กลิ่นอายคาวเลือดและความโศกนาฏกรรมจากเมืองหลวงยังไม่ทันจางหายจากปลายจดหมายด่วนฉบับนั้น ความเงียบงันภายในห้องโถงรับรองของจวนอ๋องกลับหนักหน่วงราวนำเอาภูเขามาทับถม ข่าวการปลงพระชนม์ชีพตนเองของพระสนมเอกผู้เป็นมารดาในองค์รัชทายาท ณ หอนางพญาเมื่อยามสาม หาได้ทำให้บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพผู้เยือกเย็นสะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย
เฟยหลงยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้สลักลายมังกรทะยานเมฆ ดวงตาคมปลาบดุจใบมีดน้ำแข็งทอดมองลงไปยังกระดานหมากรุกหยกขาวตรงหน้า บนกระดานนั้น เม็ดหมากสีดำและขาวกำลังขบกัดกันอย่างดุเดือดในรูปค่ายกลที่คนทั่วไปมองดูย่อมเห็นว่าเป็นทางตันไร้ทางรอด ทว่าตรงข้ามกับเขากลับมีสตรีร่างระหงผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไร้ลวดลาย ทว่าท่วงท่ากลับสง่างามดั่งพญาหงส์กลางเหมันต์ หลี่ซูเหยานั่งไขว่ห้างอย่างไว้ตัว ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหยกคีบเม็ดหมากสีขาวขึ้นมาพิจารณาชั่วครู่ ก่อนจะวางมันลงไปอย่างไม่รีบร้อน
แปะ... เสียงหมากกระทบกระดานดังก้องกังวานในความเงียบ
"ข่าวใหญ่จากเมืองหลวง... ดูเหมือนจะไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของท่านอ๋องไปจากกระดานตรงหน้านี้ได้เลยกระมังครับ" ซูเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความนัยที่คมกริบดั่งปลายกระบี่ที่ซ่อนในฝัก
เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นเยียบจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงทันבה "ข่าวการตายของสนมเอกตระกูลจ้าว มีค่าอันใดให้เปรียบเทียบกับเกมการเมืองที่กำลังเล่นอยู่บนกระดานนี้เล่า คุณหนูหลี่... หรือท่านคิดว่าความตายของนาง คือหมากกลที่เจ้าสำนักใหญ่อย่างท่านส่งมาเพื่อทดสอบความนิ่งของเป้าหมายกันแน่"
สายตาคมกริบของแม่ทัพผู้กุมกองทัพประจิมตวัดขึ้นสบตา นางกุนซือผู้เร้นกายไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นฉายแววระยิบระยับดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ปล่อยให้ละอองไอร้อนลอยวนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง คล้ายกำลังสร้างม่านหมอกพรางตาในสงครามประสาทที่กำลังดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ
"ท่านอ๋องทรงประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว เพลิงแค้นในวังหลวงย่อมเผาผลาญผู้คนได้ตามกรรมของมัน ข้าเป็นเพียงหญิงสาวผู้ตกอับ ไยเลยจะอาจเอื้อมชักใยเบื้องสูงได้" ซูเหยาแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยปริศนา "แต่ทว่า... หากท่านอ๋องทรงมองข้ามความตายของพระสนมเอกตระกูลจ้าว ระวังว่าก้าวต่อไป... แผ่นดินใต้หล้าอาจมิได้มีเพียงแค่เสียงร่ำไห้ แต่อาจเป็นเสียงคำรามของกองทัพที่เคลื่อนตัวโดยชอบธรรมก็เป็นได้นะ"
คำพูดนั้นทำให้เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่รังสีอำมหิตออกมาราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด มือหนายื่นออกไปหยิบเม็ดหมากสีดำ ทว่ากลับหยุดค้างไว้กลางอากาศ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของสตรีตรงหน้า คล้ายต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากความเยือกเย็นนั้น
"เจ้ากำลังขู่ข้าหรือ ซูเหยา" น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มและอันตราย
