แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 2

กลยุทธ์แห่งคนเร้นกาย

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นหอมบางเบาของชาสมุนไพรไป๋ฮวาอวี้ลอยกรุ่นตัดกับกลิ่นคาวเลือดที่โชยมาตามลมราตรี รสชาติอุ่นร้อนละมุนลิ้นที่ไหลผ่านลำคอของฉินอ๋องเฟยหลงไม่ได้ทำให้ความเยือกเย็นในกายของเขาเจือจางลงแม้แต่น้อย ทว่ากลับจุดประกายความระแวดระวังขึ้นในดวงตาคู่คมที่ลึกล้ำดั่งเหวลึก นิ้วแกร่งที่ยังคงกุมถ้วยชาเคลือบมรกตไว้มั่นออกแรงบีบเล็กน้อย จนข้อต่อปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด รอบกายของพวกเขายามนี้คือ "ค่ายกลแปดทิศมรณะ" อันเลื่องชื่อแห่งแคว้นโจว เสาหินโบราณสลักอักขระมนตราส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ คล้ายอสูรกายกระหายเลือดที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตที่ย่างกรายเข้าไป ทว่าท่ามกลางความมืดมิดและเงาไม้ที่ไหวระริก องครักษ์เงาทั้งสี่ต่างกุมด้ามกระบี่แน่นด้วยความตื่นตระหนก เพราะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า กลไกมรณะที่คร่าชีวิตทหารกล้าไปนับร้อยเมื่อครู่ เหตุใดจึงหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน "ท่านอ๋อง... ยาในถ้วยนั้น..." เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับสายลมพัดผ่านยอดหญ้าดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ม่านทึบของพุ่มไม้ทึบหนาขยับไหวเล็กน้อยเผยให้เห็นชายเสื้อคลุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับราตรี ปราศจากเสียงฝีเท้า ปราศจากแม้กระทั่งไอร้อนของลมหายใจ มีเพียงดวงตาสุกสกาวคู่หนึ่งที่ทอประกายเฉียบคมราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าไร้จันทร์ นางคือหลี่ซูเหยา กุนซือผู้เร้นกายในเงา สตรีผู้ซ่อนมันสมองอันน่าสะพรึงกลัวไว้ภายใต้รูปโฉมอันงดงามล่มเมือง เฟยหลงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองผู้มาใหม่ ดวงตาหงส์คู่นั้นยังคงจดจ้องไปยังใจกลางค่ายกลเบื้องหน้า มุมปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยันเล็กน้อยอย่างผู้เหนือกว่า "หากเจ้านายแห่งจวนฉินอ๋องสิ้นชีพด้วยยาพิษในถ้วยชาที่เจ้าเป็นคนริน แคว้นต้าฉีคงต้องจารึกชื่อของ 'หลี่ซูเหยา' ไว้ในฐานะมือสังหารที่อุกอาจที่สุดในประวัติศาสตร์แล้วกระมัง" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้อากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว "หม่อมฉันหาญกล้าถึงเพียงนั้นที่ไหนกันเพคะ ท่านอ๋อง" ซูเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ามั่นคงและไม่สะทกสะท้าน นางก้าวเท้าพ้นจากเงาไม้ออกมาอย่างช้าๆ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหมู่เมฆส่องกระทบใบหน้ารูปไข่และเรียวปากอิ่มที่แย้มยิ้มบางเบา นางอยู่ในชุดบุรุษสีเข้มทะมัดทะแมง ทว่าความงามอันเยือกเย็นและสง่างามนั้นไม่อาจปกปิดได้มิดชิด "ชาถ้วยนั้นผสมเกสรดอกอวี้หลานพันปี เป็นยาแก้พิษจากค่ายกลหินผาเบื้องหน้า หาใช่ยาปลิดชีพอย่างที่พระองค์ทรงระแวงไม่" เฟยหลงหันกลับมาสบตากับนาง ชั่วขณะนั้น... ความเงียบงันราวกับหยุดเวลาไว้ ความทรงจำเกี่ยวกับความหลังอันเจ็บปวดจากการถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุดแล่นเข้ามาในหัว ทว่าดวงตาที่สงบนิ่งและจริงใจของสตรีตรงหน้ากลับไม่มีร่องรอยของการเสแสร้ง มีเพียงความลุ่มลึกและสติปัญญาที่ฉายชัดออกมาจากแววตาคู่นั้น "เหตุใดเจ้าจึงต้องช่วยเปิ่นหวาง" เฟยหลงถามเสียงเย็น เยื้องกายเข้าไปใกล้ร่างบางช้าๆ จนกลิ่นกายหอมละมุนประจำตัวของนางปะปนกับกลิ่นอายบุรุษของเขา "คนส่วนมากในราชสำนักต่างปรารถนาให้เปิ่นหวังดับดิ้นในสนามรบนี้ด้วยกันทั้งสิ้น แม้กระทั่งเสด็จพี่ของเปิ่นหวังเอง... ไฉนบุตรีตกอับแห่งตระกูลหลี่ผู้ถูกเนรเทศ จึงยื่นมือเข้าช่วยเหยี่ยวทะเลทรายผู้นี้เล่า" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นรับรัศมีอันกดดันจากบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงคราม หัวใจของนางกระตุกวูบไหวเล็กน้อยยามที่ได้สบตากับนัยน์ตาคู่นั้นที่ดุจดั่งห้วงน้ำวนอันลึกล้ำ ทว่านางยังคงรักษาท่าทีสงبเยือกเย็นไว้ได้อย่างแนบเนียน นางยกมือขึ้นชี้ไปยังเสาหินศิลาที่สลักอักขระโบราณตรงกลางค่ายกล "เพราะท่านอ๋องคือความหวังเดียวที่จะล้างมลทินให้ตระกูลหลี่ และในขณะเดียวกัน..." ซูเหยาเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองไปทั่วบริเวณค่ายกลที่กำลังส่งเสียงคำรามแปลกประหลาด "ค่ายกลนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสังหารท่าน แต่มันคือกับดักที่เชื่อมโยงกับ 'โองการลับ' ที่ส่งตรงมาจากเมืองหลวงเมื่อยามสามที่ผ่านมาต่างหากเพคะ" คำว่า 'โองการลับ' ทำให้สีหน้าของเฟยหลงเปลี่ยนไปในทันที รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกจากร่างสูงใหญ่ดุจพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมตะครุบเหยื่อ นี่ไม่ใช่แค่การลอบสังหารในสนามรบ แต่มันคือการหักหลังกันตั้งแต่ในราชสำนักโดยมีเป้าหมายเพื่อตัดแขนตัดขาอำนาจทางทหารของเขา! "เจ้าว่าอย่างไรนะ?" เฟยหลงขยับเข้าประชิดตัวนาง ร่างสูงใหญ่โน้มลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวรดอยู่ข้างใบหูขาวสะอาดของนาง มือแกร่งคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเรียวของนางอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด "โองการลับอยู่ที่ใด เหตุใดเจ้าจึงรู้เรื่องนี้?" ซูเหยาไม่แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงแต่เหลือบสายตาลงมองมือที่กุมข้อมือตนเองไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาของนางฉายแววท้าทายและลุ่มลึกในคราเดียวกัน "หากท่านอ๋องต้องการรู้ว่าโองการลับซ่อนอยู่ที่ใด และต้องการทำลายค่ายกลนี้โดยปราศจากความสูญเสีย..." ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟัง "ได้โปรดปล่อยให้หม่อมฉันนำทางท่านก้าวเข้าสู่ใจกลางค่ายกล... ด้วยตัวของท่านเอง" สิ้นคำพูดนั้น พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นจากใต้พื้นพิภพ เสาหินศิลาทั้งแปดต้นแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับอาบด้วยโลหิต อักขระโบราณเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อมปิดตายเส้นทางถอยร่นทั้งหมด ในวินาทีวิกฤตที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันเพียงเส้นด้าย เฟยหลงก้มมองสตรีในอ้อมกอดชั่วครู่ หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับเต้นรัวขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขากำชับกระบี่ในมือแน่น ตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด—มือแกร่งตวัดโอบเอวบางของนางเข้าหาตัวแนบแน่น ก่อนจะพุ่งทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ มุ่งตรงเข้าสู่อุโมงค์แห่งค่ายกลมรณะที่กำลังอ้าปากรอรับพวกเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย! ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ร่างทั้งสองพุ่งผ่านม่านหมอกควันสีชาดเข้าสู่ใจกลางค่ายกล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังล้อมรอบพื้นที่ภายนอก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ *“ปิดล้อมพื้นที่ไว้! ห้ามผู้ใดเข้าออกเด็ดขาดตามพระราชโองการลับแห่งองค์จักรพรรดิ... ฉินอ๋องทรงกระทำความผิดฐานกบฏแล้ว!”* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกไปด้วยกันนะครับ - พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%