ซองเอกสารสีน้ำตาลในมือเล็กๆ ของเด็กชายวัยสี่ขวบ... น้ำหนักของมันเบาเสียยิ่งกว่าขนนก ทว่ากลับมีพลังมหาศาลพอที่จะบดขยี้โลกทั้งใบของรินรดาให้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตาเดียว
ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและเด็ดเดี่ยวในฐานะดีไซเนอร์จิวเวลรี่มือหนึ่ง เบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ร่างเพรียวบางในชุดสูทเข้ารูปสีงาช้างยืนแข็งทื่อราวกับถูกคำสาปของเมดูซ่าให้กลายเป็นหิน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะแห่งชัยชนะกลับกระตุกวูบ ดิ่งลึกตกลงไปถึงตาตุ่มอย่างไร้ทิศทาง ลมหายใจของเธอสะดุดกarmคาลำคอ เมื่อก้มลงมองเด็กชายตัวน้อยที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากอดีตสามีผู้เย็นชาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตากลมโตคู่นั้น จมูกโด่งรั้นรั้น และแม้กระทั่งมุมปากที่หยักยิ้มด้วยความไร้เดียงสา ทุกอย่าง... คือพิมพ์เดียวกับรวิศอย่างไร้ที่ติ
"คุณแม่ครับ... มีคนเอาอันนี้มาให้ผมถือ บอกว่าเป็นของสำคัญมากๆ ครับ"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัด ทนายความส่วนตัวของรวิศที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้รินรดาด้วยความรู้สึกผิดบาป ก่อนจะก้มลงกระซิบเบาๆ กับเด็กน้อยแล้วขอตัวเดินเลี่ยงออกไป ปล่อยให้รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก มือเรียวสั่นเทาเอื้อมไปรับซองเอกสารนั้นมาจากมือลูกชาย หัวใจดวงน้อยของเธอบีบตัวเข้าหากันจนเจ็บแปลบไปหมด ความลับที่เธอพยายามปกปิด ซ่อนเร้น และวิ่งหนีมาตลอดสี่ปีเต็ม บัดนี้ ถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้าต่อตาอย่างไม่ทันตั้งตัว
รวิศรู้แล้ว...
ความคิดนั้นวิ่งวนอยู่ในหัวของหญิงสาวราวกับพายุหมุน เธอทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าต่อหน้าลูกชาย ดึงร่างเล็กเข้ามากอดแนบอกแน่น หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นมานานนับแรมปี ไหลทะลักออกมาอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจAรั้งไว้ได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดอันวิจิตรที่เธอร้อยเรียงขึ้นเพื่อแก้แค้นเขา บัดนี้มันกลับพุ่งย้อนศรมาทิ่มแทงหัวใจของเธอเองจนพรุน
และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเงาสูงใหญ่ทาบทับลงมา รินรดารู้สึกได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของชายผู้เป็นอดีตสามี กลิ่นกายหอมสะอาดผสมผสานกับความเคร่งเครียดที่เธอจำได้แม่นยำ รวิศก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ ลมหายใจของเขาติดขัดเล็กน้อยยามก้มมองดูภาพมารดาและบุตรชายที่เพิ่งค้นพบ
"ริน..."
เสียงทุ้มต่ำที่เคยเยือกเย็นและไร้เยื่อใย บัดนี้สั่นเครือและเจือไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความตกใจ ความผิดบาป และ... ความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ รวิศค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างกายเธอ สายตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าของเด็กชายสลับกับอดีตภรรยา หัวใจของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร บัดนี้กำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อตระหนักได้ว่า ตนเองเกือบจะทำลายสายเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองด้วยความโง่เขลาและความเย่อหยิ่งในอดีต
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก 3 ครั้งเพื่อเรียกสติ เธอดันร่างลูกชายให้อยู่ด้านหลัง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตสามีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของคราบน้ำตา แต่กลับฉาบเคลือบด้วยความแข็งกร้าวและเย็นชาอย่างถึงที่สุด
"คุณมาทำไมที่นี่... รวิศ" เธอกล่าวลอดไรฟัน น้ำเสียงราบเรียบทbทว่าเต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่ถูกสะสมมานาน
รวิศลุกขึ้นยืนตาม เขามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเย่อหยิ่งจองหองที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเวทนาและท่าทีที่ยอมจำนน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่คนอย่าง 'รวิศ' ไม่เคยคาดคิดว่าชีวิตนี้จะต้องทำ...
