เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 14

ความจริงใต้เงาจันทร์

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
"คุณคิดว่าน้ำตาไม่กี่หยด กับคำขอโทษที่มาช้าเกินไปหลายปี จะล้างคราบเลือดบนมือคุณได้จริง ๆ หรือคะ รวิศ" สุ้มเสียงของรินรดาราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดรอดจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำ กลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสด ๆ แสงจันทร์สีนวลยวงที่สาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงานเพนต์เฮาส์หรู ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับขับเน้นให้เงาแห่งอดีตทอดยาวน่ากลัว และทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนเยือกเย็น รวิศคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ—ภาพนี้คงเป็นสิ่งที่คนทั้งเมืองไม่มีวันเชื่อ หากได้เห็นนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจใครต่อใครอย่างไร้ความปรานี ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีลงบนพรมเปอร์เซียราคาแพง มือหนาสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ขณะเอื้อมหมายจะแตะชายกระโปรงของเธอ แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับกลัวว่าปลายนิ้วของตนเองจะสร้างมลทินให้แก่หญิงสาว "ผมไม่ได้ขอให้คุณอภัยให้ผมในทันที... ริน" เสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์ ดวงตาคมกราบกรานที่เคยพกพาความเย่อหยิ่งจองหอง บัดนี้แดงก่ำ เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกระคนร้าวราน "สิ่งที่ผมทำกับคุณมันเดรัจฉานเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ... วันที่ผมเซ็นใบหย่า วันที่ผมไล่คุณออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่ฟังคำอธิบาย วันที่ลูกของเรา..." "ห้ามคุณเอ่ยถึงคำว่าลูก!" รินรดาสะบัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานานระเบิดออกมาผ่านดวงตาคู่สวยที่วาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ ร่างเพรียวระหงสั่นเทา มือเรียวของเธอกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ ความเจ็บปวดอันวิจิตรที่เธอเคยร้อยเรียงขึ้นมาจากเถ้าถ่าน กำลังถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำมือของผู้ชายที่ยืนอยู่แทบเท้า "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะออกเสียงคำนั้นด้วยซ้ำค่ะ รวิศ! คุณจำได้ไหมว่าคืนนั้นฉันกราบกรานคุณแค่ไหน คุณจำได้ไหมว่าฉันบอกคุณว่าฉันท้อง... ฉันอุ้มท้องลูกของเราไว้ แต่คุณพูดว่าอะไรนะ? คุณบอกว่าฉันมันมารยา ตบตาเรียกร้องความสนใจ และสั่งให้ฉันไสหัวไปให้พ้นหน้าคุณ!" หยาดน้ำตาที่รินรดาพยายามกลั้นไว้ตลอดหลายปี ร่วงเผาะลงมาตามแก้มนวล ทว่ามันไม่ใช่หยดน้ำตาแห่งความอ่อนแอ แต่มันคือหยาดหยดแห่งการล้างแค้นที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง รวิศหลับตาลงแน่น ปล่อยให้ความจริงอันโหดร้ายตบเข้าที่ใบหน้าของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพจำของคืนฝนพรำวันนั้นย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ เขากลายเป็นฆาตกร... ฆาตกรที่พรากเลือดเนื้อในอกของตนเองและทำลายผู้หญิงที่รักเขาด้วยชีวิตด้วยความโง่เขลาและเย่อหยิ่งของตัวเอง "ผมสมควรตาย... ริน" เขากระซิบเสียงสั่น ร่างกายสูงใหญ่สั่นสะท้านอย่างน่าเวทนา "ถ้าการตายของผมมันทำให้คุณหายแค้น ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นบ้าง ลงมือเลยสิครับ... เอาปืนคู่นั้นมายิงผมเลย" รวิศคว้ามือของรินรดามาทาบไว้ที่อกด้านซ้าย ตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นจัดทำให้รินรดาสะท้านเฮือก เธอชักมือกลับราวกับโดนของร้อน แววตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเช่นเดิม "ตายเหรอคะ? มันง่ายเกินไปสำหรับคนอย่างคุณค่ะ รวิศ" รินรดาก้มลงมองอดีตสามีด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก รอยยิ้มที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกผิดบาปของเขา "ความตายมันคือการหลุดพ้น