รอยชอล์กสีเงินยวดยาวสามเมตรบนแผ่นกระดานชนวนแบล็กสโตนไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นทางเดินทัพ แต่คือเส้นเลือดฝอยที่กำลังสูบฉีดความตายตรงไปยังหัวใจของราชสำนักศักดิ์สิทธิ์
"ถ้าเราเจาะเข้าทางประตูทิศอัสดงด้วยกองพลเงาโลหิต องค์รักษ์ศักดิ์สิทธิ์ร้อยนายสุดท้ายจะถูกดึงดูดความสนใจไปที่นั่นเป็นเวลาสิบห้านาทีพอดี"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์นักล่าในความมืดดังขึ้น คาลอสโน้มกายลงเหนือโต๊ะแผนที่ ปลายเรียวนิ้วแกร่งของจอมทัพปีศาจลากผ่านภูมิประเทศจำลองที่สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์ดิน ปล่อยละอองแสงสีดำจางๆ ลอยคละคลุ้งในอากาศเย็นเฉียบของห้องบัญชาการลับ
แต่เซเรนไม่ได้มองแผนที่นั้นเลย
ดวงตากลมโตคู่สวยที่ฉายแววเหนื่อยล้ามาตลอดหลายเดือน จ้องมองเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มผู้ยอมทรยศต่อเผ่าพันธุ์ของตนเองเพื่อแลกกับรอยยิ้มของเขา เส้นผมสีรัตติกาลลู่ลงระกรอบหน้าคมคาย สันจโด่งเป็นคม และที่สำคัญที่สุดคือแววตาคู่นั้น—แววตาที่ยามปะทะกับคนอื่นคือความโหดเหี้ยมไร้ปรานี แต่ยามที่หันมามองเซเรน มันกลับกลายเป็นเตาผิงอุ่นในคืนฤดูหนาวที่พร้อมจะหลอมละลายทุกสิ่งที่เข้ามาใกล้
"คาลอส..." เซเรนเอ่ยขึ้น แผ่วเบาจนแทบจมหายไปกับเสียงลมหายใจ "คุณกำลังเอาปีศาจทั้งอาณาจักรมาวางไว้บนเดิมพันนะ"
คาลอสชะงักมือที่กำลังจะปักหมุดอาคม เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาประชิดตัวร่างบางในเสี้ยววินาที ฝ่ามือใหญ่เอื้อมออกไปอย่างไร้ความลังเล ปลายนิ้วหยาบกร้านแต่ทะนุถนอมอย่างที่สุดเกลี่ยปอยผมสีเงินยวงที่ตกลงมาเคล้าแก้มเนียนออกให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้หัวใจที่ด้านชามานานของเซเรนกระตุกวูบ
"ให้โลกทั้งใบแตกสลายเป็นจุล... ก็ยังไม่คุ้มค่าเท่ารอยช้ำจางๆ บนปลายนิ้วของคุณเลย เซเรน"
เสียงกระซิบกระsalamนั้นหนักแน่นและจริงจังจนน่ากลัว มันไม่ใช่คำพูดหยอกเย้าของบุรุษเจ้าสำราญ แต่คือคำประกาศิตจากราชาผู้พร้อมจะฉีกกระชากสวรรค์ลงมาแทบเท้า หากสวรรค์กล้าทำให้ดวงใจของเขาระคายเคือง
คาลอสโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนกระทั่งลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มขาวเนียน กลิ่นอายเฉพาะตัวของปีศาจหนุ่ม—กลิ่นสนซีดาร์ผสมกับละอองฝน—โอบล้อมเซเรนไว้ราวกับกรงขังอันหอมหวาน มืออีกข้างของคาลอสโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวโดยอัตโนมัติ ราวกับสัญชาตญาณดิบในการแสดงความเป็นเจ้าIจะตื่นขึ้นทุกครั้งที่อยู่ใกล้คนที่เขารักและหวงแหนยิ่งกว่าชีพ
"ผมไม่ได้ทำเพื่ออาณาจักรปีศาจ" คาลอสกระซิบชิดริมหู เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยด้วยแรงอารมณ์ที่อัดแน่น "ผมทำเพื่อทวงคืนบัลลังก์ที่ควรเป็นของคุณ... บัลลังก์ที่พวกมันแย่งชิงไป พร้อมๆ กับรอยยิ้มที่คุณควรจะมีตั้งนานแล้ว"
เซเรนเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านลามเลียไปทั่วอกจนแสบร้อน ปมความหลังจากการถูกทรยศโดยคนที่เคยเรียกว่าสหายรักยังคงกรีดลึกอยู่ในความทรงจำ ทุกครั้งที่คิดถึงคราบน้ำตาและคมดาบที่แทงทะลุแผ่นหลังในวันนั้น มือของเขาก็ยังคงสั่นเทา
แต่ในเวลานี้... มือคู่นั้นถูกกุมไว้ด้วยมือที่อบอุ่นและแข็งแกร่งกว่า
"ถ้าเราพลาด..." เซเรนเงยหน้าขึ้นสบตา ลึกเข้าไปในนัยน์ตาสสีเพลิงคู่นั้น "คุณจะไม่มีทางได้กลับสู่อาณาจักรของคุณอีก"
