กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในความเงียบงันยามวิกาล ดั่งเงื้อมมือมรณะที่คืบคลานผ่านผืนผ้าใบกันลมของกระโจมใหญ่ประจำกองทัพพยัคฆ์บูรพา
ฉินอ๋องเฟยหลงไม่แม้แต่จะปรายตาแลเงาสีดำที่ทาบทับลงบนม่านกั้นผ้าไหมปักลายพยัคฆ์คำราม นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขากำลังฝนแท่งหมึกสีชาดลงบนจานฝนหมึกเนื้อดีอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกจังหวะการกดน้ำหนักกลับเต็มไปด้วยพลังคุกคามที่กดดันให้บรรยากาศภายในกระโจมเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก
"เจ้าช้าไปสามเค่อแล้ว..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง ทว่าร่างของมือสังหารเงาที่ลอบเร้นเข้ามาทางช่องลมด้านหลังกลับสะท้านเฮือก คมกระบี่อาบยาพิษสีม่วงเข้มถูกชักออกจากฝักในเสี้ยววินาที รวดเร็ว ปราศจากสุ้มเสียง และมุ่งเป้าตรงไปยังจุดตายบริเวณต้นคอของแม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างเหี้ยมเกรียม
ทว่า ก่อนที่ปลายคมดาบจะทันได้สัมผัสเส้นผมของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดิน ลูกคิดไม้จันทน์หอมตัวหนึ่งก็ถูกดีดแหวกอากาศด้วยแรงมหาศาลกระทบเข้ากับตัวดาบอย่างจัง!
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นท่ามกลางความมืด มือสังหารสะท้านสะเทือนจนกระบี่เกือบหลุดจากมือ เมื่อหันกลับไปมองจึงพบร่างระหงของสตรีในชุดบัณฑิตสีหมึกสวมหมวกคลุมหน้าโปร่งบาง หลี่ซูเหลายืนสงบนิ่งอยู่บริเวณมุมมับของกระโจม แววตาคู่คมปลาบดุจดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักจ้องมองผู้บุกรุกด้วยความเย้ยหยัน
"ในค่ายทหารหลวงที่มีทหารอารักขากว่าหมื่นนาย... กลับปล่อยให้สุนัขรับใช้จากตำหนักในเล็ดลอดเข้ามาถึงหน้าโต๊ะทรงอักษรได้ น่าขันสิ้นดี" ซูเหราเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
มือสังหารแค่นเสียงฮึดฮัด พุ่งเป้าหมายเปลี่ยนมายังกุนซือสาวผู้บังอาจขัดขวางทันที พริบตานั้นเอง เฟยหลงที่ยังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินสลักก็ขยับกาย ร่างสูงใหญ่หายวับไปจากเก้าอี้ไม้แกะสลัก ราวกับภูตผีที่เคลื่อนย้ายผ่านมิติ
*ฉับ!*
เสียงเนื้อและโลหิตกระทบกันเบาหวิว ดาบประจำกายของฉินอ๋องหาได้ถูกชักออกจากฝักไม่ หากแต่ใช้สันดาบกระแทกเข้าที่ซี่โครงของผู้บุกรุกจนกระดูกแหลกละเอียด เสียงร้องโหยหวนยังไม่ทันได้เล็ดลอดออกจากลำคอ มือหนาก็คว้าหมับเข้าที่ลำคอระหงของมือสังหารแล้วยกขึ้นลอยเหนือพื้นอย่างง่ายดาย ดุจดั่งพญาอินทรีตะครุบเหยื่อ
"ใครส่งเจ้ามา..." เฟยหลงเอ่ยกระซิบ เสียงนั้นเยือกเย็นจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬวาวโรจน์ด้วยความดุร้ายไร้ซึ่งความปรานี รอยแผลเป็นจางๆ บริเวณหางตาขยับตามแรงขบกราม "หรือจะต้องให้ข้าไปถามมันด้วยตัวเองที่หลุมศพ"
มือสังหารพยายามอ้าปากจะเคี้ยวเม็ดยาพิษที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้น ทว่าหลี่ซูเหรารู้ทัน นางดีดเข็มเงินเล่มบางเฉียบฝังเข้าที่จุดชีพจรใต้คางของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ร่างนั้นแข็งค้างทันที ขากรรไกรถูกล็อกแน่นจนไม่อาจขยับได้ดั่งใจนึก
"อย่าเพิ่งรีบให้เขาตายเสียล่ะท่านอ๋อง..." ซูเหراเดินเข้าไปใกล้ พลาญสายตากวาดมองรอยสักรูปดอกเบญจมาศสีเลือดที่หัวไหล่ของมือสังหาร มุมปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "รอยสักนี้... เป็นตราสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์ลับประจำตำหนักฮองเฮา ช่างบังเอิญเสียจริงที่กระแสลมเมื่อครู่พัดพาเอาข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนตัวแม่ทัพมาถึงเร็วกว่ากำหนด"
