กลิ่นอายความชื้นของไอหมอกในหุบเขาแห่งการลืมเลือนไม่ได้ทำให้ความตึงเครียดในอากาศจางลงเลยแม้แต่น้อย เซเรนกระชับเสื้อคลุมที่เริ่มขาดวิ่นเข้าหาตัว ดวงตาเรียวสวยกวาดมองเงาร่างสีเงินยวงที่เคลื่อนไหวอยู่รอบกายพวกเขาราวกับภาพหลอน
"ถ้าจะฆ่าก็ทำซะ อย่าเอาแต่ร่ายรำรอบตัวเราเหมือนพวกโรคจิต" เซเรนแค่นเสียง ขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบสั้นที่พกติดตัวไว้ แม้พลังเวทจะยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ แต่เขาก็ไม่คิดจะยืนรอความตายเฉยๆ
"ปากดีไม่เปลี่ยน..." เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง คาลอสเบียดร่างแกร่งเข้ามาบังเซเรนไว้จนมิด มือหนาคว้าเอวบางดึงเข้าหาตัวจนแผ่นหลังของคนตัวเล็กแนบชิดกับอกกว้าง "หุบปากซะเซเรน ถ้าไม่อยากให้ฉันต้องเสียเวลาจัดการศพพวกนี้แทนที่จะได้ไปต่อ"
"ห่วงตัวเองเถอะคาลอส นายก็รู้ว่าพวกนี้ไม่ใช่ปีศาจกระจอกๆ ในนรกที่นายคุ้นเคย" เซเรนเถียงกลับ แม้จะรู้ดีว่าอ้อมแขนที่รัดแน่นนั้นคือเกราะป้องกันเดียวที่เขามีในยามนี้
เงาสีเงินเหล่านั้นหยุดชะงัก ทันใดนั้น หมอกหนาก็แยกออก เผยให้เห็นร่างโปร่งแสงของเผ่าพันธุ์ที่ควรจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคบรรพกาล—ชาวนิลธา ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายสีรุ้งไร้แววตาขาว แผ่รังสีแห่งเวทมนตร์โบราณที่กดดันจนอากาศรอบข้างหนักอึ้ง
"จอมทัพปีศาจ... และผู้ถือครองพันธะแห่งความล่มสลาย" เสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่ผ่านทางหู แต่ดังขึ้นในจิตสำนึกโดยตรง
คาลอสกระตุกยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งที่ว่างอยู่ยกขึ้นรวบรวมไอสีดำทมิฬไว้ที่ปลายนิ้ว "ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะเป็นบรรพบุรุษหรือซากปรักหักพัง ถ้าใครกล้าแตะต้องคนของข้า แม้แต่เทพเจ้าข้าก็จะแหวกอกทิ้ง"
"คนของเจ้า?" หญิงสาวผู้มีรูปลักษณ์สง่างามในชุดเกราะแสงก้าวออกมา เธอคือผู้นำเผ่าพันธุ์ที่ถูกลืม สายตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซเรน "เลือดที่ไหลเวียนในกายเขาไม่ใช่ของปีศาจ... แต่เป็นพลังที่ปิดผนึกความหายนะของโลกใบนี้เอาไว้ เจ้ากำลังโอบกอดระเบิดเวลาอยู่ คาลอส"
เซเรนชะงักไปเล็กน้อย พลังที่เขาพยายามกดทับไว้เริ่มสั่นไหวตามคำพูดนั้น เขาเงยหน้ามองคาลอสที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะซ่อนความรู้สึกไว้ใต้ความซึนเดเระ บัดนี้กลับฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด
"ระเบิดเวลาเหรอ?" คาลอสหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วหุบเขา "ถ้าโลกนี้จะพินาศเพราะเขา งั้นฉันก็จะนั่งชมการล่มสลายนั้นข้างๆ เขาด้วยนั่นแหละ ใครจะทำไม?"
"นายมันบ้า..." เซเรนพึมพำ ใจหนึ่งอยากจะผลักร่างหนาออก แต่อีกใจกลับโหยหาความอบอุ่นที่คาลอสมอบให้ท่ามกลางความหนาวเหน็บนี้
"ใช่ ฉันมันบ้า และนายก็เป็นเจ้าของความบ้านี้ไปแล้วเซเรน" คาลอสกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงอ่อนลงจนคนฟังใจสั่น "อย่าได้คิดจะทิ้งฉันไปหาคำตอบเรื่องพลังบ้าๆ นี่เพียงลำพังเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
หญิงสาวชาวนิลธาหรี่ตาลง ก่อนจะสะบัดมือเบาๆ พื้นดินใต้เท้าของทั้งคู่ก็แยกออก เผยให้เห็นบันไดหินสีขาวนวลที่ทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง "ถ้าพวกเจ้าต้องการคำตอบ ก็จงลงไปดูสิ่งที่พวกเจ้าพยายามปกป้องด้วยตัวเอง... ในห้องแห่งพันธะที่แท้จริง"
เซเรนลังเลชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าออกไป แต่คาลอสกลับรั้งข้อมือเขาไว้แล้วกุมมือแน่น สัมผัสที่ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือทำให้เซเรนรับรู้ถึงความกังวลที่พระเอกสายซึนพยายามปกปิดไว้
"ถ้าข้างล่างนั่นมีอะไรไม่ชอบมาพากล" คาลอสพูดพลางกวาดสายตามองความมืดมิดเบื้องหน้า "อย่าลังเลที่จะคว้ามือฉันไว้ แล้วหนีไปพร้อมกัน... เข้าใจไหมเจ้าตัวแสบ?"
เซเรนหลุดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "ก็ถ้านายไม่ตายก่อนน่ะนะ"
ทั้งคู่ก้าวลงสู่ทางเดินหิน บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ทว่าเมื่อก้าวพ้นประตูหินบานสุดท้าย เสียงฝีเท้าของใครบางคนกลับดังสวนขึ้นมาพร้อมกับแสงไฟจากคบเพลิงที่สว่างวาบขึ้น
ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่ถูกลืม... แต่เป็นชายในชุดคลุมสีดำสนิทที่เซเรนคุ้นตาดีที่สุด
"ไม่คิดเลยว่าพวกเจ้าจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้..." ชายผู้นั้นเอ่ยพร้อมปลดฮู้ดออก เผยใบหน้าที่ทำให้เซเรนเบิกตากว้างจนแทบลืมหายใจ "ขอบคุณที่นำทางมาถึงที่นี่นะ... เซเรน ที่รัก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดของพันธะนี้ไปกับผมนะครับ - ไฟเยอร์บลัด
พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 33
พันธมิตรที่ไม่คาดคิด
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!