"มิกล้า... หม่อมฉันเพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า หมากตัวนี้ที่ท่านคิดว่าเป็นเบี้ยร้าง แท้จริงแล้วอาจเป็นสะพานที่ทอดข้ามสู่บัลลังก์มังกรก็เป็นได้" ซูเหยาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยป่าลอยแตะนาสิกของท่านอ๋อง ขัดแย้งกับความตึงเครียดรอบตัวอย่างสิ้นเชิง "หากท่านยอมเดินหมากตานี้ตามที่ข้าแนะนำ ชัยชนะย่อมอยู่ในกำมือ แต่หากท่านดึงดันจะใช้กำลังเข้าหักหาญ... ระวังว่าปลายดาบที่ท่านถืออยู่ อาจย้อนกลับมาแทงทะลุหัวใจของท่านเอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยแรงกดดันที่แทบจะทำให้หายใจไม่ออก เฟยหลงจ้องมองกระดานหมาก สลับกับใบหน้าเรียบเฉยแต่มั่นใจของสตรีตรงหน้า ในใจเขายอมรับอย่างเงียบเชียบว่า สตรีผู้นี้มิใช่เพียงแค่กุนซือธรรมดา นางมีความสามารถในการอ่านเกมการเมืองทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าขุนนางเฒ่าในท้องพระโรงเสียอีก และนั่นคือสิ่งที่อันตราย... แต่ก็น่าหลงใหลที่สุดในเวลาเดียวกัน
มือที่ถือหมากสีดำเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน เขาไม่เพียงแต่วางมันลงไป แต่กลับใช้มันกินหมากสำคัญของซูเหยาอย่างไร้ความปรานี
"ข้าไม่เคยเล่นตามเกมของใคร ซูเหยา" เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ถ้าอยากให้ข้าเดินตามเกมของเจ้า เจ้าต้องแสดงให้เห็นว่า... เจ้ามีค่าพอที่จะเป็นผู้คุมกระดานนี้ร่วมกับข้า มิใช่เป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งที่รอวันถูกเขี่ยทิ้ง"
ซูเหยาสدนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะยกยิ้มขึ้นอย่างท้าทาย นางมิได้หวาดกลัวต่อสายตาดุร้ายคู่นั้น กลับกัน ประกายในแววตาของนางยิ่งเจิดจ้าขึ้นไปอีก
นางยื่นมือออกไป เลื่อนเม็ดหมากสีขาวของตนเองไปปิดกั้นทางรอดทั้งหมดของหมากสีดำในพริบตาเดียว ท่าทีเด็ดขาดและเฉียบคมทำเอาเฟยหลงถึงกับชะงัก
"ท่านอ๋องทรงมองข้ามตานี้ไปเสียแล้ว..." ซูเหยาเอמהกระซิบแผ่วเบา ทว่าชัดเจนก้องกังวานในความรู้สึก "บางที... การที่ท่านดื้อรั้นเช่นนี้ อาจทำให้ท่านต้องเสียทั้งกระดาน... และเสียหัวใจของตนเองไปพร้อมกันด้วยนะ"
ในวินาทีที่เฟยหลงกำลังจะเอάปากโต้ตอบ ทันรัดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจขององครักษ์เอกก็ดังขึ้นทำลายความเงียบจากนอกประมบนตึก
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์ผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยเนื้อตัวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบซีดเผือดจนไร้สีเลือด "ม... มีราชโองการลับด่วนที่สุดจากฮ่องเต้! และ... และตอนนี้กองกำลังลับของสำนักราชองครักษ์หลวง ได้ปิดล้อมจวนอ๋องของเราไว้หมดทุกด้านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงัก คิ้วหนาย่นเข้าหากันเล็กน้อย สายตาคมกริบตวัดกลับไปมองที่หลี่ซูเหยาอย่างรวดเร็ว ทว่าสตรีตรงหน้ากลับไม่มีความตกใจแม้แต่น้อย นางเพียงแต่วางเม็ดหมากสุดท้ายลงบนกระดานอย่างแผ่วเบา พร้อมกับรอยยิ้มลึกล้ำที่ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ดูเหมือนว่า..." ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาดอกท้อคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายแห่งชัยชนะ "หมากตาแรกของพวกเรา... ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงแล้วล่ะนะ ท่านอ๋อง"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 4
หยั่งเชิงคมปัญญา
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!