แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 9

เล่ห์กลวังหลวง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีลอยกรุ่นอยู่เหนือโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลายวิจิตร ทว่าบรรยากาศภายในห้องหนังสือลับกลับหนาหนักและเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างยามเหมันต์ "ราชโองการลับจากเมืองหลวง... ส่งตรงถึงมือแม่ทัพใหญ่โดยไม่ผ่านสำนักเสนาบดีเช่นนี้ เกรงว่าฝ่าบาทคงมิได้เพียงแค่ทรงระลึกถึงความดีความชอบกระมังครับ" เสียงหวานกังวานดั่งระฆังแก้วเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมดุจใบมีดซ่อนในแพรไหม หลี่ซูเหยาในอาภรณ์สีเทาเข้มเรียบง่ายแต่น่าเกรงขาม นางกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวพลิกดูตราประทับครั่งสีชาดบนม้วนกระดาษสาเนื้อดีด้วยความพินิจพิจารณา ดวงตาคู่หงส์หรี่ลงเล็กน้อยยามกวาดสายตาผ่านตัวอักษรหวัดแกมบรรจงที่เขียนด้วยหมึกชั้นดี ฉินอ๋องเฟยหลงประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่เบื้องหลังโต๊ะกว้าง พระองค์ไม่แม้แต่จะชายตาแลม้วนกระดาษมรณะฉบับนั้น ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายสูงใหญ่จนทำให้บรรยากาศรอบตัวแทบแข็งตัว ฉลองพระองค์สีดำสนิทปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ซ่อนเล็บขับเน้นให้พระพักตร์คมคายยิ่งดูดุร้ายและห่างเหินจากมนุษย์ปุถุชน "ฮ่องเต้ทรงประชวรหนัก อำนาจในราชสำนักย่อมตกอยู่ในมือของไทเฮาและอัครเสนาบดีหลิว" เฟยหลงตรัสด้วยพระสุรเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวั่นไหว "อิทธิพลจากเมืองหลวงมิได้เพียงแค่แทรกซึมเข้ามาทางกระดาษแผ่นนี้ แต่มันกำลังแผ่รากลึกเข้ามาถึงค่ายทหารชายแดน... ผ่านเงาหัวของบรรดานายกองที่พวกมันซื้อตัวไว้แล้วต่างหาก" ซูเหยานิ่งงันไปชั่วขณะ นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกเล่ห์กล ดวงหน้างามสงบเยือกเย็นแต่สมองกลับหมุนวนอย่างรวดเร็วดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก "หากเป็นเช่นนั้น การที่ราชสำนักส่งเสบียงชุดใหม่ล่าช้ากว่ากำหนดถึงสามเดือน และการที่จู่ๆ ก็มีราชโองการแต่งตั้งขุนนางมือสะอาดจากเมืองหลวงเข้ามาตรวจสอบบัญชีคลังกองทัพ... ก็คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนสินะครับ" นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบางเบatมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อเกมการเมืองอันโสโครก "พวกมันต้องการบีบให้ท่านอ๋องเลือก ระหว่างกบฏต่อราชบัลลังก์ด้วยการตัดงบกองทัพ หรือยอมจำนนแล้วส่งมอบอำนาจทหารครึ่งหนึ่งคืนให้ส่วนกลาง" "เจ้าคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือสิ่งใด?" เฟยหลงตรัสถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ พระองค์ทรงโน้มพระวรกายไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมปลาบจับจ้องรอยยิ้มบนเรียวปากของสตรีตรงหน้า ราวกับต้องการทดสอบสติปัญญาของยอดกุนซือผู้เร้นกายผู้นี้อีกครา ซูเหยาลุกขึ้นยืนช้าๆ นางเดินไปที่หน้าต่างบานแกะสลักที่เปิดรับสายลมยามค่ำคืน สายตาทอดมองออกไปเบื้องนอก ที่ซึ่งกองกองกำลังทหารนับหมื่นนายกำลังนอนหลับใหลภายใต้แสงจันทร์สลัว นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "พวกมันมิได้ต้องการเพียงแค่อำนาจทหารหรอกครับท่านอ๋อง สิ่งที่ไทเฮาและตระกูลหลิวหวาดกลัวที่สุด มิใช่กองทัพพยัคฆ์คำรณของพระองค์... แต่คือ 