พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ•ตอนที่ 25

ก่อนพายุจะเข้า

ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
“ถ้าเจ้าคิดจะไปสนามรบโดยไม่ให้ข้าไปด้วย ก็จงสังหารข้าเสียตอนนี้เลยเถอะ เซเรน” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยไอสังหารของคาลอสไม่ได้ทำให้เซเรนสะดุ้ง แต่กลับทำให้เขาหยุดฝีเท้าที่กำลังก้าวออกไปจากห้องบัญชาการ เซเรนหมุนตัวกลับมา เผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าบานประตูไม้โอ๊คหนาหนัก ร่างของจอมทัพปีศาจดูราวกับเงาที่ไม่มีวันจางหายไปจากชีวิตเขา แม้ในยามที่บรรยากาศรอบกายดูสงบนิ่งราวกับผิวน้ำก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม “ความตายของเจ้าไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ แต่ความปลอดภัยของเจ้าคือสิ่งที่ข้าให้ค่ามากกว่าชีวิตตัวเอง คาลอส” เซเรนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในดวงตาคู่สวยกลับสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบสีอำพันของอีกฝ่าย “กองทัพพันธมิตรไม่ได้แค่มาเพื่อเจรจา พวกเขามาเพื่อกวาดล้าง... ทุกสิ่งที่ข้าเคยปกป้อง” คาลอสก้าวเข้ามาหาช้าๆ ทุกจังหวะที่ขยับ รัศมีแห่งอำนาจที่กดทับอากาศจนน่าอึดอัดก็ยิ่งทวีความรุนแรง เขาหยุดยืนตรงหน้าเซเรน ระยะห่างที่ใกล้จนเซเรนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของชายหนุ่ม มือหนาหยาบกร้านเอื้อมไปเกลี่ยไรผมข้างขมับของคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ทว่าแววตากลับดุดันราวกับสัตว์ป่าที่กำลังหวงแหนสมบัติชิ้นสุดท้าย “เจ้าเรียกมันว่าการปกป้องงั้นหรือ? การที่เจ้าจะแบกรับความแค้นของทั้งโลกไว้เพียงลำพัง?” คาลอสกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นจัดรดรินทำให้หัวใจของเซเรนกระตุกไหว “เจ้าจำไม่ได้หรือว่าใครกันที่ทรยศเจ้า? ใครกันที่โยนเจ้าลงสู่ขุมนรก? ถ้าพวกมันต้องการสงคราม ข้าก็จะมอบนรกให้พวกมันได้เห็น... โดยมีเจ้าเคียงข้างข้าเสมอ” เซเรนหลับตาลง พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ความทรงจำเรื่องการถูกหักหลังโดยผู้ที่เคยนับถือเสมือนพี่น้องยังคงเป็นแผลสดที่ไม่มีวันหายสนิท ทว่าการที่คาลอสยอมละทิ้งเกียรติยศและอำนาจทั้งหมดเพื่อมายืนเคียงข้างชายที่ถูกเนรเทศอย่างเขา มันคือภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะบรรยาย “ข้ากลัว...” เซเรนเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ข้ากลัวว่าหากครั้งนี้เจ้าเป็นอะไรไป ข้าจะไม่เหลือเหตุผลที่จะอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป” คาลอสชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้าตัวคนตัวเล็กกว่าเข้ามากอดแนบแน่น อ้อมกอดที่กักขังและเปี่ยมไปด้วยความรักอันวิปริตในสายตาคนภายนอก แต่มันคือป้อมปราการเดียวที่เซเรนมั่นใจว่าเขาจะไม่ถูกทำลาย “เจ้าคือโลกของข้า เซเรน” คาลอสกล่าวเสียงเข้มหนักแน่น “ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ไม่มีความตายใดจะแตะต้องเจ้าได้ ไม่ว่าจะเป็นเทพจากสวรรค์ชั้นฟ้า หรือปีศาจจากขุมนรกที่ลึกที่สุด