"เงาสีชาดที่ทาบทับลงบนแผนที่แคว้นตงหยวนในยามนี้ หาใช่รอยหมึก... หากแต่เป็นโลหิตของตระกูลหลี่ที่ท่านอ๋องยังทรงหลงลืมชำระให้สะอาดต่างหากเล่าเพคะ"
สุ้มเสียงนั้นกังวานก้อง กังสดาลใส ทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างยามเหมันต์ แทรกผ่านความมืดมิดภายในค่ายหลวงอันเงียบสงบราวกับคมมีดที่กรีดผ่านม่านไหม ฉินอ๋องเฟยหลงชะงักพระหัตถ์ที่กำลังถือพู่กันขนหมาป่า ปลายพู่กันหยดหมึกสีดำสนิทร่วงหล่นลงบนกระดาษสาจนแต้มเป็นรอยเปื้อนสีชาดที่ขยายวงกว้าง ดุจดั่งรอยแผลในอดีตที่ไม่มีวันลบเลือน
ภายในกระโจมทหารอันโอ่อ่า กลิ่นอายของไม้กฤษณาและสนิมเหล็กตีรวนกันจนน่าอึดอัด แสงจากคบเพลิงด้านนอกทอดเงาไหววูบผ่านรอยยับของม่านหนังอูฐ เผยให้เห็นร่างโปร่งบางในชุดคลุมผ้าแพรสีนิลสนิท ผู้มาเยือนมิได้สวมหมวกคลุมหน้าอำพรางตัวอีกต่อไป เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลถูกรวบขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์เหิร ดวงพักตร์งดงามล่มเมืองนั้นเรียบนิ่งเยือกเย็น นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นมิได้มีความหวาดหวั่นต่อกองกำลังทหารนับหมื่นที่รายล้อมอยู่ภายนอกเลยแม้แต่น้อย
"เจ้าเป็นใครกล้าดียังไงบุกรุกเข้าเขตทหารหลวงในยามวิกาล..." องค์รักษ์เงาผู้หนึ่งชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความรวดเร็ว ปลายคมดาบสะท้อนแสงไฟวับวาวจ่อตรงไปยังลำคอระหงทันที
ทว่า สตรีผู้นั้นมิได้ถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว นางเพียงแย้มสรسวลน้อยๆ อย่างเย้ยหยัน ดวงตาคู่คมกวาดมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน—ฉินอ๋องเฟยหลง ผู้ซึ่งประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้พับหนังเสือด้วยแววตาดุจพญาอินทรีผู้ล่า
"หากหม่อมฉันเป็นมือสังหาร ป่านนี้หัวของท่านอ๋องคงประดับอยู่บนยอดเสากระโจมแล้วกระมังเพคะ... ท่านแม่ทัพผู้เยือกเย็น หรือท่านลืมไปแล้วว่า 'แผนกลยุทธ์หมากสามขา' ที่ท่านใช้พิชิตเมืองอี้โจวเมื่อสามปีก่อน แท้จริงแล้วผู้ใดเป็นคนเขียนลงบนแผ่นยุทธศาสตร์กันแน่"
คำกล่าวเพียงประโยคเดียว ทำให้ทั่วทั้งกระโจมตกอยู่ในความเงียบงันราวกับห้วงอเวจี เฟยหลงเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคมกริบดุจใบมีดกวาดมองสตรีตรงหน้าตั้งแต่ปลายเส้นผมจรดปลายรองเท้าผ้าปักลายเมฆ ความเยือกเย็นที่เคยปกคลุมพระองค์มาตลอดพลันสั่นคลอนวูบหนึ่ง ทว่าพระองค์ยังคงรักษาพระพักตร์ให้เรียบเฉยราดด้วยน้ำแข็ง
"หลี่ซูเหยา..." นามนั้นหลุดออกมาจากพระโอษฐ์แผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาวที่พัดผ่านซากปรักหักพัง "บุตรีแห่งอดีตมหาเสนาบดีหลี่ ผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏและสิ้นชื่อไปพร้อมกับกองเพลิงในจวนเมื่อสามปีก่อน เจ้ายังมีชีวิตอยู่... หรือผีสางนางไม้ตนใดบันดาลให้เจ้าก้าวเข้ามาสู่ความตายด้วยตนเอง"
ซูเหยาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความระ-ทมและแรงแค้นที่ถูกหมักบ่มมาอย่างยาวนาน นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะแผนที่ทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัวต่อรัศมิสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม กลิ่นอายหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวลอยกรุ่นปะปนกับกลิ่นไอสงคราม
"ความตายหรือเพคะ? หม่อมฉันตายไปตั้งแต่คืนที่ตระกูลหลี่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏโดยขุนนางกังฉินกลุ่มนั้นแล้วเพคะท่านอ๋อง... สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ท่านในยามนี้ หาใช่บุตรีตระกูลหลี่ผู้ อ่อนแอไม่ หากแต่เป็น 'เงา' ที่ถูกสร้างขึ้นจากความอยุติธรรม และเงานี้... จะลากคอมือปืนเงาที่อยู่เบื้องหลังราชสำนักลงมาสอดยังลานประหารให้จงได้"
ซูเหยาหยิบม้วนกระดาษแพรสีเหลืองเก่าคร่ำคร่าออกจากอกเสื้อ วางลงบนแผนที่ยุทธศาสตร์ตรงหน้าเฟยหลงอย่างไม่เกรงกลัว ท่าทีองอาจและเฉียบคมเช่นนี้ ทำให้ฉินอ๋องต้องหรี่พระเนตรลงพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้ง
"นี่คือบัญชีลับการขนส่งอาวุธของกรมคลัง... หลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างแม่ทัพทิศประจิมกับพวกกบฏเผ่าฮั่นหลงที่ท่านตามหามาตลอดสามปี" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับพระองค์โดยตรง นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนภาพของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างชัดเจน "หม่อมฉันมิได้มาเพื่อขอความเมตตาจากท่านอ๋อง... แต่หม่อมฉันมาเพื่อ 'ยื่นข้อเสนอ' ที่ท่านไม่มีทางปฏิเสธ"
เฟยหลงยังคงนิ่งเงียบ พระหัตถ์หนากำด้ามพู่กันแน่นขึ้นจนข้อพระกรขึ้นสีขาว ภายในพระหัตถ์ของพระองค์เต็มไปด้วยอำนาจที่จะสั่งประหารชีวิตสตรีผู้นี้ได้ในพริบตาเดียว แต่สติปัญญาและความกระหายใคร่รู้ในตัวตนของนางกลับฉุดรั้งพระองค์ไว้
"เหตุใดข้าต้องร่วมมือกับเจ้า? ข้าคุมกองทัพห้าแสน กวาดล้างศัตรูทั่วหล้าด้วยมือคู่เดียวได้ ไยต้องพึ่งพาสตรีที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเช่นเจ้า" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม รังสีความกดดันแผ่ซ่านจนองค์รักษ์รอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ
ซูเหยายิ้มรับ รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มทว่าแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรง นางโน้มกายเข้ามาใกล้พระพักตร์ของฉินอ๋องจนได้กลิ่นไอความเย็นชาจากพระองค์ "เพราะท่านอ๋องทรงรู้ดีเพคะ... ว่าเกลือเป็นหนอนมิได้อยู่แค่ในกองทัพ หากแต่อยู่ใน 'ตำหนักใน' และข้างพระแท่นบรรทมของท่านเอง หากปราศจากมันสมองของหม่อมฉัน ศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านมุ้ง จักไม่มีวันถูกลากออกมาประจานต่อหน้าฟ้าดินได้หรอกเพคะ"
คำพูดนั้นแทงใจดำของเฟยหลงเข้าอย่างจัง พระองค์ทรงทราบดีว่ามีหนอนบ่อนไส้คอยส่งข่าวให้ศัตรูมาโดยตลอด การตามหาตัวกุนซือลึกลับที่คอยช่วยเหลือพระองค์ในเงามืดมาแรมปี บัดนี้กลับมาปรากฏกายอยู่เบื้องพระพักตร์ในร่างของสตรีที่พระองค์เคยคิดว่าสูญเสียไปแล้ว
"เจ้าช่างกล้าดียิ่งนัก... ซูเหยา" เฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่กำยำทาบทับร่างโปร่งบางของนางจนมิด พระองค์โน้มพระพักตร์ลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยสุ้มเสียงที่เย็นเยียบและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย "หากข้ารับข้อเสนอนี้... รู้หรือไม่ว่าเจ้าจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกกับสิ่งใด"
"หม่อมฉันเอาชีวิตแขวนไว้บนเส้นด้ายตั้งแต่วันที่ก้าวออกจากกองเพลิงแล้วเพคะ..." ซูเหยาตอบกลับทันควันโดยไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะกันทำให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งทวีความเร่าร้อนท่ามกลางความหนาวเหน็บของค่ำคืน
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาเล็กคนสนิทก็ดังขึ้นจากด้านนอกกระโจม ตามด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกที่ทำลายความเงียบทั้งหมดลง
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! พระสนมเอกซูหลาน... ทรงส่งราชโองการด่วนสลักตราหยกหลวงมาถึงค่ายทหารกลางดึก แจ้งว่า... แจ้งว่าพบ 'ยาพิษโบราณ' ในถ้วยพระกระยาหารของฝ่าบาท และทรงมีรับสั่งให้จับกุมตัวท่านแม่ทัพในข้อหา 'สมรู้ร่วมคิดปลงพระชนม์' ทันทีพะยะค่ะ!"
เฟยหลงชะงัก พระเนตรเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ก่อนที่มุมพระโอษฐ์จะยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นดุร้าย ซูเหยาที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพลันหรี่ตาลง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางเช่นกัน
"ดูท่า... หกระดานแรกของพวกมันเริ่มเดินเร็วกว่าที่คิดเสียอีกนะเพคะ ท่านอ๋อง"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 6
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!