“คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ รินรดา?”
น้ำเสียงของรวิศแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสั่นเครือ เขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่ดวงตาคมกริบนั้นจดจ้องอยู่บนแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มที่รินรดาเพิ่งวางลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ มือหนาของเขาที่เคยมั่นคงเวลาเซ็นสัญญาอนุมัติโครงการหลักล้าน กลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับตัวเลขรายรับ-รายจ่ายที่ถูกแก้ไขตัวเลขอย่างแนบเนียน
รินรดายืนกอดอก พิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงานของเขาอย่างถือดี แววตาของเธอในตอนนี้ไม่มีความอาวรณ์หลงเหลืออยู่ มีเพียงความเย็นชาที่สะท้อนกลับไปหาเขาเหมือนกระจกเงา “ดิฉันไม่ได้เล่นเกมค่ะ คุณรวิศ แต่กำลังนำ ‘ผลงาน’ ของคนใกล้ตัวคุณมาวางตรงหน้าต่างหาก”
เธอกระตุกยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ มันไม่ใช่รอยยิ้มหวานหยดที่เธอเคยส่งให้เขาในฐานะภรรยาผู้อ่อนหวาน แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่ถือไพ่เหนือกว่าในทุกประตู
“หมายความว่ายังไง... เอกสารพวกนี้...” รวิศพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน ใบหน้าคมสันที่เคยเรียบเฉยก็ยิ่งซีดเผือด ความจริงที่ว่าคนสนิทที่สุดที่เขาไว้วางใจมาตลอดห้าปี กำลังยักยอกเงินทุนโครงการพัฒนาอัญมณีล้ำค่าไปเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยวิธีฟอกเงินซับซ้อน มันคือรอยร้าวที่รวิศไม่เคยสังเกตเห็น เพราะเขาเอาแต่มองข้ามรินรดาไปจนมองไม่เห็นแม้แต่ภูเขาน้ำแข็งที่กำลังพุ่งเข้าชนเรือสำราญของเขา
“ความเชื่อใจมันราคาแพงนะคะ แต่ดูเหมือนคุณจะยอมจ่ายมันเพื่อแลกกับความโง่เขลาของตัวเองมานานเกินไป” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ ลมหายใจของเธอหอมกรุ่นด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่รวิศเคยโปรดปราน แต่วันนี้มันกลับกลายเป็นกลิ่นอายของความเจ็บปวดที่ตอกย้ำว่าเธอเปลี่ยนไปแค่ไหน
“ทำไมคุณถึงรู้เรื่องนี้? ทำไมคุณถึงช่วยผม...” รวิศเงยหน้าขึ้น สบตาคู่สวยของอดีตภรรยา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและละอายใจอย่างที่สุด
“ช่วยคุณ?” รินรดาหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ “คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะรวิศ ฉันไม่ได้ช่วยคุณ แต่ฉันกำลัง ‘เปิดทาง’ ให้ตัวเองต่างหาก ถ้าบริษัทนี้ล้มละลายเพราะการโกงภายใน ก่อนที่งานคอลเลกชันใหม่ของฉันจะเปิดตัว ชื่อเสียงของฉันที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ก็จะพังทลายไปด้วย... ฉันแค่ปกป้องสิ่งที่ฉันรัก ไม่ใช่ปกป้องคนที่เคยทิ้งขว้างมัน”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอันหรูหรา รวิศลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาคว้าข้อมือของเธอไว้โดยสัญชาตญาณ แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรงเหมือนจะทำร้าย แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกโหยหาและอ้อนวอนอย่างปิดไม่มิด
“ริน... ผมรู้ว่าที่ผ่านมาผมเลวแค่ไหน” เขากระซิบ เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบขาดใจ “ผมมองไม่เห็นค่าของคุณ ผมปล่อยให้คุณเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ตอนนี้... ทุกวินาทีที่ไม่มีคุณ ชีวิตผมมันเหมือนบ้านที่ไม่มีหลังคา ต่อให้มีเงินทองมากมาย แต่มันก็หนาวเหน็บจนผมแทบอยู่ไม่ได้”
