กลิ่นอายคาวโลหิตเจือจางคละคลุ้งไปกับไFเย็นยะเยือกของน้ำค้างยามวิกาล ดั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายของทหารกล้าที่ถูกกลืนกินโดยผืนป่าทึบแห่งมณฑลบูรพา ค่ายกลแปดทิศตระกูลจูตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ดุจกรงเล็บอสูรกายที่อ้าปากรอรับเหยื่อผู้โง่เขลา เสาหินนับร้อยต้นสลักอักขระโบราณเรืองแสงสีชาดรางเลือน สลับกับการจัดวางค่ายกลค่ายคูที่พลิกแพลงตามตำราพิชัยสงครามที่สูญหายไปนับร้อยปี
ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์นวลกระจ่างที่สาดส่องลงมากระทบเกราะนิลกาฬประดับลวดลายมังกรทะยานฟ้า เสียงฝีปากม้าศึกย่ำลงบนพื้นดินเปียกชื้นดังเป็นจังหวะหนักหน่วง บ่งบอกถึงการมาถึงของผู้กุมชะตากรรมแห่งแผ่นดิน
"ท่านอ๋อง..." รองแม่ทัพหนุ่มควบม้าเข้ามาใกล้ สีหน้าฉาบไว้ด้วยความตึงเครียดจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ "กองสอดแนมรายงานว่าค่ายกลนี้ถูกปรับแต่งใหม่โดยสำนักเซียนพเนจร ทางเข้าทั้งแปดล้วนเป็นทางตาย หากบุกเข้าไปโดยสุ่มสี่สุ่มห้า เกรงว่า... ทหารแปดหมื่นนายของเราจะกลายเป็นปุ๋ยฝังใต้ผืนดินพสุธาแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ"
ฉินอ๋องเฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตามองผู้ใต้บังคับบัญชา ร่างสูงสง่าในชุดเกราะเหล็กกล้าประดับผ้าคลุมสีชาดสะบัดตามแรงลม ดวงพักตร์หล่อเหลาดุจเทพสลักไร้ซึ่งความรู้สึก นัยน์ตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวอัสดงทอดมองไปยังความมืดเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น ราวกับความตายและชีวิตของผู้คนนับหมื่นหาใช่สิ่งที่มีน้ำหนักอันใดในสายตาของเขา ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังโดยคนที่ไว้ใจที่สุดเมื่อสามปีก่อน หล่อหลอมให้หัวใจของแม่ทัพผู้เกรียงไกรกลายเป็นก้อนน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย
"ข้าไม่ได้นำทหารนับหมื่นมาเพื่อตายกลายเป็นปุ๋ย" เสียงทุ้มต่ำกังวานราวกับหลุดออกมาจากขุมนรก เยียบเย็นจนผู้ฟังต้องสะท้านสะเทือน "แต่ข้ามาเพื่อถอนรากถอนโคนเสี้ยนหนามที่บังอาจท้าทายอำนาจของราชสำนัก"
"แต่ทว่า... ปราชญ์ทหารเอกของเรายังเดินทางมาไม่ถึง..."
"ข้าให้เวลานางถึงยามสาม" เฟยหลงกล่าวตัดบท น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดดั่งคมดาบที่พาดผ่านลำคอ "หากพ้นกำหนดนี้... ข้าจะใช้กำลังพลทั้งหมดกวาดล้างค่ายกลนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง ต่อให้ต้องเอาชีวิตทหารครึ่งหนึ่งเข้าแลกก็ตามที"
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ท่ามกลางความเงียบงัดของผืนป่า กลับมีเสียงดีดพิณสายหนึ่งดังแว่วมาตามสายลม เสียงนั้นกังวานใสแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ราวกับเสียงกระซิบของภูตผีปีศาจที่กำลังร่ายรำท่ามกลางกองเพลิง
ม้าศึกของเหล่าทหารต่างพากันตื่นตระหนกส่งเสียงร้องระงม แต่ม้าสีหมอกใต้ร่างของเฟยหลงกลับยืนสงบนิ่ง ดวงตาสสีดำสนิทมองตรงไปยังเบื้องหน้า ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับเรือนผมสีดำขลับยาวสลวย ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบราวกับภูตพราย นางก้าวเดินผ่านเสาหินศิลาอักขระทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ท่าทางสง่างามไร้ซึ่งความหวาดหวั่น แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยไFพิษและกลิ่นอายมรณะ
