“เจ้ากำลังทำอะไร เซเรน! หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะคอกที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและแรงสั่นสะเทือนของคาลอสไม่ได้ทำให้ร่างบางที่ยืนอยู่กลางวงล้อมของเปลวเพลิงสีครามหยุดชะงัก เซเรนยืนนิ่งอยู่หน้าแท่นหินโบราณที่สลักลวดลายอักขระเวทที่สาบสูญ ดวงตาคู่สวยที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยแสงสีเงินยวงที่ไหลเวียนราวกับปรอทเหลว
คาลอสพยายามก้าวผ่านกำแพงเวทที่เขาก่อขึ้นเองเพื่อปกป้องสถานที่แห่งนี้ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกผลักไสด้วยแรงอาถรรพ์มหาศาล ออร่าสีดำทมิฬรอบกายจอมทัพปีศาจปั่นป่วนจนอากาศบิดเบี้ยว เขามองดูคทา ‘ร่องรอยแห่งนิรันดร์’ ที่กำลังสั่นไหวและดูดกลืนพลังชีวิตของเซเรนเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม
“อย่าเข้ามา… คาลอส” เซเรนเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นเครือ “ถ้าท่านเข้ามา ท่านจะถูกสาป… พลังนี้มันเลือกข้า แต่มันไม่ได้ต้องการให้ข้าเป็นนาย”
“ข้าไม่สนกฎเกณฑ์นั่น! ใครจะกล้าสาปเจ้า ข้าจะฆ่ามันให้สิ้นซาก แม้แต่เทพเจ้าที่วางข่ายอาคมนี้ไว้ ข้าก็จะถอนรากถอนโคน!”
คาลอสกัดฟันแน่น กรามของเขาบดเข้าหากันจนนูนเด่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ความหวงแหนที่เขามีต่อเซเรนนั้นรุนแรงจนแทบจะกลายเป็นความวิปลาส เขายอมเห็นโลกใบนี้แตกสลายดีกว่าเห็นเพียงเส้นผมของเซเรนถูกแผดเผา
เซเรนไม่ฟังคำทัดทาน นิ้วเรียวยาวค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสกับคทาที่วางอยู่บนแท่น ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงไป เสียงกรีดร้องของวิญญาณนับพันก็ดังสนั่นขึ้นในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่น่าฟัง แต่เป็นเสียงคร่ำครวญของผู้ที่เคยถูกทรยศและทอดทิ้ง… เหมือนกับเขา
“ข้าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว คาลอส” เซเรนกระซิบเบาๆ แต่ทว่ากังวานไปทั่วโถงวิหาร “ความแค้นที่ข้าแบกรับมาตลอดชีวิต มันไม่มีที่ระบาย… จนกระทั่งตอนนี้”
วูบ!
พลังมหาศาลระเบิดออกเป็นวงกว้าง พื้นหินที่เคยแน่นหนาแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ ร่างของเซเรนลอยขึ้นเหนือพื้นดิน เส้นผมสีเงินปลิวไสวไร้ทิศทาง นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทดุจก้นบึ้งของมหาสมุทร พลังเวทจากคทาโบราณถ่ายเทเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่แค่พลัง แต่มันคือ ‘ความทรงจำ’ ของอาวุธระดับตำนานที่ถูกผนึกไว้เนิ่นนาน
คาลอสอาศัยจังหวะที่แรงปะทะลดลงพุ่งตัวเข้าไปคว้าเอวบางเอาไว้ แขนแกร่งรัดร่างนั้นไว้แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสลายกลายเป็นละอองเวทไปต่อหน้า “เจ้ากำลังทำร้ายตัวเอง! หยุดเดี๋ยวนี้!”
เซเรนหันกลับมามองใบหน้าคมเข้มที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล มือที่สั่นเทาของเขายกขึ้นแตะที่แก้มของจอมทัพปีศาจ ไอเย็นเยียบจากพลังเวทแผ่ออกมาจากร่างของเซเรนจนเกราะของคาลอสเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง
“ท่านรักข้ามากขนาดนี้เชียวหรือ คาลอส…” เซเรนถาม เสียงของเขาแหบพร่าและดูห่างไกลออกไป “ท่านจะทำอย่างไร หากพลังที่ข้าได้มานี้ ไม่ได้ทำให้เราสมหวัง แต่ทำให้เราต้องเป็นศัตรูต่อกันตลอดกาล?”
