สถาปัตยกรรมรักลวงตา: ปิดคดีหัวใจนายสถาปนิกปีสาม•ตอนที่ 2

ทฤษฎีอ่านใจริมสนามบอล

ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
"ผมคิดว่างานวิจัยชิ้นนี้... คงต้องยุติลงแค่ตรงนี้นะครับคุณปารณ" ประโยคบอกเล่าที่เคลือบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดอาบยาพิษ หลุดออกมาจากริมฝีปากของ ดร.ธนา อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากเพดานห้องปฏิบัติการสถาปัตยกรรมสะท้อนลงบนกรอบแว่นโลหะของเขา บังคับให้ดวงตาหลังเลนส์คู่นั้นกลายเป็นประกายเย็นเยียบที่อ่านไม่ออก ปารณ (ปาล์ม) ไม่ได้ขยับเขยื้อน ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตพับแขนยังคงยืนพิงขอบโต๊ะเขียนแบบ มือข้างหนึ่งถือด้ามดินสอแกรไฟต์แน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว เปลือกตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ ความเงียบงันแผ่ขยายตัวออกไปราวกับก๊าซพิษที่ค่อยๆ รั่วไหลเข้าสู่ปอด บรรยากาศในห้องไม่ได้ถูกคั่นด้วยเสียงลมหายใจ แต่ถูกคั่นด้วยเศษซากความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อสามปีก่อน—ภาพตึกคณะสถาปัตย์ที่พังทลายลงมาในคืนพายุโหมกระหน่ำ ภาพโครงสร้างเหล็กที่บิดเบี้ยวราวกับกระดูกหัก และเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเขาตลอดเวลา "อาจารย์กำลังบอกว่า... ความจริงเรื่องเสาเข็มต้นนั้น มันเป็นเรื่องที่ควรปล่อยให้ตายไปพร้อมกับซากตึกอย่างนั้นเหรอครับ" ปารณเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำของเขาแหบพร่าเล็กน้อยแต่ทรงพลังพอที่จะสั่นคลอนอากาศรอบตัวได้ ดร.ธนามีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มของผู้มีชัยเหนือกระดานหมากรุก "ความจริงในทางสถาปัตยกรรม ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นมองเห็นหรอกนะครับคุณปารณ แต่มันคือสิ่งที่เรา 'เลือก' ที่จะออกแบบให้มันคงอยู่ต่างหากล่ะ โครงสร้างที่ดี... ต้องรู้จักรับน้ำหนักส่วนที่เกินและยอมปิดตายรอยร้าวที่ซ่อนอยู่" ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว หันหลังให้ แล้วเดินหายลับไปหลังบานประตูไม้โอ๊คสีเข้ม ทิ้งให้ปารณยืนอยู่ลำพังท่ามกลางกลิ่นอายของกระดาษไขและหมึกพิมพ์แปลนอาคารที่บัดนี้... กลับให้ความรู้สึกอับชื้นราวกับหลุมศพ ปารณกำดินสอในมือแน่นขึ้นจนไส้ดินสอหักคามือ เสียง *แกร็ก* ดังขึ้นเบื้องล่างความเงียบ เขาผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด พยายามกดข่มความโกรธเกรี้ยวที่กำลังแผดเผาช่องท้องลงไป ปมในอดีตกำลังบีบรัดหัวใจเขาให้ตีบตัน แต่กระนั้น ในฐานะนักศึกษาปี 3 ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะด้านโครงสร้าง เขาไม่เคยยอมแพ้ให้กับความอยุติธรรมที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม เขารู้ดีว่า... ลำพังตัวเขาคนเดียวในตอนนี้ เปรียบเสมือนมดที่กำลังพยายามโค่นต้นไม้ใหญ่ ดร.ธนาไม่ได้มีแค่ตำแหน่งทางวิชาการค้ำคอ แต่มีอิทธิพลและเครือข่ายที่พร้อมจะบดขยี้ใครก็ตามที่ขวางทาง สิบนาทีต่อมา ปารณเดินออกมาจากอาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาคมกริบซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นสายตา เขาตัดสินใจเดินลัดเลาะมายังสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัย พื้นที่โล่งกว้างที่มีลมพัดโชยเอื่อยๆ น่าจะช่วยให้สมองที่อัดแน่นไปด้วยสูตรคำนวณและแรงกดดันทางจิตใจได้คลายตัวลงบ้าง