เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก•ตอนที่ 6

ก้าวข้ามเถ้าถ่าน

ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
เสียงปรบมือดังกึกก้องราวกับคลื่นซัดสาดกระทบฝั่ง ทว่าสำหรับรินรดาแล้ว เสียงเหล่านั้นเป็นเพียงภาพสะท้อนของความจริงบทใหม่—ความจริงที่ว่าเงามืดแห่งอดีตไม่อาจกักขังผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาจากเถ้าถ่านได้อีกต่อไป ชุดราตรีผ้าไหมสีนิลเข้ารูปขับเน้นทรวดทรงระหงให้ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเรียวสวยทอดมองแสงแฟลชจากสื่อมวลชนนับร้อยที่สาดส่องเข้ามาอย่างไร้ความหวาดหวั่น ทุกคำถามจากนักข่าวสายแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับแนวหน้าถูกตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ามั่นคงและเฉียบคม ทุกอณูความสำเร็จของคอลเลกชันจิวเวลรี่ชิ้นเอก 'Phoenix Tears' คือเครื่องพิสูจน์ว่า เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่อดีตภรรยาผู้เงียบงันในเงาของใครอีกต่อไป ทว่า ในมุมมืดของห้องจัดเลี้ยงหรูหราอลังการ สายตาคู่หนึ่งกลับจดจ้องร่างระหงนั้นราวกับจะกลืนกิน รวิศยืนนิ่งสนิทอยู่หลังเสาหินอ่อนสลักลาย มือหนาที่ถือแก้วไวน์สั่นระริกจนของเหลวสีแดงเข้มกระฉอกแตะขอบแก้ว หัวใจของเขาบีบตัวแน่นจนเจ็บแปลบเมื่อเห็นรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์และความมั่นใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของอดีตภรรยา ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าไม่มีวันมีตัวตน ผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสให้จมอยู่กับความเดียวดาย บัดนี้เธอกลับยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแสงไฟ โดยที่เขาเป็นได้เพียงแค่... คนแปลกหน้าผู้ไร้ค่าในสายตาเธอ "คุณรวิศครับ ทางผู้บริหารฝั่งนิตยสาร Vogue อยากให้คุณเข้าไปร่วมเฟรมแสดงความยินดีกับคุณรินรดาเสียหน่อย ในฐานะ... สponsor รายใหญ่ของงาน" เลขาส่วนตัวกระซิ2บเตือนด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ "ไม่ต้อง" รวิศเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ที่ตีรวนอยู่ในอก ทั้งความละอาย ความเสียดาย และความหิวกระหายที่จะไขว่คว้าเธอกลับคืนมา "ผมไม่อยากเป็นตัวตลกในสายตาใคร" แต่ภาพที่รินรดากำลังก้าวเดินลงจากเวทีพร้อมรอยยิ้มอันเจิดจรัส โดยมีนักธุรกิจหนุ่มหล่อเหลาดีกรีทายาทเครือโรงแรมดังคอยประคองแขนอย่างสนิทสนม กลับกรีดแทะหัวใจของเขาให้แหลกละเอียด รวิศไม่เคยรู้เลยว่า รินรดามีมุมที่เปล่งประกายเจิดจ้าได้ถึงเพียงนี้—มุมที่เขาไม่มีวันเอื้อมถึงอีกแล้ว เมื่อพิธีการบนเวทีสิ้นสุดลง รินรดาปลีกตัวออกมายังระเบียงด้านนอกเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ลมเย็นยามค่ำคืนพัดพาเอาเส้นผมสีดำสนิทให้ไหวระบำ ความเงียบสงบช่วยขับไล่ความอึกทึกภายในงานออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะมั่นคง "ยินดีด้วยนะ... ริน" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากความมืด รินรดาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้สะดุ้งตกใจเหมือนในอديต ร่างบางหมุนตัวกลับอย่างช้าๆ ดวงตากลมโตฉายแววราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ขณะมองร่างสูงใหญ่ของอดีตสามีที่ก้าวออกมาจากเงาไม้ รวิศหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างพวกเขามีน้อยเสียจนรินรดาสามารถได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมกับน้ำหอมผู้ชายราคาแพงที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี "คุณไม่มีสิทธิ์มาเรียกชื่อฉันแบบนั้นค่ะ... คุณรวิศ" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา และทรงพลัง จนรวิศรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงด้วยคำพูด "ริน... ผมขอร้อง" ก้าวเข้าไปประชิด รวิศพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าข้อแขนเรียว แต่รินรดาเบี่ยงตัวหลบได้อย่างทันท่วงที ราวกับรังเกียจที่จะให้ผิวเนื้อต้องสัมผัสกัน "กลับมาหาผมเถอะนะ ให้โอกาสผมได้แก้ตัว ได้ไถ่บาปในสิ่งที่ผมเคยทำกับคุณ..." รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาจนรวิศรู้สึกชาไปทั้งร่าง "ไถ่บาปเหรอคะ?" เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวจนเขารู้สึกแปลกแยก "คุณคิดว่าความเจ็บปวดที่ฉันเคยได้รับ มันลบเลือนหายไปได้ด้วยคำพูดสวยๆ ของคุณหรือคะ? คุณเคยเหยียบย่ำคุณค่าของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี และตอนนี้... พอฉันยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง คุณกลับวิ่งแจ้ออกมาเรียกร้องความเห็นใจ น่าสมเพชจังนะคะ" "ริน!" รวิศทนไม่ไหวอีกต่อไป ความเย่อหยิ่งที่เคยมีพังทลายลงสิ้น เขาพุ่งเข้าประชิดตัวรวบเอวบางเข้าหาตัวด้วยความร้อนรน ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ข้างแก้มเนียน "ผมยอมรับว่าผมโง่ ผมยอมรับว่าผมตาบอด! แต่คุณก็รู้ว่าผมขาดคุณไม่ได้... ได้โปรด ริน... มองผมสิ มองผมเหมือนเดิม..." รินรดานิ่งงัดขัดขืนอยู่ชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่นัยน์ตาคู่สวยกลับลุกโชนด้วยประกายแห่งการเอาคืน เธอปล่อยให้เขากอดรัด ปล่อยให้ความปรารถนาโง่เขลาแผดเผาตัวเขาเอง ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของอดีตสามีด้วยน้ำเสียงกระซิบพร่าที่สั่นประสาท "อยากให้ฉันมองคุณเหรอคะ? งั้นก็จำความรู้สึกตอนนี้ไว้ให้ดี... เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นเดียวที่คุณจะได้เห็น คือการที่ฉันเหยียบย่ำคุณ... ลงใต้ฝ่าเท้าของฉันเอง" ทว่า ก่อนที่รวิศจะได้เอื้อนเอ่ยคำใดแก้ตัว เสียงฝีเท้าและเสียงเรียกชื่อของเด็กชายตัวน้อยก็ดังแทรกขึ้นมาจากมุมทางเดินมืดทึบหลังเสา "คุณแม่ครับ! น้องธันวาหิวน้ำจังเลย!" รวิศตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเด็กชายวัยราวสามขวบ วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาซบชายกระโปรงของรินรดา ใบจิ้มลิ้มนั้นถอดแบบมาจากใครบางคนในกระจกเงาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน—ดวงตากลมโตคมกริบ จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากหยักนั้น... มันคือใบหน้าเดียวกับเขาในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน! รินรดากลั้นหายใจ ดวงตาคู่สวยไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบเมื่อเธอก้มลงโอบกอดเด็กน้อยเข้าแนบอก พร้อมกับช้อนสายตาขึ้นสบกับรวิศที่กำลังยืนตะลึงงัน ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจในยามวิกาล ละอองดาวเดือนเก้า ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวรักที่เขาเพิ่งสำนึก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%