'ความจริง' เกี่ยวกับเหตุการณ์กวาดล้างตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อนต่างหาก" คำว่า 'ตระกูลหลี่' ลอยคว้างอยู่ในอากาศ ดึงเอาความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้ามาปกคลุมห้องหนังสืออีกครั้ง เฟยหลงมิได้ตรัสสิ่งใดตอบรับ ทว่ากล้ามเนื้อสันกรามของพระองค์กลับขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการถูกหักหลังและภาพโลหิตนองแผ่นดินเมื่อครั้งอดีตผุดวาบขึ้นในพระHutดั่งคมหอกคมดาบ พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างระหงของสตรีผู้กุมหัวใจและมันสมองของพระองค์อย่างช้าๆ กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและเยือกเย็นโอบล้อมรอบตัวนางจนแทบหายใจไม่ออก เฟยหลงยื่นพระหัตถ์หนาออกไปแตะลงบนเส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้ด้วยปิ่นหยกอย่างทะนุถนอม ทว่าสัมผัสนั้นกลับเจือไปด้วยความระทมทุกข์ล้ำลึก "ซูเหยา... เจ้ายังคงคิดจะใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพันเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ตระกูลหลี่อยู่อีกหรือ? รู้หรือไม่ว่าการเล่นกับไฟในวังหลวงเวลานี้ มีแต่จะทำให้เจ้ามอดไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรที่ฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด แม้ภายนอกท่านอ๋องผู้นี้จะดูโหดเหี้ยมดั่งปีศาจกระหายเลือดเพียงใด แต่มีเพียงนางเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าภายใต้เกราะเหล็กอันหนาทึบนี้ มีหัวใจที่แหลกสลายและพร้อมจะปกป้องนางด้วยชีวิตเช่นกัน "หากไม่มีความแค้นที่ต้องสะสาง ชีวิตของหลี่ซูเหยาก็คงไร้ซึ่งความหมายไปนานแล้วครับท่านอ๋อง" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยวเจิดจ้าแข่งกับแสงดาว "อีกอย่าง... ในเมื่ออิทธิพลจากเมืองหลวงได้แทรกซึมเข้ามาถึงที่นี่แล้ว แปลว่าพวกมันเริ่มเคลื่อนไหว หมากตานี้หากเราไม่เดินก่อน เกรงว่าคงจะเป็นฝ่ายเราที่ต้องถูกเชือดคออยู่บนกระดาน" เฟยหลงทอดถอนหายใจยาวนาน เป็นความอ่อนล้าเพียงชั่วพริบตาเดียวที่ปรากฏขึ้นในดวงเนตร ก่อนที่มันจะกลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุจหินผาตามเดิม พระองค์ยื่นพระหัตถ์ไปหยิบถ้วยชาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบช้าๆ รสชาติขมฝาดบาดคอไม่ได้ทำให้พระองค์สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมอำนาจนัก เราก็ควรจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้สมเกียรติแก่ทูตพิเศษจากเมืองหลวงเสียหน่อย..." มุมพระoSหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มที่ทำให้นางนกต่อในวังหลวงจะต้องนอนไม่หลับไปตลอดกาล "เจ้าว่าจริงหรือไม่ กุนซือของเปิ่นหวัง?" ก่อนที่ซูเหยาจะได้ทันเอ่ยคำใดตอบรับ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดั่งพายุขององครักษ์ประจำพระองค์ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ตามด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้งรวดด้วยความร้อนรน ผิดวิสัยทหารผู้ฝึกฝนมาอย่างดี "กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เสียงของนายกองทัพหน้าดังลอดเข้ามาด้วยความตระหนก "รถม้าจากเมืองหลวงที่เดินทางมาพร้อมกับทูตพิเศษ... ถูกลอบสังหารราบคาบกลางหุบเขาหมอกทมิฬเมื่อยามอัสดงที่ผ่านมา ร่างของทูตพิเศษถูกตัดศีรษะแขวนไว้ที่ป้ายบอกทาง... และ... และในรถม้าคันนั้น มีราชโองการลับฉบับที่สอง ที่จ่าหน้าซองถึง... ถึงท่านกุนซือหลี่ซูเหยาครับ!" พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%