แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 8

ความลับในจดหมายลับ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณในห้องหนังสือลับใต้ตำหนักพยัคฆ์คำราม ช่างชวนให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แสงจากเปลวเทียนสีส้มวับแวมสาดกระทบใบหน้าด้านข้างของหลี่ซูเหยา นางกำลังใช้แหนบเงินบริสุทธิ์คีบแผ่นกระดาษสาบางเบาที่เพิ่งผ่านการอังไอน้ำเพื่อเปิดผนึกตราประทับลับอย่างระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวของนางเปี่ยมด้วยความนิ่งสงบ ทว่าในแววตากลับสะท้อนประกายความคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักผ้าแพร "หากสมมติฐานของเจ้าถูกต้อง... หายนะครั้งนี้คงมิใช่เพียงแค่คราบเลือดบนสนามรบ แต่มันคือการกัดกินรากเหง้าของแผ่นดินจากภายใน" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ฉินอ๋องเฟยหลงก้าวพระบาทเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังร่างเพรียวบางของนาง กลิ่นอายความเย็นชาดุจน้ำแข็งละลายหายไป เหลือเพียงรัศมีกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของผู้บัญชาการสูงสุดผู้กุมชะตากรรมของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ พระหัตถ์หนาเอื้อมไปหยิบม้วนสาส์นฉบับล่าสุดขึ้นมาพิจารณา หลี่ซูเหยาไม่แม้แต่จะสะดุ้งตื่นตระหนก นางเพียงปรายหางตามองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านอ๋องทรงตรัสถูกแล้วเพคะ... ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดมิใช่กองทัพนับแสนที่ประจันหน้าอยู่เบื้องหน้า แต่คือหนอนบ่อนไส้ที่สวมชุดขุนนางนั่งเสวยสุขอยู่เบื้องหลังต่างหาก" บนโต๊ะไม้จันทน์หอมเวลานี้เต็มไปด้วยบัญชีคลังเสบียงย้อนหลังสามปี ตัวเลขจำนวนข้าวสารนับแสนกระสอบและหญ้าเลี้ยงม้าหลายพันภาระถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ทว่าเมื่อซูเหยานำเอาตราประทับของกรมคลังหลวงมาเทียบเคียงกับรอยหมึกบนกระดาษสาแผ่นนี้ ความจริงอันน่าสะอิดสะเอียนก็ปรากฏชัดเจน เสบียงเกรดหนึ่งที่ควรถูกส่งไปยังแนวหน้าเพื่อหล่อเลี้ยงทหารกล้า กลับถูกสับเปลี่ยนเป็นข้าวสารขึ้นราและธัญพืชเจือปนทรายกว่าเจ็ดส่วน ส่วนข้าวสารชั้นดีและเนื้อแห้งเหล่านั้นถูกแอบลักลอบขนย้ายออกนอกเส้นทาง มุ่งหน้าสู่แคว้นทางเหนือที่มีความสัมพันธ์ลับๆ กับกลุ่มกบฏ "ฮึ..." เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น "สกุลโจว... ช่างมีความกล้าหาญยิ่งนัก กล้าแม้กระทั่งตัดกำลังพลของตนเองเพื่อแลกกับผลประโยชน์มหาศาล พวกมันคงคิดว่าเปิ่นหวางมัวแต่สนใจแต่การรบจนหลงลืมเรื่องปากท้องของไพร่พลกระมัง" "มิใช่แค่สกุลโจวหรอกเพคะท่านอ๋อง" ซูเหยาวางแหนบลงบนโต๊ะ นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้สูงศักดิ์ ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแวววิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง "เบื้องหลังความเน่าเฟะนี้ หากไม่มีตาแก่จิ้งจอกอย่างเสนาบดีอวี้คอยให้ท้ายและลงนามอนุมัติเบิกจ่ายอำพรางบัญชี ต่อให้สกุลโจวมีหัวอีกร้อยหัวก็ไม่กล้าลงมือกระทำการณ์อุกฉกรรจ์เช่นนี้" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ระยะห่างระหว่างร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องกับร่างระหงของกุนซือสาวแทบจะแนบชิด