เสียงกระเบื้องหยกกระทบกันดัง *กริ๊ง* เบา ๆ ท่ามกลางความเงียบงันภายในตำหนักบัญชาการทัพบูรพา เป็นสัญญาณเตือนว่าการเดิมพันด้วยชีวิตของไพร่พลนับแสนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
"ท่านอ๋องทรงแน่พระทัยแล้วหรือครับ ที่จะโยกย้ายกำลังพลสามหมื่นนายจากค่ายกลพยัคฆ์คำราม ไปประจำการยังช่องแคบอัสนีเบื้องหน้า?"
น้ำเสียงใสราดรดด้วยความเยือกเย็นและเฉียบคมดังขึ้น หลี่ซูเหยานั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะแผนที่ไม้จันทน์หอม นางอยู่ในชุดคลุมบัณฑิตสีครามเข้ม ปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินละเอียดอ่อน เรือนผมสีดำสนิทรวบขึ้นอย่างเป็นระเบียบด้วยปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองแผ่นไม้ไผ่ที่สลักตำแหน่งกองกำลังทั้งเจ็ดด้วยประกายตาวาววับดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก
ฉินอ๋อง (เฟยหลง) ประทับยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาสลัวของเสาไม้สลักลายมังกร พระองค์ทรงสวมชุดเกราะหนังสีดำสนิททับด้วยฉลองพระองค์คลุมขนจิ้งจอกหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ขับเน้นพระพักตร์หล่อเหลาดุดันที่ราบเรียบราดรดด้วยน้ำแข็ง ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดพระเนตรแผ่นหลังบอบบางของสตรีผู้เป็นกุนซือเงาอย่างลึกล้ำ
ความเงียบงันปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่พระองค์จะสาวพระบาทเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษผู้ผ่านสนามรบและกลิ่นอายจาง ๆ ของสนิมเหล็กโชยปะทะนาสิกของนาง
"หากข้าไม่โยกย้าย เจ้ากรมการคลังผู้กุมเสบียงทางหลวงคงได้ตัดกำลังเราให้ตายคาสนามรบโดยไม่ต้องใช้ดาบ" เฟยหลงตรัสด้วยพระสุระเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และราบเรียบจนน่ากลัว พระหัตถ์หนายื่นลงไปเลื่อนหมากหยกสีนิลแทนกองทัพม้าเร็วไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญ "ช่องแคบอัสนีคือจุดตาย หากข้าประมาทแม้เพียงนิด กองทัพหลวงย่อมถูกบดขยี้... แต่หากข้าเดิมพันด้วยกลยุทธ์ 'ถอยเพื่อรุก' ของเจ้า กองทัพศัตรูย่อมติดกับดักที่ขุดไว้เอง"
ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมคลาวนั้น หัวใจดวงน้อยไหววูบชั่วขณะ แต่นางสะกดกลั้นความรู้สึกไว้อย่างรวดเร็ว รอยยิ้มบางเบาประดับบนเรียวปากอิ่มสีชาด "ท่านอ๋องทรงกล้าหาญยอมเอาชื่อเสียงเกียรติภูมิของแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้มาเดิมพันกับการถอยทัพ เพื่อตลบหลังข้าศึกเช่นนี้ ย่อมทำให้เหล่าแม่ทัพเก่าแก่ในกองทัพไม่พอใจเป็นแน่ครับ"
"ให้พวกมันไม่พอใจ ดีกว่าให้พวกมันเอาชีวิตของไพร่พลไปทิ้งเพราะความโง่เขลา" เฟยหลงตรัสตอบ น้ำเสียงเจือแววเย้ยหยัน "ตระกูลหลี่ของเจ้าเคยใช้กลยุทธ์นี้เมื่อสามสิบปีก่อน จนสามารถปกป้องชายแดนเหนือไว้ได้... ซูเหยา เจ้าคิดว่าแผนการปรับกระบวนทัพครั้งนี้ มีช่องโหว่ตรงไหนอีกหรือไม่?"
