คุณมองฉันเป็นแค่ของประดับบ้าน เป็นผู้หญิงน่ารำคาญที่คอยเกะกะสายตา แล้ววันที่ฉันเดินออกมาจากนรกขุมนั้น คุณยังส่งคนมาขัดขวางไม่ให้ฉันตั้งตัวได้ด้วยซ้ำ!"
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินผ่านแก้มเนียน แต่รวินรดากลับปาดมันทิ้งอย่างไม่ไยดี ความเจ็บปวดอันวิจิตรบรรจงที่เธอเคยได้รับ ถูกหลอมรวมเป็นคมมีดที่พร้อมจะกรีดแทงหัวใจของเขาให้แหลกสลายไม่แพ้กัน
"ริน... ผมรู้ว่าผมเลว ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่มีวันให้อภัยได้..." รวิศก้าวอ้อมโต๊ะเข้ามาประชิดตัวเธอ ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาด้วยความเว้าวอน ดวงตาคมคายแดงก่ำด้วยความรู้สึกผิดที่อัดแน่นจนล้นทะลัก "แต่เด็กคนนั้นคือเลือดเนื้อเชื้อไขของผม... ให้โอกาสผมได้ทำหน้าที่พ่อ ให้โอกาสผมได้ชดใช้... ไม่ใช่เพื่อตัวผมเอง แต่เพื่อลูก... ริน ได้โปรด"
มือใหญ่เอื้อมหมายจะแตะลงบนไหล่บาง ทว่ารินรดากลับถอยหลังกรูดราวกับโดนของร้อน แววตาส่งสัญญาณการปฏิเสธอย่างชัดเจนและเด็ดเดี่ยว
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เสียงหวานหวีดลั่นด้วยความรังเกียจระคนเจ็บปวด "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่า 'พ่อ' ด้วยซ้ำ รวิศ! สามปีที่ฉันต้องอุ้มท้องลูกลำพัง เผชิญกับความกดดัน ความกลัว และความโดดเดี่ยว คุณอยู่ที่ไหน? คุณกำลังสนุกกับชีวิตหรูหราและความสำเร็จของคุณไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้พอคุณบังเอิญเจอเด็กคนนั้น แล้วคุณคิดจะเข้ามาพังความสงบสุขของเราอย่างนั้นเหรอคะ... ไม่มีวัน!"
รวิศเจ็บแปลบไปทั้งทรวงอก รสชาติขมปร่าแล่นพล่านในปาก แรงพายุอารมณ์โหมกระหน่ำซัดเข้าใส่หัวใจที่ด้านชาของเขาจนยับเยิน เขาก้าวเข้าไปอีกก้าวด้วยความหมดความอดทน ความปรารถนาที่จะยื้อแย้งและโอบกอดโลกทั้งใบของเขากลับคืนมามันรุนแรงเสียจนเขาควบคุมตัวเองไม่อยู่
"ผมไม่ยอมให้คุณพรากลูกไปจากผมเด็ดขาด... ริน!" รวิศคำรามต่ำในลำคอ ก่อนจะรวบเอวบางเข้าหาตัวด้วยพละกำลังทั้งหมด ร่างแน่งน้อยถูกดึงเข้าปะทะกับแผงอกกว้างอย่างแรง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความสั่นไหวของทั้งสองฝ่าย
"ปล่อยฉันนะ! คนสารเลว!" รินรดาทุบตีลงบนอกแกร่งสุดแรงเกิด ความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวผสมปนเปกันจนน่าสับสน แต่รวิศกลับไม่ยอมปล่อยอ้อมกอดที่แน่นหนาราวกับเหล็กกล้า เขาใช้มือข้างหนึ่งรวบข้อมือทั้งสองของเธอไขว้ไว้ด้านหลัง ส่วนมืออีกข้างประคองท้ายทอยทุยบังคับให้เงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากเขา
ริมฝีปากหยักกดจูบลงมาอย่างไร้ความปรานี มันไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่เป็นการจูบที่เปี่ยมไปด้วยความหิวกระหาย ความสำนึกผิด ความโหยหา และความเจ็บปวดที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน รินรดาเบือนหน้าหนีและพยายามเม้มริมฝีปากแน่น แต่รสจูบที่ดุดันและร้อนรุ่มกลับแทรกซึมผ่านความดื้อรั้นของเธอ เรียวลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำที่เขาเคยโง่เขลาปล่อยให้หลุดมือไป รสชาติเค็มปร่าของหยดน้ำตาจากทั้งสองคนผสมผสานกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นคนร้องไห้
ความวาบหวามและแรงปรารถนาที่ถูกกดทับไว้ใต้ซากปรักหักพังของอดีต กลับปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงท่ามกลางความขัดแย้ง รวิศกดจูบลึกลงไปอีก เร้าใจและเรียกร้อง จนหัวใจของรินรดาสั่นสะท้าน ร่างกายที่เคยคุ้นเคยกับสัมผัสของเขากำลังทรยศเธอด้วยการตอบสนองอย่างไม่ตั้งใจ ความโกรธเคืองแปรเปลี่ยนเป็นไฟร้อนที่แผดเผาทั้งสองฝ่ายให้จมดิ่งลงไปในวังวนแห่งอารมณ์อันบีบคั้น
กระทั่ง... เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยดังขึ้นที่หน้าประตูกระจกที่เปิดแง้มไว้
"คุณแม่ฮะ... คุณแม่ขา..."
รวิศและรินรดาสะดุ้งเฮือกราวกับถูกสายฟ้าฟาด ร่างทั้งสองผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว รินรดาหน้าซีดเผือด รีบยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากที่บวมเจ่อของตัวเองด้วยความตื่นตระหนก ดวงตากลมโตหันขวับไปมองที่ประตูห้อง
ทว่า... สิ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่แค่เด็กชายต้นกล้า... แต่เป็นร่างสูงสง่าของ "ภาคิน" นักธุรกิจหนุ่มคู่แข่งคนสำคัญทางธุรกิจ และเป็นชายหนุ่มผู้กำลังกุมหัวใจของรินรดาในปัจจุบัน ที่กำลังยืนจ้องมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตานิ่งสนิท พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและคราบน้ำตามาด้วยกันนะคะ หวังว่าตอนนี้นักอ่านจะเตรียมใจรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำในตอนต่อไปค่ะ
เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 21
สายใยที่ขาดสะบั้น
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!