หลี่ซูเหยาหยุดยืนอยู่ห่างจากกองทัพของฉินอ๋องเพียงไม่กี่ก้าว นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ทัพผู้เยือกเย็น นัยน์ตาดอกท้อคู่สวยคมกริบดั่งประกายกระบี่ ซ่อนความชาญฉลาดและรอยแผลในอดีตไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก
"ท่านอ๋องผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นฉิน..." ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะราวกับเสียงดนตรีแต่ทรงอำนาจสะกดผู้คน "คิดจะใช้ชีวิตทหารกลหาญแปดหมื่นนาย มาสังเวยความใจร้อนของพระองค์กระนั้นหรือ ช่างเป็นวิธีคิดที่สิ้นคิดสิ้นดีสำหรับแม่ทัพผู้ขึ้นชื่อว่าไร้พ่าย"
เหล่าทหารรอบด้านต่างสูดปากด้วยความตกตะลึง กล้าอาจหาญต่อหน้าฉินอ๋องผู้เหี้ยมโหดเช่นนี้ มีเพียงสตรีผู้นี้คนเดียวในแผ่นดิน
เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันตาเห็น เขาควบม้าเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นอายคาวเลือดพุ่งเข้าปะทะจมูก แต่นางกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เงยหน้าสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"เจ้าเป็นใคร..." เฟยหลงเค้นเสียงถาม มือหนากำด้ามกระบี่ข้างกายแน่น "บังอาจนักที่กล้าวิจารณ์กลยุทธ์ของข้า รู้หรือไม่ว่าโทษของการลบหลู่แม่ทัพคืออะไร"
"หม่อมฉันคือคนที่ท่านกำลังรอคอย... และเป็นคนเดียวที่จะนำพากองทัพของท่านก้าวข้ามค่ายกลนี้ไปได้โดยไร้รอยขีดข่วน" ซูเหยาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงมั่นคงไร้ความหวั่นไหว นางยกมือขึ้นชี้ไปยังเสาหินศิลาต้นที่เจ็ดทางทิศบูรพา "ดึงศิลาอักขระทิศอัสดงลงมาสามนิ้ว แล้วหันกระบี่ชี้ไปทางทิศเหนือ... นั่นคือประตูตายที่ซ่อนทางเป็นเอาไว้"
เฟยหลงมองตามปลายนิ้วเรียวสวยของนาง ดวงตาคมปลาบวิเคราะห์คำพูดนั้นอย่างรวดเร็ว สมองของเขาประมวลผลตำราพิชัยสงครามทุกบทที่เคยร่ำเรียนมาในเสี้ยววินาที และพบว่าสิ่งที่นางพูดนั้นถูกต้องอย่างไม่น่าเชื่อ!
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากสั่งการอันใด หลี่ซูเหยา
กลับยื่นมือเรียวขาวดุจหยกออกมาเบื้องหน้า ในมือของนางปรากฏถ้วยชาเคลือบสีมรกตขนาดเล็ก ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวนใจแต่เจือไว้ด้วยกลิ่นอายของสมุนไพรหายาก
"ก่อนจะพากองทัพบุกทะลวง... เชิญท่านอ๋องเสวยชาจอกนี้เสียก่อนพ่ะย่ะค่ะ" ซูเหยายิ้มละไม รอยยิ้มที่เคลือบยาพิษแห่งความลับบางอย่าง "เพราะหลังจากคืนนี้ไป ชีวิตของท่านและข้า... จะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นเช่นเดิมอีกแล้ว"
เฟยหลงจ้องมองถ้วยชาในมือนางสลับกับใบหน้างดงามไร้ที่ติ นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความระแวงสงสัยขั้นสุด แต่สัญชาตญาณกลับบอกเขาว่า สตรีผู้นี้คือเงาที่เขาตามหามาตลอดสามปี
นิ้วแกร่งยื่นออกไปรับถ้วยชาเคลือบมรกตมาถือไว้ ปลายปลายนิ้วสัมผัสโดนเรียวนิ้วของนางโดยบังเอิญ เกิดกระแสความรู้สึกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วร่างดุจสายฟ้าฟาด ท่ามกลางเสียงลมพัดหวีดหวิวและค่ายกลมรณะเบื้องหน้า เฟยหลงเงยหน้าขึ้นสบตากับนางเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก...
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกันนะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 1
ศัสตราใต้จันทรา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!