เฟยหลงปรายตามองรอยสักนั้น แววตาดำมืดลงวูบหนึ่ง ความเจ็บปวดและรอยร้าวในอดีตที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้ความเย็นชาถูกกระชากให้เปิดออกอีกครั้ง คนสนิท... คนที่เขาเคยไว้ใจที่สุด กลับเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเงาสมรภูมินี้
"จัดการตามสมควรเถอะซูเหยา" เฟยหลงสะบัดมือทิ้งร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของมือสังหารลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี ราวกับกำลังปัดกวาดฝุ่นผงที่เปื้อนเสื้อผ้า
ซูเหราพยักหน้ารับ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาเช็ดปลายนิ้วที่สัมผัสกับยาพิษเมื่อครู่ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดตัวบุรุษผู้ทรงอำนาจ กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสนิมเหล็กและชาชั้นดีโชยเข้าจมูก นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตานุ่มนวลขึ้นเพียงชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นรอยหมองคล้ำใต้ดวงตาของเขา
"ท่านไม่ได้นอนมาสามคืนแล้วนะเฟยหลง..." น้ำเสียงของนางเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงยามเมื่ออยู่กันตามลำพัง "สงครามเบื้องหน้ายังไม่น่ากลัวเท่าหนอนบ่อนไส้เบื้องหลัง หากท่านล้มลง กองทัพนี้จะไร้ผู้นำ"
เฟยหลงยื่นมือหนาขึ้นสัมผัสแก้วเนียนนุ่มของกุนซือสาวอย่างทะนุถนอม ความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางโลกอันหนาวเหน็บ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนลมหายใจรดรินกัน "ข้าจะไม่ล้ม... ตราบใดที่เจ้ายังยืนอยู่เคียงข้างข้า"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศรอบกายกำลังผ่อนคลายลงภายใต้ความเงียบสงบยามดึกสงัด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกะทันหันจากภายนอกกระโจม เสียงเกือกม้าบดขยี้พื้นดินโคลนและเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของทหารยามดังระรัว
*ปัง!*
ม่านกระโจมถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง แม่ทัพรองผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นจนตัวสั่นเทิ้ม ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับเพิ่งพบเห็นปีศาจจากขุมนรก
"ท... ท่านอ๋องแย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" แม่ทัพรองละล่ำละลักละลานละลอกคำพูดด้วยความตื่นตระหนก "ราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ตราตั้งแม่ทัพบูรพาถูกถอดถอนแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และกองกำลังทหารหลวงสามหมื่นนายกำลังเคลื่อนพลปิดล้อมค่ายทหารของเราจากทุกด้านแล้ว!"
เฟยหลงชะงักค้าง ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงทันที ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ซูเหราที่ยืนอยู่ข้างกายพลันหน้าถอดสี มือเรียวเล็กกำชายเสื้อแน่นจนยับย่น
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยและทรงอำนาจก็ดังแทรกเข้ามาท่ามกลางความโกลาหล
เงาร่างของบุรุษในชุดเกราะทองคำอร่ามผู้หนึ่งก้าวเข้ามาหยุดนิ่งอยู่หน้ากระโจม พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 5
คำเตือนจากกระแสลม
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!