เฟยหลงโน้มพระวรกายลงมาเล็กน้อย สายตาคมกราบดั่งเหยี่ยวจ้องลึกลงไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการค้นหาความหวาดกลัวหรือความลังเลใจใดๆ ซ่อนอยู่หรือไม่ ทว่าสิ่งที่เขาพบมีเพียงความมั่นคงเด็ดเดี่ยวราวกับหินผาที่ตั้งตระหง่านท้าทายพายุฝน "เจ้าไม่กลัวหรือซูเหยา?" เฟยหลงเอ่ยกระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับกรอบหน้าเนียนนุ่ม "การขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา เท่ากับการเปิดฉากรบปรักปรำขุนนางครึ่งราชสำนัก เปิ่นหวางอาจจะปกป้องเจ้าได้ แต่ในวังวนอำนาจนี้ ไม่มีผู้ใดไร้รอยขีดข่วน" "หม่อมฉันเลือกที่จะเดินเข้ามาในวังวนนี้ มิได้เพื่อหาที่หลบภัยเพคะท่านอ๋อง" ซูเหยาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของนางหนักแน่นและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี "หากความยุติธรรมต้องแลกมาด้วยหยาดเลือด หม่อมฉันย่อมยินดีให้เลือดของตนเองเป็นชนวนจุดไฟเผาผลาญพวกทรราชให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ แววตาของเฟยหลงไหววับ ประกายความชื่นชมและห่วงใยที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็นมาตลอด พลันฉายชัดขึ้นมาในเสี้ยววินาที พระหัตถ์หนายื่นไปสัมผัสปอยผมที่เคลียคลออยู่ข้างแก้มเนียนอย่างแผ่วเบາ เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่บุรุษผู้นี้เคยมีต่อผู้ใดในรอบหลายปี "เช่นนั้น... เปิ่นหวางจะมอบดาบเล่มนี้ให้เจ้า" เฟยหลงหยิบป้ายคำสั่งทองคำสลักลายพยัคฆ์คำรามวางลงบนฝ่ามือของนาง "จงใช้มันเชือดเฉือนคอหอยพวกมันให้สิ้นซาก ผู้ใดขวางทางเจ้า จงฆ่า ผู้ใดปกป้องพวกมัน จงกวาดล้างให้สิ้นโคตร" ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันอันลึกซึ้งและกลิ่นอายของการวางแผนฆ่าล้างบางขั้วอำนาจเก่า ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูห้องลับสามครั้งตามรหัสฉุกเฉินก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ก๊อก ก๊อก ก๊อก! "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขององครักษ์เงาจ้าวอวิ๋นดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก น้ำเสียงสั่นเครือจนผิดวิสัย "คลังเสบียงสำรองที่เมืองย่อย... เกิดเพลิงไหม้อย่างปริศนาเมื่อครู่ บัญชีลับทั้งหมดที่เก็บไว้ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!" เฟยหลงและซูเหยาหันขวับไปมองหน้ากันทันที ดวงตาของทั้งคู่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในยามวิกาลเช่นนี้ มิใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน... แต่มันคือสัญญาณเตือนจากศัตรูที่กำลังบอกว่า *'พวกเขารู้ตัวแล้ว'* และกำลังเปิดฉากโต้กลับอย่างดุเดือด! มือขาวเนียนของซูเหยากำป้ายคำสั่งทองคำในมือแน่นจนข้อต่องอขาว ขณะที่เฟยหลงแววตาดำมืดสนิทราวกับห้วงมหาสนทรี ดาบในฝักพร้อมจะถูกชักออกมาอาบเลือดอีกครา ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ พงศาวดารมีชีวิต
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%