เงาดำทมิฬที่ทาบทับลงบนกรอบประตูกลางดึกสงัด มิได้สร้างความตื่นตระหนกแก่บุรุษผู้ประทับนั่งอยู่เบื้องโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายพยัคฆ์แม้แต่น้อย ฉินอ๋องเฟยหลงยังคงจดจ้องม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์ด้วยแววตานิ่งสนิทดุจผืนน้ำในบึงลึก ขณะที่หลี่ซูเหยาค่อยๆ วางพู่กันขนสัตว์ลงบนแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับกะเรียนขาวที่ก้าวเดินผ่านผืนหิมะ แม้เสียงหัวเราะเยียบเย็นนั้นจะยังคงสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันก็ตาม
"คิดไม่ถึงเลยว่า... สุนัขรับใช้แห่งจวนฉินอ๋อง จะยังมีความสำราญหลงเหลือในการกางแผนที่ฆ่าฟัน ในยามที่ค่ายกลกำลังจะมอดไหม้เป็นจุล"
เจ้าของร่างสูงโปร่งที่ก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามาคือแม่ทัพรอง 'จ้าวไห่' บุรุษผู้มีรอยแผลเป็นลากยาวจากหางคิ้วพาดผ่านสันจnoseลงมาถึงมุมปาก รอยยิ้มของเขาบิดเบี้ยวด้วยความลำพองใจ ด้านหลังของเขามีทหารองครักษ์เงาอีกสี่นายพร้อมอาวุธครบมือ กลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นสุราแรงกล้าลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกำยานในห้องทรงอักษร
เฟยหลงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ผู้บัญชาการทัพใหญ่ยังคงใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามแนวเขาจำลองบนแผนที่กระดาษสา น้ำเสียงของเขาแหบต่ำ ทว่าทรงพลังอำนาจจนบรรยากาศในห้องลดฮวบลงราวกับฤดูเหมันต์มาเยือน "เจ้าคิดว่าความเงียบงันของข้า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา คือความโง่เขลา หรือความเมตตาปรานีกันแน่... จ้าวไห่"
จ้าวไห่สะดุ้งวาบไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว "ฮ่าๆๆ! ท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ถึงคราวนี้ต่อให้ท่านมีปีกก็บินไม่พ้น ค่ายกลค่ายใหญ่ทางทิศเหนือถูกกองกำลังของแคว้นฉีตีแตกพ่ายแล้ว เอกสารลับทางราชการทั้งหมดอยู่ในมือข้า แผ่นดินนี้... กำลังจะเปลี่ยนมือ!"
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ซูเหยาหาได้แสดงอาการหวาดกลัวไม่ นางก้าวเท้ามาหยุดยืนเคียงข้างบุรุษผู้เป็นนาย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองผู้บุกรุกด้วยความเวทนา ดุจดังมองมดปลวกที่กำลังไต่ขึ้นสู่ปากปล่องภูเขาไฟ
"แม่ทัพจ้าว... ท่านช่างน่าสงสารยิ่งนัก" สุเสียงหวานใสกังวานเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "ท่านคิดว่าเอกสารลับที่ท่านขโมยไปจากหีบเหล็กเมื่อยามโฉลกสาม เป็นแผนผังที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ?"
จ้าวไห่ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยว "เจ้าหมายความว่าอย่างไร นังตัวดี!"
ซูเหยายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ดวงหน้าอันงดงามเฉิดฉายขึ้นราวกับดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางพายุหิมะ นางหยิบม้วนกระดาษอีกม้วนขึ้นมา หมุนพลิกในมืออย่างไม่เร่งรีบ "แผนผังที่ท่านได้ไป เป็นเพียงกับดักที่ท่านอ๋องทรงวางไว้เพื่อล่อให้หนูสกปรกอย่างท่านวิ่งออกมาจากรู หากท่านมีความรู้เรื่องตำราพิชัยสงครามอยู่บ้าง ย่อมต้องรู้ว่า 'ค่ายกลค่ายใหญ่ทางทิศเหนือ' ที่ท่านเพิ่งส่งสัญญาณจุดไฟเผาเมื่อครู่ แท้จริงแล้วคือคลังเก็บเสบียงสำรองที่ว่างเปล่า และตอนนี้... กองกำลังซุ่มโจมตีของท่านอ๋อง กำลังโอบล้อมทหารแคว้นฉีที่บุกเข้ามาติดกับดักจนมุมหมดแล้ว"
สิ้นคำพูดของนาง เสียงคำรามกึกก้องของกลองศึกและเสียงโห่ร้องกู่ก้องจากภายนอกก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นราวกับฟ้าผ่า แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน สะท้อนถึงความพ่ายแพ้ที่กำลังโหมกระหน่ำใส่กองกำลังฝ่ายศัตรูอย่างไม่ทันตั้งตัว
จ้าวไห่หน้าถอดสี เลือดในกายเย็นเฉียบ ดวงเบิกIกว้างด้วยความตื่นตระหนก "เป็นไปไม่ได้! ข้า... ข้าส่งคนไปสืบมาอย่างดีแล้ว!"