“ข้าไม่สนใจว่าเราจะเป็นอะไรในสายตาใคร” คาลอสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายด้วยความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัว “หากสวรรค์บอกให้เราเป็นศัตรู ข้าก็จะฉีกสวรรค์ให้เป็นชิ้นๆ หากโชคชะตาลิขิตให้เราห้ำหั่นกัน ข้าจะเผาโชคชะตาทิ้งเสียตรงนี้!”
คำกล่าวของเขาไม่ใช่คำล้อเล่น แต่มันคือคำประกาศิตที่มาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณปีศาจที่คลั่งรักและพร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางทางรักของเขา
ทันใดนั้น คทาในมือของเซเรนกลับหยุดนิ่ง สภาวะคลุ้มคลั่งสงบลงชั่วขณะ แต่ความเงียบงันที่ตามมากลับน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม เพราะอักขระที่สลักอยู่บนคทาเริ่มเปลี่ยนสีจากสีทองเป็นสีเลือด และลุกลามขึ้นมาบนแขนของเซเรนราวกับรอยสักที่กำลังรัดรึงร่างของเขาไว้แน่น
“เซเรน… นี่มันอะไรกัน!” คาลอสตะโกนลั่นเมื่อเห็นผิวพรรณของคนรักเริ่มมีไอสีดำพุ่งออกมา
เซเรนพยายามจะชักมือกลับ แต่เขากลับพบว่ามือของตนถูกพันธนาการไว้กับคทาด้วยโซ่เวทที่มองไม่เห็น แรงดึงดูดประหลาดกำลังฉุดรั้งเขาสู่ความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าเดิม
“ท่านคาลอส…” เซเรนเอ่ยเสียงสั่น “ข้าไม่ได้เป็นคนเลือกคทาเล่มนี้… แต่มันเป็นคนเลือกข้า เพื่อใช้ข้าเป็นภาชนะ… ในการปลุก ‘บางอย่าง’ ขึ้นมา”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังยื้อแย่งกับพลังที่เหนือการควบคุม ประตูบานยักษ์ของวิหารที่ควรจะปิดตายกลับถูกเปิดออกช้าๆ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยและเป็นที่รังเกียจที่สุดของเซเรนดังสะท้อนก้องเข้ามาในความเงียบ
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจจริงๆ… อดีตอัจฉริยะที่ตกต่ำ กับปีศาจที่หลงมัวเมาในความรัก”
ร่างชายในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาเดินก้าวเข้ามาในแสงคบเพลิง ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างอ่อนโยนนั้นคือใบหน้าที่เคยผลักเซเรนให้ตกลงสู่เหวแห่งความตายในอดีต
“ท่านอาจารย์…” เซเรนเค้นเสียงเรียกด้วยความแค้นที่ปะทุขึ้นจนพลังเวทในคทาสั่นไหวรุนแรงกว่าเดิม
คาลอสชักดาบสีดำทมิฬออกจากฝัก สายตาของเขาเปลี่ยนจากความห่วงใยเป็นความเกลียดชังขั้นสุดขีด “เจ้า… สวะที่กล้ามาขัดจังหวะข้า วันนี้จะเป็นวันตายครั้งสุดท้ายของเจ้า!”
ทว่า ก่อนที่คาลอสจะได้พุ่งเข้าใส่ รอยยิ้มของชายในชุดขาวกลับกว้างขึ้น เขายกมือขึ้นดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว และโซ่เวทที่พันธนาการเซเรนก็เปลี่ยนรูปกลายเป็นดาบที่จ่ออยู่ที่ลำคอของคาลอสเอง!
“หยุดมือเถิดท่านจอมทัพ… เพราะในวินาทีที่เซเรนแตะต้องคทาเล่มนั้น พันธสัญญาเลือดได้ถูกเซ็นกำกับไว้แล้ว” ชายคนนั้นกล่าวพลางมองไปยังตราประทับบนข้อมือเซเรนที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือด “นับแต่นี้ไป ใครที่เขาฆ่า… วิญญาณของเจ้าจะเป็นคนแบกรับบาปนั้นไว้เอง!”
เซเรนเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยประทับที่ข้อมือตนเองเริ่มลุกลามไปถึงหัวใจของคาลอสผ่านสายใยเวทมนตร์ที่มองไม่เห็น นี่ไม่ใช่แค่อาวุธ… แต่เป็นโซ่ตรวนที่ใช้ขังทั้งเขาและคาลอสไว้ในกรงขังแห่งความตาย
หวังว่าบทนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามานะครับ และผมหวังว่าท่านจะติดตามการตัดสินใจครั้งสำคัญของเซเรนในตอนหน้าไปพร้อมกับผมครับ
- ไฟเยอร์บลัด -
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 34
อาวุธระดับตำนาน
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!