พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 39

ความบ้าคลั่งของปีศาจ

ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
หยาดเลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ เสียงหยดเลือดที่กระทบพื้นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว คาลอสยืนนิ่ง ร่างกายกำยำของเขาสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อคมกริชที่ยังปักคาอยู่บนแผ่นหลังของเซเรน แต่เป็นเพราะความโกรธแค้นที่ลุกโชนอยู่ในอกจนแทบจะแผดเผาให้ทุกสิ่งรอบตัวมอดไหม้เป็นจุณ "เซเรน..." เสียงของคาลอสแหบพร่า มันไม่ใช่เสียงของจอมทัพปีศาจผู้สุขุมเยือกเย็น แต่มันคือเสียงของสัตว์ป่าที่เพิ่งสูญเสียสมบัติชิ้นสุดท้ายที่มีค่าที่สุดในชีวิตไป มือหนาที่เปื้อนเลือดสั่นเทาขณะเอื้อมไปประคองร่างบางที่ค่อยๆ ทรุดตัวลงในอ้อมกอด ดวงตาสีโลหิตของเขากำลังเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งความปรานี หรือแม้แต่ความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ "ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว... ว่าอย่าเข้ามาใกล้ข้า" เซเรนกระซิบเสียงแผ่ว ลมหายใจของเขาติดขัด ใบหน้าซีดเผาวางลงบนบ่ากว้างของชายผู้เป็นที่รัก แม้ความเจ็บปวดจะแล่นพล่านไปทั่วร่างจากการถูกพิษในคมกริชแทรกซึม แต่เซเรนกลับยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของคาลอสอย่างแผ่วเบา "เจ้า... อย่าทำแบบนี้" คาลอสไม่ตอบ เขาไม่ได้มองไปที่เซเรนเพียงอย่างเดียว แต่สายตาของเขาจ้องมองไปยังเงามืดที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงมุมห้อง ไอร้อนจากกายของปีศาจแผ่ขยายออกไปจนทำให้ผนังหินเริ่มร้าว อากาศรอบข้างบิดเบี้ยวด้วยแรงกดดันเวทมนตร์ระดับสูงที่ไม่ได้ถูกจำกัดไว้ในกรอบของเหตุผลอีกต่อไป "ผู้ใด..." คาลอสเอ่ย เสียงนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งจากขุมนรก "ผู้ใดที่กล้าแตะต้องสิ่งที่ข้าหวงแหนที่สุด จงออกมาเสีย ก่อนที่ข้าจะฉีกทึ้งวิญญาณของพวกเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว!" ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ดังมาจากเงามืด คาลอสไม่ได้รอให้ศัตรูเผยตัว เขาเหวี่ยงแขนเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังเวทสีดำทมิฬพุ่งเข้ากระแทกกำแพงฝั่งตรงข้ามจนพังทลายลงมาทั้งแถบ ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว แต่คาลอสไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป เขาโอบกอดเซเรนไว้แน่นขึ้น ราวกับจะหลอมรวมอีกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียวกับกายเนื้อของเขา "มองตาข้า เซเรน" คาลอสสั่ง เสียงของเขาเริ่มก้องกังวานด้วยพลังอำนาจที่เหนือกว่าจอมทัพคนใด "เจ้าจะตายไม่ได้ เจ้าเป็นของข้า ต่อให้ต้องรั้งวิญญาณเจ้ากลับมาจากปากประตูปรโลก ข้าก็จะทำ" "คาลอส... เจ้ากำลังคลุ้มคลั่ง..." เซเรนพยายามจะห้าม แต่แรงที่เขามีเหลือน้อยเต็มที พิษสีดำกำลังกัดกินเส้นใยเวทมนตร์ในร่างของเขา ทำให้ร่างกายเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็ว "ใช่ ข้ากำลังคลุ้มคลั่ง!" คาลอสตะโกนลั่น ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังของเขายังคงอยู่ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่เห็นคนรักต้องทรมาน "ถ้าโลกนี้ไม่มีเจ้า ข้าจะทุบทำลายมันให้สิ้นซาก ถ้าสวรรค์กล้าพรากเจ้าไปจากข้า ข้าจะลากเทพพวกนั้นลงมาเหยียบย่ำให้จมดิน!" ทันใดนั้นเอง บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไป ความมืดมิดที่ล้อมรอบตัวคาลอสไม่ได้จางหายไป แต่มันกลับขยายตัวราวกับมีชีวิต ร่างกายของคาลอสเริ่มเปลี่ยนรูป กรงเล็บแหลมคมยาวงอกออกมาจากนิ้วมือ ดวงตาที่เคยเป็นสีโลหิตกลับกลายเป็นสีดำมืดมิดไร้จุดโฟกัส รอยสักเวทมนตร์บนตัวเขาเริ่มเรืองแสงสีม่วงหม่น นี่คือร่างจำแลงที่แท้จริงของปีศาจผู้ถูกเนรเทศ—ร่างที่แม้แต่เหล่าเทพยังต้องหวาดกลัว เซเรนเบิกตากว้างเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น เขาพยายามคว้าแขนของคาลอสไว้ "หยุด... คาลอส หากเจ้าปลดปล่อยพลังนี้... เจ้าจะเสียตัวตนไปตลอดกาล!" "ข้าไม่สน!" คาลอสคำราม