"คนของท่านถูกซื้อตัวไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในค่ายนี้แล้ว" เฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างของแม่ทัพผู้เกรียงไกรแผ่ขยายปกคลุมทั่วห้อง ดาบประจำกายถูกชักออกจากฝักช้าๆ เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานบาดแก้วหู "เจ้าคิดจะขายชาติเพื่อแลกกับเศษเงินของแคว้นฉี แต่กลับลืมไปว่า... ดินแดนที่พวกเหยียบย่ำอยู่ ณ ที่นี้ เลือดของใครเป็นผู้หลั่งรินเพื่อปกป้องมัน"
เพียงพริบตาเดียว ร่างของเฟยหลงก็หายวับไปจากสายตา ประหนึ่งสายลมทมิฬที่พัดผ่านความมืด เสียงเหล็กกระทบกันเพียงคราเดียวก้องสะท้อน ก่อนที่ศีรษะขององครักษ์เงาผู้ติดตามทั้งสองจะร่วงหล่นลงกับพื้นพรม พร้อมกับเลือดสีชาดที่สาดกระเซ็นย้อมผนังห้องเป็นลวดลายอันน่าสยดสยอง
จ้าวไห่เข่าทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ดาบในมือร่วงหล่นกระทบพื้นเสียงดังสนั่น เขากระอักเลือดออกมาคำโตเมื่อแรงกดดันมหาศาลจากจิตสังหารของเฟยหลงถาโถมเข้าใส่ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เฟยหลงก้าวเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าบุรุษผู้ทรยศ ปลายดาบคมกริบจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของจ้าวไห่โดยไม่ลังเล "ข้าไว้ชีวิตคนมามาก แต่ไม่ใช่กับสุนัขทรยศเช่นเจ้า"
ทว่า ก่อนที่คมดาบจะสะบัดปลิดชีพศัตรู หลี่ซูเหยาเอื้อมมือเรียวบางมาแตะที่ข้อศอกของเขาเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาดั่งปีกแมลงทับ แต่กลับทรงพลังพอที่จะหยุดยั้งพายุคลั่งในใจของบุรุษผู้เยือกเย็นได้ชะงักงัน
"ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ" ซูเหยาเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าแววตากลับคมกลาบ "ชีวิตของมันยังมีประโยชน์เกินกว่าจะปล่อยให้ตายง่ายดายเช่นนี้ จงปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่เพื่อเห็นความพ่ายแพ้ราบคาบของแคว้นฉี และรับรู้ว่าแผนการทั้งหมดของมัน ถูกทำลายลงด้วยมันสมองของสตรีที่มันเคยดูแคลนเถิด"
เฟยหลงหันมาสบตากับนาง แววตาดุดันเยือกเย็นเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงวบหนึ่ง ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน เขาพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะสะบัดดาบเก็บเข้าฝัก แล้วหันไปออกคำสั่งกับองครักษ์ภายนอก
"คุมตัวมันไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน ล่ามโซ่ตรวนให้แน่นหนา หากมันตายก่อนที่สงครามจะสิ้นสุด... หัวพวกเจ้าจะต้องหลุดออกจากบ่าแทน!"
เมื่อความวุ่นวายภายในห้องสงบลง เหลือเพียงกลิ่นคาวเลือดจางๆ และแสงตะเกียงที่วับแวม เฟยหลงหันกลับมามองสตรีตรงหน้า ผู้ซึ่งยืนหยัดเคียงข้างเขาผ่านพายุฝนแห่งความเป็นความตาย ดวงตาคมกริบทอดมองนางด้วยความลึกซึ้งที่ยากจะหาคำบรรยาย ชัยชนะในค่ำคืนนี้มิใช่เพียงเพราะยุทธวิธีอันแยบคาย แต่เป็นเพราะมีนางอยู่ร่วมร้อยเรียงกระดานหมาก
ซูเหยาคลี่ยิ้มบางเบา นางยื่นมือออกไปรินชาอุ่นลงในจอกกระเบื้องเคลือบยื่นส่งให้เขา "ศึกครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเพคะท่านอ๋อง กองทัพแคว้นฉีที่เหลือรอด ย่อมต้องส่งยอดกุนซืออีกคนมารับมือกับเราอย่างแน่นอน"
เฟยหลงรับจอกชามาจากมือนาง ปลายนิ้วสัมผัสกันแผ่วเบา ทว่ามั่นคงดั่งหินผา เขายกชาขึ้นจิบโดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าอันงดงาม ทว่า ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยถ้อยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าเร่งรีบของม้าเร็วก็ดังขึ้นที่หน้าจาน พร้อมกับเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกที่แผ่วลอดเข้ามาในความเงียบ
"รายงานท่านอ๋อง! มี... มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง ส่งตรงถึงมือท่านอ๋องโดยประทับตราประทับลับสูงสุดพ่ะย่ะค่ะ!"
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมเดินทางฝ่าฟันสมอภูมิอักษรครั้งนี้ไปกับข้าพเจ้าเสมอนะครับ
- พงศาวดารมีชีวิต -
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา•ตอนที่ 11
ทลายค่ายศัตรูพ่าย
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือผู้เร้นกายในสมรภูมิเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!