เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 13

บทเรียนจากความสูญเสีย

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานหรูหราใจกลางเมือง ไม่ได้ช่วยให้ไฟสุมอกของรวิศมอดดับลงเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มจ้องมองเอกสารรายงานการประชุมที่ถูกเลื่อนออกไปอย่างไรกำหนดการ บนโต๊ะทำงานราคาแพงระยับเต็มไปด้วยแฟ้มงานกองโต แต่ไร้ซึ่งเงาของเลขานุการส่วนตัวที่เคยคอยจัดระเบียบทุกอย่างให้อย่างรู้ใจ ร่างสูงใหญ่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ หลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกว่างเปล่าที่กัดกินลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ นี่คือสัปดาห์ที่สามแล้ว ที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง ไม่มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ของรินรดาที่มักจะก้าวเข้ามาพร้อมถ้วยกาแฟอุ่นๆ ในยามบ่าย ไม่มีสายตาเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความห่วงใยยามที่เขานั่งทำงานจนดึกดื่น บ้านหลังใหญ่ที่เคยมีเสียงลมหายใจของเธอกลับกลายเป็นหลุมศพความทรงจำที่เขาขุดฝังตัวเองลงไปทุกค่ำคืน รวิศกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเย่อหยิ่งที่เคยค้ำคอพังทลายลงไม่เป็นท่า เมื่อตระหนักได้ว่าทุกสิ่งที่เขาเคยคิดว่าเป็น "ของตาย" บัดนี้ได้กลายเป็น "สิ่งล้ำค่า" ที่ไม่มีวันหวนคืนมาสู่มืออีกแล้ว เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งก่อนที่บานไม้สักจะถูกเปิดออก เลขานุการคนใหม่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเกร็งๆ พร้อมกับแท็บเล็ตในมือ "คุณรวิศคะ... ทางบริษัทพาร์ทเนอร์จากสิงคโปร์โทรมาเลื่อนนัดการเซ็นสัญญาค่ะ พวกเขาแจ้งว่าต้องการเจรจากับคุณรินรดาในฐานะหัวหน้าดีไซเนอร์ของโครงการมากกว่าจะคุยกับทางเราโดยตรงค่ะ" คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม รวิศลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเข้มฉายแวววาวโรจน์ด้วยความเจ็บปวดผสมความเคียดแค้นที่ไม่รู้จะลงที่ใคร "เธอเป็นแค่ดีไซเนอร์อิสระในโปรเจกต์นั้น... ทำไมพวกเขาถึงต้องเจาะจงเธอ!" น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวด้วยความหงุดหงิด จนหญิงสาวผู้โชคร้ายต้องก้มหน้าหลบสายตา "เพราะ... เพราะผลงานคอลเลกชันล่าสุดของคุณรินรดาภายใต้แบรนด์ใหม่ ได้รับรางวัลระดับเอเชียค่ะ และทางนั้นชื่นชมวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมของเธอมาก... ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าตอนนี้เธอกุมความได้เปรียบในตลาดจิวเวลรี่ทั้งหมดค่ะ" รวิศโบกมือไล่ให้อีกฝ่ายออกไปจากห้องอย่างหมดแรง เขาทิ้งตัวลงซบหน้ากับฝ่ามือ ไหล่กว้างไหวสะท้านเล็กน้อยด้วยความอัดอั้นตันใจ เขาเคยเหยียดยหยามว่าเธอเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าที่เกาะเขาKIN แดกไปวันๆ แต่ในวันนี้ รินรดาในเวอร์ชันที่ไร้เงาของเขา กลับเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา ความพินาศทางจิตใจนี้ช่างสาสมกับความโง่เขลาในอดีตเสียเหลือเกิน ในขณะเดียวกัน ที่สตูดิโอออกแบบจิวเวลรี่สุดหรูย่านทองหล่อ รินรดากำลังยืนมองแบบร่างเครื่องประดับชิ้นเอกชิ้นล่าสุดผ่านกระจกใส บรรยากาศรอบตัวเธอแผ่รังสีแห่งความมั่นใจและเด็ดขาด เส้นผมยาวสลวยถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีต ชุดสูทเข้ารูปสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นให้เธอดูสง่างามและทรงพลัง ผู้หญิงที่เคยร้องไห้ฟูมฟายแทบขาดใจในอดีต ได้มอดไหม้และเกิดใหม่จากเถ้าถ่านอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานสั่นเบาๆ รินรดาก้มลงมองหน้าจอ ปรากฏเบอร์โทรศัพท์คุ้นเคยที่เธอจดจำได้ขึ้นใจ... เบอร์ของรวิศ เธอปล่อยให้มันสั่นอยู่พักใหญ่ ปล่อยให้ความกระวนกระวายใจของอดีสามีตีตรวนเขาผ่านคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ ก่อนจะกดรับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและเย็นชาไร้ซึ่งเยื่อใย "มีธุระอะไรคะ คุณรวิศ" ("ริน... ผมขอร้อง เจอกับผมหน่อยได้ไหม สักสิบนาทีก็ยังดี ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณเรื่อง... เรื่องของเรา") ปลายสายสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่เคยเย่อหยิ่งและเยือกเย็น บัดนี้เต็มไปด้วยความเวทนาและอ้อนวอน รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขสมเพช แต่เป็นความว่างเปล่าที่น่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธเกรี้ยว "เรื่องของเรามันจบลงตั้งแต่คุณเซ็นใบหย่าแล้วค่ะคุณรวิศ ไม่มี 'เรา' อีกต่อไปแล้ว มีแค่คุณ... กับความผิดบาปที่คุณต้องแบกรับไว้ชั่วชีวิต" ("ริน... ผมรู้ว่าผมเลว ผมรู้ว่าผมทำร้ายคุณไว้มากแค่ไหน แต่ได้โปรด ให้โอกาสผมได้ไถ่บาป... ได้โปรด ให้ผมได้เจอหน้าคุณหน่อย") "ถ้าความเจ็บปวดที่ฉันเคยได้รับ มันเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของความโดดเดี่ยวที่คุณกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้... งั้นก็แปลว่าคุณยังได้รับบทเรียนไม่มากพอหรอกค่ะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกอณู "อย่าโทรมาหาฉันอีกเลยนะคะ เพราะเบอร์ของคุณ... ฉันกำลังจะบล็อกมันในวินาทีนี้แหละค่ะ" *ติ๊ด!* เธอตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย โยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะเหลือบแลความพยายามครั้งสุดท้ายของผู้ชายคนนั้น รินรดาก้าวเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปสู่ท้องฟ้ายามเย็นที่แสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า หัวใจของเธอเบาสบายราวกับไร้แรงโน้มถ่วง ทว่า ในขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับไปตรวจความเรียบร้อยของงาน เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ จากด้านนอกก็ดึงความสนใจของเธอไว้ รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยยามเห็นร่างสูงโปร่งของใครบางคนยืนรออยู่หลังกระจกเงา ทว่าไม่ใช่รวิศ... แต่เป็นชายหนุ่มรูปงามนัยน์ตาคมกริบ ผู้กุมความลับอันดำมืดและหลักฐานชิ้นสำคัญที่พร้อมจะสั่นคลอนอาณาจักรธุรกิจทั้งหมดของตระกูลอดีตสามีให้พังทลายลงในชั่วข้ามคืน รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของแขกยามวิกาล พร้อมกับการก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่ที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะมีใครกล้าเปิดประตูบานนี้ หวังว่าตอนที่สิบสามนี้จะถูกใจรี้ดที่รักของละอองดาวเดือนเก้าทุกท่านนะคะ แล้วมาลุ้นกันต่อในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%