ทว่า... สายตากลับสะดุดเข้ากับร่างโปร่งบางของใครบางคนที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งร่มเงา นลิน (ลิน) นักศึกษาคณะจิตวิทยาปี 3 นั่งไขว่ห้างอยู่บนขั้นบันไดปูน มือข้างหนึ่งถือสมุดปกหนังสีดำเล่มเล็ก อีกข้างควงปากกาหมึกซึมอย่างคล่องแคล่ว ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับแมวป่ากำลังจ้องมองตรงมาที่สนามฟุตบอลเบื้องล่าง แต่เป้าสายตาของเธอกลับไม่ใช่กลุ่มนักศึกษาที่กำลังวิ่งไล่ลูกบอล... แต่เป็นปารณที่เพิ่งเดินเข้ามาในรัศมีสายตาของเธอต่างหาก ปารณชะงักฝีเท้า ความรู้สึกระแวดระวังถูกเปิดสวิตช์ขึ้นทันที เขารู้จักผู้หญิงคนนี้ นลิน... สาวมั่นผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านภาษากายและจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ ยัยตัวแสบที่ชอบทำตัวเป็นนักสืบสมัครเล่นและเคยเกือบจะจับโกหกเขาได้ในห้องสมุดเมื่อสัปดาห์ก่อน *เธอมาทำอะไรแถวนี้อีก หรือว่า... ดร.ธนาจะส่งเธอมาสังเกตการณ์?* ความคิดด้านลบพรั่งพรูเข้ามาในหัว ปารณตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปหา เธอโดยไม่หลบเลี่ยง เขาสะกดรอยยิ้มเย็นชาไว้ที่มุมปาก แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนอัฒจันทร์ถัดจากเธอไปสองขั้น โดยเว้นระยะห่างไว้อย่างจงใจ "ถ้าการจ้องมองคนอื่นอย่างไร้มารยาทเป็นวิชาบังคับของคณะจิตวิทยา ผมคิดว่าคุณคงได้เกรด A+ ไปนานแล้วล่ะครับคุณนลิน" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นلินสะดุ้งเล็กน้อยแต่วินาทีต่อมา เธอกลับหันมาหาเขาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉาบอยู่บนใบหน้าเรียวสวย ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความตกใจเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย ราวกับเธอคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าเขาจะเดินเข้ามาทัก "การมองและการสังเกตต่างกันมากนะคะคุณปารณ..." นลินปิดสมุดปกหนังในมือลงเบาๆ เสียงกระดาษกระทบกันดังขึ้นเบื้องหน้า "การมองคือการใช้ดวงตารับแสงสะท้อน แต่การสังเกต... คือการถอดรหัสสิ่งที่อยู่เบื้องหลังภาพลวงตาต่างหาก ซึ่งดูเหมือนว่า... มันจะเป็นงานถนัดของคุณซะด้วยสิคะ" ปารณหรี่ตามองเธออย่างพินิจพพิเคราะห์ นั่งไขว่ห้างแล้วเอามือประสานกันไว้ที่ตัก "คุณกำลังหมายถึงอะไร" "ฉันหมายถึง... พฤติกรรมชดเชย (Compensation) ของคุณในตอนนี้ยังไงล่ะคะ" นลินขยับตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จางๆ ลอยมาแตะจมูก "ผู้ชายที่ยืนพิงเสาด้วยท่าทางสบายๆ แต่กล้ามเนื้อต้นขาเกร็งตัวระดับสิบเปอร์เซ็นต์ มือข้างขวาที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตกำลังบีบเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ จนยับเยิน และที่สำคัญที่สุด..." เธอหยุดเว้นจังหวะ เลื่อนสายตาคมกริบลงมองที่มือของเขา "...อัตราการกะพริบตาของคุณเพิ่มขึ้นจากปกติถึงสองเท่า ในขณะที่คุณกำลังเดินเข้ามาหาฉัน สีหน้าของคุณเรียบเฉยจนเกินพอดี ซึ่งในทางจิตวิทยาแล้ว นั่นไม่ใช่ความเยือกเย็นค่ะ แต่มันคือเกราะกำบังของคนที่กำลังหวาดกลัวว่า ความลับบางอย่างกำลังจะหลุดลอดออกไปต่างหาก" ปารณชะงักไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว รอยยิ้มบนใบหน้าของนลินกว้างขึ้น เธอยื่นสมุดบันทึกในมือมาตรงหน้าเขา เปิดหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยลายมือยึกยือและแผนผังพฤติกรรมมนุษย์ พร้อมกับข้อความที่เขียนสรุปไว้ด้วยปากกาแดงตัวโต * 'ปารณ: สถาปนิกปี 3, มีปมความรู้สึกผิด (Guilt complex) จากอุบัติเหตุโครงสร้าง, กำลังเผชิญหน้ากับอำนาจมืด, ปากแข็งและชอบผลักไสคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเองจากความเสียหาย' * ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตานั้นเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวและความท้าทายที่ทำเอาปารณรู้สึกเหมือนถูกถอดเสื้อผ้าต่อหน้าธารกำนัล "ฉันวิเคราะห์ถูกไหมล่ะคะ... คุณสถาปนิกจอมเย็นชา?" นลินเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อย แต่นัยน์ตากลับจริงจังจนน่ากลัว "คุณกำลังสู้กับอะไรอยู่กันแน่คะ ดร.ธนาให้โจทย์อะไรที่คุณต้องแบกรับไว้คนเดียว ถึงได้ทำหน้าเหมือนแบกตึกทั้งหลังไว้แบบนี้" ปารณจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวนิ่งนาน บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบ ความรู้สึกทั้งโกรธ ทั้งทึ่ง และหงุดหงิดปะปนกันอยู่ในอก ยัยผู้หญิงคนนี้อันตรายเกินไป เธอมองทะลุเปลือกนอกทั้งหมดของเขาเข้าไปถึงแก่นแท้ของจิตวิญญาณได้อย่างแม่นยำราวกับมีเวทมนตร์ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เธอจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนกระทั่งนลินชะงักไปเล็กน้อยและเผลอกลั้นหายใจ ปารณกระตุกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อันตรายและเต็มไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างประหลาด "คุณเก่งมากครับที่อ่านภาษากายของผมได้ขาดกระวิงขนาดนี้..." เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหูของเธอ "แต่คุณรู้ไหมครับ... ว่าในทางจิตวิทยา เมื่อเราจ้องมองเหยื่อมากๆ บางครั้ง... เราอาจจะตกหลุมพรางของเหยื่อโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ" นลินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักถึงระยะห่างที่ใกล้เกินไป หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะแต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากโต้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลังอัฒจันทร์ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจที่เอ่ยแทรกขึ้นทำลายความเงียบ "ดูเหมือนว่า... ผมจะมาขัดจังหวะการสนทนาอันน่าสนุกของพวกคุณสินะครับ" ปารณและนลินผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่หันขวับไปมองยังต้นเสียง ร่างสูงของชายในชุดสูทสีเทาเข้มยืนกอดอกอยู่ตรงทางขึ้นอัฒจันทร์ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาทาบทับใบหน้าของเขาจนเกิดเงาลึก ดร.ธนายืนส่งยิ้มอบอุ่นมาให้พวกเขา แต่แววตาหลังกรอบแว่นคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ สิ้นเชิง ในมือขวาของอาจารย์ใหญ่... มีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลคุ้นตา ถืออยู่ ซึ่งปารณจำได้ทันทีว่ามันคือ... แฟ้มข้อมูลลับเกี่ยวกับโครงสร้างตึกถล่มที่เขาเพิ่งทำหายไปจากโต๊ะทำงานเมื่อเช้า! หัวใจของปารณหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม [ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปมปริศนาและลุ้นไปกับเคมีสุดเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะครับ!]
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปัตยกรรมรักลวงตา: ปิดคดีหัวใจนายสถาปนิกปีสาม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%