คำถามนั้นไม่ใช่การทดสอบความสามารถ หากแต่เป็นการมอบอำนาจสูงสุดให้อย่างไร้เงื่อนไข ซูเหยารู้ดีว่าท่ามกลางสายตาของขุนนางนับร้อยที่จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้ของฉินอ๋อง มีเพียงนางและเขาเท่านั้นที่ยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตายเดียวกัน
นางลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แววตาฉายประกายเด็ดเดี่ยว "เรียนท่านอ๋อง ช่องแคบอัสนีมีภูมิประเทศเป็นหุบผาสูงชัน เหมาะแก่การซุ่มโจมตีด้วยธนูเพลิง แต่ทว่า... ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหุบเขา มีสายลมเปลี่ยนทิศในยามวิกาล หากเราใช้กองทหารม้าเบาแปดร้อยนาย ลอบอ้อมไปจุดไฟเผาป่าหญ้าแห้งทางด้านหลังค่ายกลศัตรูในคืนที่สาม เสียงลมจะช่วยโหมกระพือเปลวเพลิงให้กลืนกินค่ายหลักของพวกมันโดยที่เราไม่ต้องเสียกำลังพลแม้แต่คนเดียวครับ"
เฟยหลงทอดพระเนตรสตรีตรงพระพักตร์ด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง ความเฉียบคม ชาญฉลาด และเด็ดเดี่ยวปานนี้ เหตุใดจึงต้องมาเร้นกายหลบซ่อนอยู่ในเงามืดเพื่อรอวันแก้แค้นด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพียงลำพัง พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ปลายนิ้วอุ่นแตะเบา ๆ ที่ปอยผมซึ่งหลุดลุ่ยข้างกรอบหน้าเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา
ซูเหยาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก นางมิได้ถอยหนี แต่ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ
"ซูเหยา..." เฟยหลงตรัสเรียกพระนามนางแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความรู้สึก "เจ้าเหนื่อยมามากพอแล้ว... การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้ หากสำเร็จ ศัตรูพินาศ หากล้มเหลว... ศีรษะของข้าจะอยู่บนบ่าของเจ้า ให้เจ้าได้ใช้มันสังเวยดวงวิญญาณของตระกูลหลี่"
คำพูดนั้นหนักหน่วงราดรดด้วยหินผา เป็นคำสัญญาที่เดิมพันด้วยชีวิตและราชบัลลังก์ ซูเหยาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากพระหัตถ์ที่แนบอยู่ข้างแก้ม ความรู้สึกอ้างว้างที่กัดกินจิตใจมาหลายปีพลันสั่นคลอน นางเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาอย่างดื้อรั้น ก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ
"หม่อมฉัน... จะไม่ทำให้ท่านอ๋องทรงผิดหวังครับ"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงขององครักษ์เงาก็ดังขึ้นจากภายนอกประตูไม้สลัก ตามมาด้วยเสียงเคาะสามครั้งติดต่อกัน ซึ่งเป็นรหัสฉุกเฉินระดับสูงสุด
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงของแม่ทัพรองหลิวหอบกระชั้นดังทะลุบานประตูเข้ามา "กองทัพเสบียงหลวงที่ส่งมาจากเมืองหลวง... ถูกลอบเผาทำลายจนหมดสิ้นกลางทางเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน! และในที่เกิดเหตุ... มีการทิ้ง 'ตราประทับมังกรหยก' ขององค์รัชทายาทไว้เป็นหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงัก พระเนตรคมกริบวาบแสงดุร้ายรากับสัตว์ป่ากระหายเลือด บรรยากาศภายในตำหนักลดฮวบลงจนหนתเหน็บดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ พระหัตถ์ที่เคยสัมผัสแก้มของซูเหยาค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ
ซูเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก 1 เฮือก แววตาดอกท้อหดแคบลงทันที เกมการเมืองมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่สนามรบเบื้องหน้าเสียแล้ว หากแต่ราชสำนักเบื้องหลังกำลังบีบให้พวกเขาต้องเลือกเดินหมากตานี้อย่างไม่มีทางถอย
เฟยหลงหันกลับมาทอดพระเนตรนาง รอยยิ้มเยือกเย็นไร้ความปรานีปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ ก่อนที่พระองค์จะตรัสคำสั่งเสียงเย็นเยียบ
"เตรียมทหารห้าพัน รุกคืบเข้ายึดประตูเมืองหลวง... คืนนี้ เราจะไปทวงถามความยุติธรรมจากองค์รัชทายาทด้วยคมดาบ!"
---
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 7
ใต้บัญชาการรบ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!