แต่คนอย่างคุณ... สมควรมีชีวิตอยู่เพื่อรับรู้รสชาติของการสูญเสียอย่างแท้จริง สูญเสียทุกอย่าง สูญเสียแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะรักใครสักคน!" บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและความเงียบงันภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา รวิศเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า หัวใจของเขาเจ็บปวดจนชาด้าน เขารู้ดีว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอบัดนี้ถูกขีดคั่นด้วยเหวแห่งความตายและรอยร้าวที่ไม่มีวันประสาน แต่วิญญาณของเขากลับร่ำร้องหาเธอ... ไม่ใช่แค่เพื่อการไถ่บาป แต่เพราะเขาขาดเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ก้าวเท้าช้า ๆ รวิศขยับเข้าไปใกล้เธอทีละนิดอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ดวงตาคมคู่นั้นฉายแววเว้าวอนและโหยหาอย่างถึงที่สุด มือหนายื่นออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะแตะลงที่เรียวแขนของเธอเบา ๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปในอากาศ "ริน... ได้โปรด ให้โอกาสผมได้ชดใช้ ได้โปรดให้ผมได้ดูแลคุณอีกครั้ง... ไม่ใช่ในฐานะสามีที่เห็นแก่ตัวคนเดิม แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมกราบกรานแทบเท้าคุณไปตลอดชีวิต" รินรดาตัวแข็งทื่อ ปลายนิ้วของเขาที่แตะอยู่บนผิวเนื้อทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบ ความรู้สึกคุ้นเคยและกลิ่นกายอันคุ้นเคยปลุกเร้าสัญชาตญาณบางอย่างที่เธอพยายามกดทับมันไว้ ความโกรธแค้นและแรงปรารถนาตีรวนกันจนปั่นป่วนในช่องท้อง ร่างกายของเธอบอกว่าเธอเกลียดเขา แต่ผิวสัมผัสกลับจดจำสัมผัสจากเขาได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่เธอจะทันได้ผลักไส รวิศก็ก้าวประชิดตัว ร่างสูงใหญ่โอบกอดเธอเข้าไปไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมและมั่นคง แรงกอดนั้นเปี่ยมไปด้วยความโหยหาที่สะสมมานานนับปี ริมฝีปากร้อนผ่าวโน้มลงมาประทับที่ขมับ กลิ่นหอมเฉพาะตัวของรินรดาทำให้เขาราวกับคนขาดสติ "รวิศ... ปล่อยฉันนะ..." เสียงทักท้วงของเธอขาดห้วงเมื่อริมฝีปากของเขาประทับลงมาปิดกลีบปากนุ่มของเธออย่างนุ่มนวลแต่เร่าร้อน มันไม่ใช่จูบแห่งการบังคับฝืนใจเช่นในอดีต แต่มันคือจูบแห่งการเว้าวอน การยอมจำนน และการโหยหาจนแทบขาดใจ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะปนกันสร้างความวาบหวามจนรินรดาลืมหายใจ สัมผัสจากมือหนาที่ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังและเอวคอดกิ่วทำให้ไฟปรารถนาที่มอดดับไปนานนับปีกลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง ร่างกายของเธอทรยศความตั้งใจ สมองขาวโพลนไร้การควบคุมเมื่อลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำอย่างหิวกระหาย รสจูบที่ลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ดิบเถื่อนแต่แฝงไว้ด้วยความสำนึกผิด ทำให้รินรดากำเสื้อสูทของเขาแน่น ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปในวังวนแห่งสัมผัสที่เขาเป็นผู้ชี้นำ ทว่า... ในวินาทีที่เปลวไฟแห่งอารมณ์กำลังโหมกระหน่ำจนทั้งคู่แทบหลอมละลายรวมเป็นร่างเดียวกัน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงฝีเท้าและเสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงตัวน้อยที่ดังลอดเข้ามาจากด้านนอกห้อง "คุณแม่คะ! น้องรันหาคุณแม่ไม่เจอค่ะ..." ร่างของรินรดาสะดุ้งสุดตัว เธอผลักรวิศออกอย่างแรงด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อนึกขึ้นได้ว่าใครกำลังเดินเข้ามาในเพนต์เฮาส์แห่งนี้ รวิศเองก็ชะงักงัน ลมหายใจติดขัด ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ก่อนที่ประตูห้องทำงานจะค่อย ๆ ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างป้อม ๆ ของเด็กหญิงวัยราวสามขวบในชุดนอนลายกระต่าย พร้อมกับใบหน้าจิ้มลิ้มที่มีดวงตากลมโตถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน! หวังว่าตอนที่สิบสี่นี้จะถูกใจรี้ดที่รักของละอองดาวเดือนเก้าทุกท่านนะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%