เสียงของเขาผสมปนเปกับเสียงก้องของสัตว์ร้าย "ตราบใดที่เจ้ายังหายใจ ข้าจะทำทุกอย่าง" เขาก้มลงจูบหน้าผากของเซเรนอย่างหนักแน่น ก่อนจะลุกขึ้นยืน ร่างสูงตระหง่านทิ้งตัวลงบนพื้นจนพื้นดินแตกระแหง มือหนาคว้าอากาศและดึงเอาดาบอสูรที่ถูกซ่อนไว้ในมิติคู่ออกมา ดาบที่ไม่ได้สัมผัสแสงแดดมานานนับร้อยปีสั่นไหวด้วยความกระหายเลือด เงามืดที่ซ่อนตัวอยู่เริ่มขยับ มันไม่ใช่แค่คนเดียว แต่มีถึงสามร่างที่ก้าวออกมาจากเงามืด แต่ละร่างปกคลุมด้วยชุดคลุมสีดำสนิทและไอเวทมนตร์ที่คุ้นเคย—เวทมนตร์จากอาณาจักรที่หักหลังเซเรน "พวกเจ้ากล้ามากที่กลับมาที่นี่" คาลอสกล่าว น้ำเสียงนั้นไร้ความปรานีอย่างถึงที่สุด "ในเมื่อพวกเจ้าเลือกที่จะมาหาความตาย ข้าก็จะมอบให้มันอย่างสาสม" คาลอสไม่ได้รอให้พวกมันขยับตัว เขาพุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้าสีดำ กรงเล็บที่แหลมคมของเขาตวัดผ่านร่างของมือสังหารคนแรกอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครมองทัน เลือดสีเข้มสาดกระจายไปทั่วพื้นห้อง เซเรนมองดูภาพนั้นด้วยความตกใจ เขาไม่เคยเห็นคาลอสโหดเหี้ยมเช่นนี้มาก่อน "คาลอส... พอแล้ว!" เซเรนร้องเรียก แต่เสียงของเขาก็เบาเกินไปสำหรับปีศาจที่กำลังบ้าคลั่งด้วยความรักและความห่วงใย ชายในชุดคลุมอีกสองคนที่เหลือเริ่มร่ายเวทมนตร์ป้องกัน แต่สำหรับคาลอสที่ก้าวเข้าสู่ร่างปีศาจสมบูรณ์แบบแล้ว เวทมนตร์เหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับฟองสบู่ที่แตกสลายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส เขาพุ่งเข้าจู่โจมด้วยความรวดเร็วและดิบเถื่อน ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความต้องการที่จะปกป้องเซเรน และความแค้นที่ใครบางคนกล้าทำร้ายดวงใจของเขา แต่ในขณะที่คาลอสกำลังจะจัดการมือสังหารคนสุดท้ายนั้นเอง เงาของมือสังหารคนที่เขาสังหารไปคนแรกกลับเริ่มบิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปร่าง กลายเป็นอักขระเวทมนตร์สีเลือดที่พุ่งเข้าใส่เซเรนโดยที่คาลอสไม่ทันตั้งตัว! คาลอสชะงักกึก ดวงตาสีดำสนิทเบิกกว้างเมื่อเห็นอักขระเวทมนตร์นั่นพุ่งเข้าสู่หน้าอกของเซเรนที่ยังคงนอนจมกองเลือดอยู่ ร่างของเซเรนกระตุกเฮือก ก่อนจะนิ่งสนิทไป "ไม่... ไม่นะ!" คาลอสกรีดร้อง ลืมเลือนศัตรูเบื้องหน้าและพุ่งกลับไปหาเซเรนทันที แต่ทว่า... ร่างกายของเซเรนกลับเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีเงินที่ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ ไม่ใช่ศพ... สิ่งที่เขากอดอยู่เมื่อครู่เป็นเพียงเวทมนตร์ลวงตา! "คาลอส..." เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นเสียงที่เขาคุ้นเคยดีที่สุด แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและไร้ซึ่งความรู้สึก "เจ้าหลงกลพวกเรา... และตอนนี้ เซเรนตัวจริงไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว" คาลอสหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว กรงเล็บพร้อมจะสังหารผู้ที่บังอาจมาหลอกลวงเขา แต่เขากลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นบุคคลที่ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้า... บุคคลนั้นคือเซเรน แต่เขากลับแต่งกายด้วยชุดนักบวชชั้นสูงสีขาวสะอาดตา และในมือของเขาคือคมกริชเล่มเดิมที่แทงคาลอสเมื่อตอนต้นบท แววตาของเซเรนที่จ้องมองมานั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งความทรงจำ และเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างที่คาลอสไม่เคยได้รับมาก่อน "ลาก่อน... ปีศาจที่น่าสงสาร" เซเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะแทงคมกริชลงบนสัญลักษณ์เวทมนตร์ที่พื้นห้อง ซึ่งเป็นจุดที่คาลอสยืนอยู่พอดี พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของคาลอสพังทลายลง ส่งร่างของเขาดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง... ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความคลั่งรักที่เจ็บปวดนี้ด้วยกันนะครับ ไฟเยอร์บลัดจะรอพบพวกท่านในบทถัดไปครับ!
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%