แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 10

การเผชิญหน้าบนหน้าผา

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"เงาพ면พพ... ที่ท่านวางใจให้ปกป้องค่ายหลวง หาใช่เงาของสุนัขจิ้งจอกผู้ภักดีไม่ หากแต่เป็นเงาของพยัคฆ์ซ่อนเล็บที่รอวันขย้ำคอหอยท่านต่างหากเล่า ท่านอ๋อง" ซุ่มเสียงทุ้มนุ่มทว่ากังวานดั่งระฆังหยกในห้องโถงอับทึบ สะท้อนก้องผ่านม่านไหมปักลายเมฆา กลิ่นอกำยานจันทร์สว่างลอยอวลผสมผสานกับกลิ่นอายความหนาวยะเยือกของขุนเขาภายนอก ยามนี้บนยอดผาสูงชันซึ่งใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ลับในการบัญชาการรบ บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว เฟยหลงไม่แม้แต่จะปรายตาแลผู้ที่เอ่ยวาจาอวดดีเช่นนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะหนังสีดำสนิทประดับลวดลายเงินยวงยังคงนั่งนิ่งสนิทอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง เบื้องหน้าของเขามีกองฎีกาและแผนที่ยุทธบริเวณกางเกงล้อมด้วยคบเพลิงที่ส่องแสงวับแวม ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งแกะสลักแผ่ซ่านออกจากร่างของแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในสงคราม แม้แต่นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นก็ยังทอดมองเพียงรอยหมึกบนแผนที่กระดาษสา โดยไม่มีทีท่าว่าจะสะท้านสะเทือนต่อคำเตือนอันอุกอาจ "เจ้ากล้าดียังไง ถึงได้ก้าวก่ายงานในกองทัพถึงเพียงนี้ ซูเหยา" น้ำเสียงของฉินอ๋องต่ำทุ้มและราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนทำให้บรรยากาศรอบข้างราวกับลดลงไปอีกหลายองศา หลี่ซูเหยา ไม่ได้ถอยหนี นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้ยันทน์อีกหนึ่งก้าว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายกอไผ่ลู่ลมตัดกับความมืดมิดของห้องโถง ใบหน้างดงามล้ำเลิศเรียบเฉย เยตรึงดั่งเซียนสตรีผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ ทว่าดวงตาสุกสกาวคู่นั้นกลับคมปลาบราวกับใบกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในฝักไหม นางยื่นมือเรียวบางดั่งหยกขาว วางแผ่นป้ายคำสั่งทหารทำด้วยทองสำริดลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา เสียงโลหะกระทบไม้ดังขึ้นเบาๆ แต่กลับดังก้องกังวานในความรู้สึกของคนทั้งสอง เฟยหลงปรายตามองแผ่นป้ายนั้นชั่วพริบตา... มันคือตราสัญลักษณ์ของกองทัพพิทักษ์ทิศเหนือ กองกำลังส่วนตัวที่เขาไว้วางใจมอบหมายให้ ‘แม่ทัพรองหลี่ว์’ บุรุษผู้ร่วมเป็นร่วมตายในสมรภูมิมานับทศวรรษเป็นผู้ดูแล "ท่านอ๋องทรงเชื่อมั่นในมิตรภาพสิบปี... แต่ทรงลืมไปแล้วกระมั้งว่า ผลประโยชน์และอำนาจสามารถกัดกร่อนหัวใจของมนุษยชาติได้เร็วยิ่งกว่าสนิมกินเหล็กกล้า" ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว แต่มันกลับคมกริบราวกับเชือดเฉือนเนื้อหนัง "คืนนี้ ยามเมื่อดอยประจิมลอยพ้นยอดสน กองกำลังของแม่ทัพรองหลี่ว์จะไม่僅仅 مجرد อยู่รักษาการณ์ตามแนวชายแดน แต่พวกเขาจะยกพลเข้าปิดล้อมค่ายหลวงแห่งนี้ เพื่อถวาย ‘หัวใจ’ ของท่านอ๋องเป็นเครื่องบรรณาการแด่ผู้ที่ประทับอยู่ ณ เมืองหลวง" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ เฟยหลงเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงประกายความดุร้ายราวดุจพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อผู้บังอาจล้ำเส้น "เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่า สิ่งที่พูดเป็นความจริง หรือนี่เป็นเพียงหมากอีกกระดานที่เจ้าใช้เพื่อปั่นป่วนจิตใจข้ากันแน่ ซูเหยา" เฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำบึกบึนภายใต้เกราะเหล็กกดดันให้บรรยากาศรอบกายอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง จนกลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นสนิมเหล็กจากสนามรบโอบล้อมร่างอรชรไว้ทั้งหมด ซูเหยาไม่ได้ก้าวถอยหลังแม้แต่น้อย นางเงยหน้าขึ้นสบประสานสายตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว ความสูงของนางอยู่เพียงระดับอกของเขาพอดี แต่รัศมีแห่งปัญญาและความเด็ดเดี่ยวในแววตานั้นกลับมิได้ด้อยไปกว่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย "หากหม่อมฉันพูดเท็จ... หัวบนบ่าของหลี่ซูเหยาผู้นี้ ยินดีให้ท่านอ๋องใช้กระบี่ตัดขาดสะบั้นลง ณ วินาทีนี้ได้เลยเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงหนักแน่น ไม่มีรอยสั่นไหวแม้แต่น้อย เฟยหลงจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยคู่นั้น ค้นหาความหวาดกลัว พิรุธ หรือแม้แต่ความลังเลจากนาง ทว่าสิ่งที่เขาพบกลับมีเพียงความจริงใจอันบริสุทธิ์ และความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้... ความรู้สึกที่ว่า สตรีผู้นี้พร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขา จากภัยอันตรายที่แม้แต่เขายังมองไม่เห็น มือหนาเอื้อมออกไปคว้าข้อมือเรียวบางของนางไว้โดยไม่รู้ตัว แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด ทว่ามันแฝงไว้ด้วยความสับสนและแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้เนิ่นนาน "เหตุใดเจ้าจึงต้องทำถึงขนาดนี้?" เฟยหลงถาม เสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อย ความเยือกเย็นชาดุจน้ำแข็งเมื่อครู่เริ่มมีรอยร้าว "เพราะในยุทธภพและราชสำนักอันเน่าเฟะนี้... มีเพียงท่านอ๋องผู้เดียว ที่ต่อให้ต้องแบกรับความอยุติธรรมและความโดดเดี่ยวไว้เพียงลำพัง ก็ยังไม่เคยยอมก้มหัวให้ความชั่วช้า" ซูเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ร่องรอยความเจ็บปวดฉายชัดในแววตาคู่คม "หม่อมฉันสูญเสียตระกูล สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว... หม่อมฉันยอมให้ประวัติศาสตร์จารึกว่าตนเองเป็นสตรีผู้โหดเหี้ยม แต่อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ต้องสูญเสียบุรุษผู้เป็นความหวังสุดท้ายของแผ่นดินนี้ไปเลยเพคะ" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของแม่ทัพผู้เยือกเย็น เฟยหลงนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชาจากการทรยศหักหลังมาร่วมสปีชีส์ คล้ายถูกสายธารอุ่นๆ ไหลผ่านเข้ามาหล่อเลี้ยงอย่างช้าๆ ทว่า ก่อนที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองจะทันได้ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกะทันหันจากภายนอกค่ายหลวง! *ตึง! ตึง! ตึง!* เสียงเกือกม้าและเสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวทะลุกำแพงไม้สนเข้ามา ตามด้วยเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของทหารยามหน้าค่าย "มีกบฏ! กองกำลังทหารพิทักษ์ทิศเหนือบุกเข้ามาแล้ว! ตั้งแถวรับมือเร็วเข้า!" เฟยหลงหรี่ตาลงคมกริบ รัศมีสังหารระเบิดออกมาจากร่างทันที เขาสบตากับซูเหยาที่เป็นคนเตือนภัยได้อย่างแม่นยำ ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน มือใหญ่ปล่อยข้อมืองาม ก่อนจะเอื้อมไปหยิบกระบี่ประจำกาย *‘อัสนีทมิฬ’* ที่พาดอยู่บนแท่นวางขึ้นมาถือไว้มั่น บรรยากาศรอบตัวกลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุร้ายและทรงอำนาจอีกครั้ง "ดูเหมือนว่า สุนัขที่ข้าเลี้ยงไว้ จะลืมไปเสียแล้วว่าใครเป็นคนโยนกระดูกให้มันกิน" เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก เขากำลังจะก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูภายนอก ทว่ากลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อซูเหยาเอื้อมมือมาดึงชายเสื้อเกราะของเขาไว้เบาๆ "ท่านอ๋อง... อย่าเพิ่งใจร้อน" ซูเหย่าเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาสุกสกาวกวาดมองไปรอบห้องโถงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ถ้วยน้ำชาสมุนไพรบนโต๊ะที่ยังคงมีไอความร้อนคุกรุ่น ซึ่งนางเป็นคนชงให้เขาดื่มก่อนหน้านี้ไม่นาน "มีบางอย่างผิดปกติ..." ซูเหยาพึมพำ นางยื่นมือไปจุ่มปลายนิ้วลงในน้ำชาสีอำพันเพียงเล็กน้อย แล้วนำมาแตะที่ริมฝีปากเพื่อทดสอบรสชาติ ทันทีที่สัมผัสโดน สีหน้าของนางก็ถอดสีลงจนซีดเผือด "พิษ... เป็นพิษไร้กลิ่นสวรรค์!" ซูเหยาอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้หน้าประตูก็หยุดลง พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนทาบทับลงบนบานประตูม่านไหม เงาร่างนั้นคุ้นเคยยิ่งนัก... มันคือเงาของหลี่ว์ซาน แม่ทัพรองผู้เป็นสหายสนิทมือขวาของเขาเอง และก่อนที่เฟยหลงจะทันได้เอ่ยปากทักท้วงสิ่งใด บานประตูก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงหัวoเราะเยียบเย็นที่ดังลอดเข้ามาจากความมืดมิดยามวิกาล ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิอักษรนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%