ข้าจะบดขยี้พวกมันให้แหลกคากองทัพของข้า” บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงถ่านไฟในเตาผิงที่ปะทุเป็นระยะ เสียงแห่งความเงียบนี้ช่างดูจอมปลอม มันคือช่วงเวลาที่ดวงดาวกำลังจะดับแสงและรุ่งอรุณที่ไม่มีวันมาถึงกำลังจะมาเยือน เซเรนซุกหน้าลงกับแผงอกกว้าง สูดกลิ่นอายของเหล็กและดินปืนที่ติดตัวคาลอสมาอย่างคุ้นเคย นี่คือกลิ่นแห่งสงคราม... และเป็นกลิ่นของความปลอดภัยเพียงหนึ่งเดียวของเขา “อีกเพียงหนึ่งชั่วยาม กองหน้าของฝ่ายนั้นจะมาถึงหุบเขาเงาจันทร์” เซเรนพึมพำขณะถอยออกมาจ้องมองแผนที่ยุทธการบนโต๊ะ “เราต้องเตรียมค่ายกลสะท้อนเวทไว้ที่แนวหน้า” “ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก” คาลอสหยิบถุงมือเหล็กขึ้นมาสวม “ข้าได้สั่งให้หน่วยเงาดำเตรียมการไว้หมดแล้ว สิ่งที่เจ้าต้องทำตอนนี้ คืออยู่หลังแนวป้องกันของข้า... เท่านั้นพอ” เซเรนพยักหน้ารับอย่างจำยอม เขาเดินไปที่หน้าต่างบานสูง มองออกไปสู่เบื้องล่างของปราสาทที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่านักรบปีศาจที่กำลังลับคมดาบ แสงจันทร์สลัวฉาบไล้ท้องฟ้าจนดูเหมือนเลือดที่กำลังอาบย้อมผืนดิน นี่คือความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมา ทันใดนั้น เสียงแตรศึกที่ดังจากทิศเหนือก็แทรกผ่านความเงียบเข้ามา แม้จะแผ่วเบาแต่ก้องกังวานจนหน้าต่างทุกบานสั่นสะเทือน คาลอสขมวดคิ้วแน่น เขารีบก้าวไปที่ระเบียงและมองไปทางทิศนั้นทันที “มันมาเร็วกว่ากำหนด...” คาลอสพึมพำ สายตาเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับนักล่า เซเรนรีบก้าวตามออกไป สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำเอาเขาเย็นวาบไปทั้งไขสันหลัง ไม่ใช่กองทัพม้าหรือพลธนูที่เขาคาดคิด แต่คือกลุ่มคนชุดขาวที่ขี่ม้าสีหิมะก้าวออกมาจากม่านหมอก พร้อมด้วยตราประทับสีทองที่เขารู้จักดีที่สุดในชีวิต... ตราประทับของสภาเวทมนตร์แห่งอาณาจักรที่เขาจากมา คนนำขบวนยกมือขึ้นช้าๆ ทันใดนั้นร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลังสุดของกลุ่มก็ก้าวออกมา เผยให้เห็นใบหน้าภายใต้ฮู้ดสีขาวนวล ใบหน้าที่เซเรนไม่มีวันลืม... ใบหน้าของคนที่เขารักและไว้ใจที่สุดก่อนจะถูกทรยศ “พี่ชาย...” เซเรนหลุดปากออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริก คาลอสกระชับดาบในมือแน่นขึ้นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน เขาสบถออกมาด้วยความโกรธแค้น “ไอ้คนสารเลวนั่นมันกล้ามาที่นี่ด้วยตัวเองงั้นหรือ? เซเรน ถอยไปข้างหลังข้าเดี๋ยวนี้!” ทว่า ก่อนที่คาลอสจะได้สั่งการใดๆ เสียงเวทมนตร์กัมปนาทก็ระเบิดขึ้นจากประตูเมืองที่ถูกทำลายลงพร้อมกัน ทหารปีศาจกระเด็นกระจัดกระจายราวกับใบไม้แห้ง และร่างของชายในชุดขาวคนนั้นก็ลอยละลิ่วขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนบาดลึกเข้าถึงหัวใจของเซเรน “น้องรัก... ได้เวลาชดใช้หนี้เลือดที่เจ้าทิ้งไว้เบื้องหลังแล้ว” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างผมในทุกย่างก้าวของตัวละครนะครับ - ไฟเยอร์บลัด
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะคลั่งรักเทพบุตรผู้ถูกเนรเทศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%