"ผมไม่สน" คาลอสตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงตาคมกริบฉายประกายคลั่งไคล้ชนิดที่หากใครมาเห็นคงต้องวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว "ถ้าไม่มีคุณ โลกใบนี้ก็เป็นเพียงแค่ซากปรักหักพังที่ว่างเปล่า บัลลังก์เหรอ? ผมถีบมันทิ้งได้ตั้งแต่คุณเอ่ยปากแล้ว เซเรน... เชื่อใจผม ให้ผมได้ชำระล้างความสกปรกพวกนั้นออกจากเส้นทางที่คุณต้องเดิน"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของคนทั้งคู่สะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ เซเรนมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ยอมจำนนต่อเขาเพียงคนเดียวผู้นี้ ความลังเลทั้งหมดในใจมลายหายไป เหลือไว้เพียงความเด็ดเดี่ยวที่ถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่
ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายเวทมนตร์บริสุทธิ์รอบตัวเริ่มหมุนวน ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนแผนที่ชอล์กสีเงินจุดที่คาลอสเพิ่งวางมือลงไป
"ถ้าอย่างนั้น..." เสียงใสเอ่ยขึ้นอย่างมั่นคง แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเฉียบคมดุดันของอัจฉริยะเวทมนตร์ที่โลกลืมไม่ลง "เราจะไม่แค่เจาะเข้าทางประตูทิศอัสดง... เราจะตลบหลังพวกมันด้วยค่ายกลสะท้อนเงา ให้พวกมันใช้เวทมนตร์ของตัวเองทำลายปราการชั้นนอกเสียก่อน"
มุมปากของจอมทัพปีศาจยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความคลั่งไคล้ที่พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ คาลอสโน้มใบหน้าลงกดจูบหนักๆ ที่หน้าผากมนของคนตรงหน้าอย่างรักใคร่ ราวกับเป็นการประทับตราสิทธิ์อันชอบธรรมก่อนศึกใหญ่จะเริ่มขึ้น
"ตามบัญชาครับ... องค์ราชินีของผม"
แต่ทว่า ในวินาทีที่แผนการอันสมบูรณ์แบบกำลังจะถูกเคาะขั้นสุดท้าย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากทางระเบียงด้านนอก—ระเบียงที่ควรจะถูกปิดตายด้วยอาคมป้องกันระดับสูงที่แม้แต่แมลงก็บินผ่านไม่ได้!
ประاجไม้สักทองหน้าห้องบัญชาการถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมๆ กับร่างของทหารยامคนสนิทที่พุ่งทะยานเข้ามาล้มกลิ้งอยู่แทบเท้าด้วยสภาพที่อาบไปด้วยโลหิตสีดำ
"นายท่าน...!" ทหารหนุ่มสำลักเลือดออกมาคำโต หอบหายใจโรยริน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "มัน... มันไม่ได้อยู่ในแผน... มีคนเปิดประตูมิติชั้นใน... และคนที่นำทัพเข้ามา คือ... คือคนที่ท่านคิดว่าตายไปแล้ว..."
คาลอสชะงัก รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกจากร่างในทันทีจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เขาดึงเซเรนมาไว้ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้องขั้นสูงสุด
ทว่ายังไม่ทันที่จอมทัพปีศาจจะได้เอ่ยปากถาม เสียงฝีเท้าก้าวหนึ่งที่เยือกเย็นและคุ้นเคยอย่างน่าสะพรึงกลัว ก็ดังแทรกความเงียบขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเงาร่างในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาที่ก้าวเข้ามา ท่ามกลางกลิ่นอายเวทมนตร์โบราณที่ทำให้เซเรนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
"ตกใจอะไรกันเหรอ... น้องรักของฉัน" เสียงหวานเยียบเย็นเอ่ยทักทาย พร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งมาให้จากบุคคลที่เซเรนจำได้แม่นยำที่สุด—คนที่ควรจะนอนเน่าเปื่อยอยู่ใต้หลุมศพเมื่อสามปีก่อน!
ไฟเยอร์บลัดขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ตัวละครมาจนถึงตอนนี้ด้วยนะครับ
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 48
แผนที่สมบูรณ์แบบ
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!