ท่ามกลางสายตาของพนักงานในบริษัทและผู้คนที่เดินผ่านไปมา รวิศทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นตรงหน้าหญิงสาว!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นทันที ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจดัง รวิศผู้เป็นประธานบริหารหนุ่มผู้ทรงอำนาจ ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของรินรดาจนไม่เหลือชิ้นดี บัดนี้กำลังยอมลดตัวลง "คลานเข่า" เข้ามาหาเธอ เพื่อร้องขอความเมตตา
"ริน... ผมขอโทษ" เสียงของรวิศแหบพร่าและสั่นสะท้ำ "ผมเพิ่งรู้... เพิ่งรู้ว่าผมเกือบทำลายทุกสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตตัวเองไปหมดแล้ว โปรดอภัยให้คนโง่คนนี้เถอะนะริน บริษัทของผมกำลังจะล่มสลาย หุ้นส่วนถอนทุน และโปรเจกต์ใหญ่ก็กำลังจะพังทลาย... มีเพียงคุณคนเดียว ดีไซเนอร์ระดับโลกอย่างคุณเท่านั้นที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์นี้ไว้ได้... ช่วยผมด้วยนะริน ช่วยครอบครัวของเราด้วย"
รินรดาก้มมองอดีตสามีที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนอยู่เบื้องล่าง รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากสวย เธอก้มตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเรียวเชยคางคมคายของเขาให้เงยขึ้นมาสบตา เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเธอเคยยอมมอบทั้งชีวิตให้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความว่างเปล่าและความเจ็บปวด
"ช่วยคุณงั้นเหรอคะ?" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น บาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง "วันที่ฉันคุกเข่าอ้อนวอนขอความเห็นใจจากคุณ วันที่คุณไล่ฉันออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย วันที่คุณบอกว่าฉันไม่มีค่าอะไรเลย... คุณเคยคิดจะช่วยฉันบ้างไหม รวิศ?"
รวิศหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"จำไว้นะคะ... ความพินาศที่คุณกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของความเจ็บปวดที่คุณเคยฝังไว้ในตัวฉัน!" รินรดากระซิบเสียงพร่าข้างใบหูเขาด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้น "คุณอยากให้ฉันช่วยกู้สถานการณ์เหรอคะ? ได้สิคะ... แต่คุณต้องเอาทุกอย่างที่คุณมี ทั้งหุ้นทั้งหมด บริษัทของคุณ และศักดิ์ศรีที่คุณรักนักหนา... มาแลกกับความเมตตาจากฉัน!"
รวิศเบิกตากว้างด้วยความตกใจกับข้อเสนอที่โหดร้ายเลือดเย็น เธอกำลังจะฮุบทุกสิ่งที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต!
ทว่า ก่อนที่รวิศจะได้เอ่ยปากปฏิเสธหรือยอมจำนน เสียงรถหรูคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างกะทันหัน ประตูรถเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงโปรดของชายหนุ่มลึกลับผู้ทรงอิทธิพลอีกคนก้าวลงมา ชายผู้ที่เป็น 'คู่แข่งทางธุรกิจ' คนสำคัญที่สุดของรวิศ และเป็นคนที่รินรดานัดหมายไว้เป็นความลับ!
ชายคนนั้นเดินตรงเข้ามาหารินรดาอย่างสนิทสนม ก่อนจะโอบเอวบางไว้ด้วยความคุ้นเคย และเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่ส่งตรงไปยังรวิศที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น
"ขอโทษด้วยนะคุณรวิศ... ดูเหมือนว่าภรรยาเก่าของคุณคนนี้ จะเพิ่งเซ็นสัญญา 'ร่วมหุ้นชีวิตและธุรกิจ' กับผมไปเมื่อAกี้... แบบนี้แล้ว คุณคิดว่าเธอจะยังเหลือความช่วยเหลืออะไรไว้ให้คนแพ้อย่างคุณอีกงั้นเหรอ?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครนะคะ หวังว่าจะติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกค่ะ - ละอองดาวเดือนเก้า
เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 17
คลานเข่าเข้าหา
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!