ปลายมีดอาบอาคมสีเงินยวงจ่ออยู่ตรงชีพจรเต้นระรัวบริเวณลำคอระหง กลิ่นอายความตายจากคมดาบแผ่ซ่านจนผิวเนื้อระคายเคือง ทว่า เซเรนกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา ดวงตากลมโตคู่นั้นมองทะลุผ่านคมอาวุธ ไปหยุดนิ่งอยู่กับใบหน้าของพี่ชายร่วมสายเลือด ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยโอบกอดเขาด้วยรอยยิ้ม แต่บัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและอำนาจ
"เจ้ามันก็แค่ความผิดพลาดของตระกูลเรา เซเรน" เสียงทุ้มต่ำที่เคยคุ้นหูดังลอดไรฟัน ขณะที่แรงกดที่ปลายมีดเพิ่มขึ้นจนเลือดสีแดงสดซึมเปื้อนคมโลหะ "ถ้าไม่มีเจ้า ตำแหน่งจอมเวทหลวงก็คงเป็นของข้าตั้งแต่สิบปี,ก่อนแล้ว"
เซเรนแย้มยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและร่องรอยของความเจ็บปวดที่ถูกสะสมมาเนิ่นนาน เขาไม่โต้ตอบด้วยวาจา ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่กรีดแทะจิตใจของอีกฝ่าย นิ้วเรียวยาวขยับวาดอักขระเวทสีครามจางๆ กลางอากาศอย่างไร้เสียง เป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะรอดชีวิต
ในวินาทีที่คมมีดกำลังจะปักลึกลงไปเพื่อปลิดชีพ อุณหภูมิภายในห้องโถงหินอัปมนต์ก็ลดฮวบลงฉับพลัน ราวกับถูกดึงเข้าสู่ขั้วโลกเหนือในชั่วพริบตา เปลวเพลิงสีดำทมิฬลุกโชนขึ้นจากพื้นรอบตัวเซเรนอย่างไร้ที่มา มันไม่แผดเผา แต่มันแช่แข็งทุกสรรพสิ่งให้หยุดนิ่ง เสียงกรีดร้องของเหล่าทหารองครักษ์ที่กรูเข้ามากลายเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวที่ไร้เสียง
"ใครบังอาจ..."
เสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งอสนีบาตฟาดผ่ากลางใจ ทรงอำนาจและเย็นชาจนกระดูกสันหลังของผู้ได้ยินต้องสั่นสะเทือน เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวผ่านม่านเปลวเพลิงสีทมิฬเข้ามาอย่างไม่รีเวลาร้อนใจ ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอประกายสีแดงฉานดั่งโลหิตยามเมื่อมองไปยังเป้าหมาย คาลอสปรากฏตัวขึ้นแล้ว และรัศมีแห่งการทำลายล้างที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาก็กำลังทำให้โครงสร้างของปราสาทสั่นคลอน
เซเรนผ่อนลมหายใจยาว ความตึงเครียดที่แบกรับไว้คลี่คลายลงทันทีเมื่อร่างของตนถูกดึงเข้าไปสู่อ้อมกว้างที่คุ้นเคยและปลอดภัยที่สุดในสามโลก
"คาลอส..." เซเรนพึมพัวแผ่วเบา ขณะที่ฝ่ามือหนาอุ่นจัดประคองใบหน้าของเขาให้เงยขึ้น สำรวจทุกรอยขีดข่วนด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
"เจ้ากล้าดียังไง..." คาลอสไม่ได้สนใจพี่ชายของเซเรนที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวต่อหน้าพลังกดดันระดับหายนะ เขาก้มลงกระซิบข้างใบหูของนายเอกด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริกด้วยโทสะที่ถูกกดทับ "ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหม... ว่าถ้าใครบังอาจทำให้เจ้าเสียเลือดแม้แต่หยดเดียว ข้าจะลบมันออกจากประวัติศาสตร์"
จอมทัพปีศาจปรายตามองผู้บุกรุกเพียงนิดเดียว ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง ก่อนที่ความมืดมิดมหาศาลจะระเบิดออกจากการตวัดปลายนิ้วเพียงครั้งเดียว แรงกระแทกมหาศาลซัดร่างของทุกคนในห้องกระเด็นทะลุกำแพงหินหนาจนแหลกละเอียดในพริบตา เหลือเพียงคาลอสและเซเรนที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง
ทว่า ในจังหวะที่สถานการณ์ควรจะสงบลงและอยู่ในกำมือของคาลอส รอยแยกสีม่วงเข้มขนาดใหญ่ก็ฉีกขาดขึ้นกลางอากาศเหนือศีรษะของพวกเขา แรงดึงดูดประหลาดฉุดกระชากทุกสิ่งรอบตัวให้พินาศ
ร่างของเซเรนถูกแรงกระชากนั้นดึงให้ลอยสูงขึ้นจากพื้นดิน ท่ามกลางความตกใจ คาลอสพุ่งทะยานคว้าข้อมือของเขาไว้ได้ทัน แต่มิติเบื้องบนกลับปรากฏเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งก้าวออกมา นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทว่าดวงตากลับไร้แววชีวิต และเสียงที่เอ่ยออกมาก็ราวกับมาจากก้นบึ้งของขุมนรก
"องค์ชายคาลอส... ทรงลืมไปแล้วหรือว่า พันธะโลหิตที่ท่านทำไว้กับมนุษย์ผู้นี้ แลกมาด้วยวิญญาณครึ่งหนึ่งของพระองค์เอง"
คาลอสชะงักกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี ขณะที่เซเรนที่กำลังถูกดึงตัวขึ้นไปหันกลับมามองหน้าพระเอกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและคำถามมากมายที่ยังไม่เคยได้รับคำตอบ
ไฟเยอร์บลัดขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ตัวละครมาจนถึงตอนนี้ด้วยนะครับ
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 50
กึ่งกลางแห่งโชคชะตา
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!