รินรดาไม่สะทกสะท้าน เธอจ้องมองมือของเขาที่กุมข้อมือเธอไว้ ก่อนจะสะบัดออกอย่างเลือดเย็น “คำสารภาพของคุณมันสายไปสามปีค่ะรวิศ ความหนาวเย็นที่คุณกำลังเจออยู่ตอนนี้ มันเทียบไม่ได้เลยกับวันที่ฉันต้องเซ็นใบหย่าในขณะที่หัวใจแตกสลายเพราะคุณ... อย่าเอาความเหงามาเป็นเหตุผลให้ฉันต้องกลับไปอยู่ในนรกขุมเดิมอีกเลย”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความเคร่งเครียดของเรื่องงาน กลายเป็นแรงดึงดูดทางอารมณ์ที่คุกรุ่น รวิศก้าวต้อนเธอจนแผ่นหลังบางชิดกับบานกระจกหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน แสงไฟในยามค่ำคืนของมหานครส่องกระทบใบหน้าของทั้งคู่ รวิศก้มลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รินรดารดใบหน้าเธอ เขาไม่ได้จูบเธอในทันที แต่กดจมูกลงกับข้างแก้มเนียน กลิ่นกายของเธอที่เขาโหยหามาตลอดทำเอาสติสัมปชัญญะของเขาเริ่มพร่าเลือน
“ถ้าผมจะขอโอกาส... ให้ผมได้พิสูจน์ว่าผมไม่ได้เป็นรวิศคนเดิมอีกแล้วล่ะ?” เสียงกระซิบของเขาชิดใบหู พลางไล้ปลายนิ้วไปตามแนวกระดูกสันหลังผ่านเนื้อผ้าไหมราคาแพงของเธอ รินรดาสะท้านเฮือก เธอเกลียดตัวเองที่ร่างกายยังตอบสนองต่อสัมผัสของเขา แต่สมองของเธอกลับสั่งให้ผลักไส
“ความพิสูจน์ของคุณ... มันต้องใช้มากกว่าแค่คำพูดนะคะ” เธอสวนกลับ แม้เสียงจะเริ่มสั่น
รวิศไม่รอช้า เขาประทับริมฝีปากลงมา บดขยี้ด้วยความโหยหาที่อัดอั้นมานาน มันไม่ใช่จูบที่นุ่มนวล แต่เป็นจูบที่เปี่ยมด้วยความทรมาน ความรู้สึกผิด และความรักที่เพิ่งจะสำนึกได้ รินรดาพยายามขัดขืนในตอนแรก แต่เมื่อรสสัมผัสที่คุ้นเคยปลุกเร้าอารมณ์ที่เธอฝังกลบไว้ ร่างกายของเธอก็อ่อนยวบยาบลงในอ้อมแขนของเขาอย่างห้ามไม่ได้
เขายกตัวเธอขึ้นนั่งบนขอบโต๊ะทำงาน แฟ้มเอกสารหลักฐานสำคัญถูกปัดตกไปกองกับพื้นอย่างไม่ไยดี รวิศซุกไซ้ซอกคอขาวระหง มือหนาสอดเข้าไปใต้เสื้อผ้าของเธอ สัมผัสถึงผิวเนื้อที่ยังคงนุ่มนวลและเย้ายวนเหมือนเดิม ความร้อนรุ่มในร่างกายพุ่งพล่านจนไร้ซึ่งกำแพงกั้น รวิศรู้ดีว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้รับโอกาสนี้ เขาจึงตักตวงทุกความหวานจากร่างกายของเธอราวกับคนขาดแคลนน้ำในทะเลทราย
ในจังหวะที่อารมณ์ของทั้งคู่กำลังไต่ระดับไปสู่ความวาบหวามจนยากจะถอนตัว เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงตามมาด้วยการผลักบานประตูเข้ามาโดยไม่รออนุญาต
“คุณรวิศคะ! ดิฉันนำเอกสารที่ค้างอยู่มาให้เซ็น... เอ๊ะ!”
รินรดาผลักรวิศออกทันที ทั้งสองคนผละออกจากกันอย่างรวดเร็วท่ามกลางความแตกตื่น รวิศรีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยใบหน้าถมึงทึง ขณะที่รินรดากระชับเสื้อสูทปกปิดรอยแดงบนลำคอด้วยความอับอายและโกรธจัด
เลขาหน้าห้องที่เพิ่งเข้ามาใหม่ยืนแข็งทื่ออยู่หน้าประตู ในมือของหล่อนถือเอกสารปึกหนึ่ง แต่สายตาของหล่อนกลับเหลือบไปเห็นสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นข้างโต๊ะทำงานของรวิศ
มันไม่ใช่แฟ้มเอกสารหลักฐานการโกง แต่มันคือ ‘ซองสีน้ำตาล’ ที่รินรดาทำหล่นไว้ตอนที่ถูกรวิศผลักให้ไปพิงโต๊ะ ซองนั้นถูกแรงกระแทกจนเปิดออก และรูปถ่ายใบหนึ่งก็ร่วงออกมาหงายขึ้นบนพื้นพรม
รวิศก้มลงมองภาพถ่ายนั้นด้วยแววตาที่เบิกกว้าง ลมหายใจของเขาหยุดชะงักลงทันทีเมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยในรูปที่มีใบหน้าถอดแบบออกมาจากเขาเหมือนพิมพ์เดียวกัน ราวกับเห็นตัวเองในวัยเด็กสวมทับอยู่ในร่างของเด็กคนนั้น
“ริน... เด็กคนนี้... ใครกัน?” รวิศถามด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน มือของเขาเอื้อมไปหยิบรูปนั้นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยามได้
ละอองดาวเดือนเก้าขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางความรักอันเจ็บปวดนี้ไปกับรินรดาและรวิศนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 10
หลักฐานชิ้นสำคัญ
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!